ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 2

ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 2

“กินสิ หรือไม่อยากอาหาร?” เสวียนหลิงที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะเอ่ยขึ้น หลังจากลอบสังเกตท่าทางของน้องชายคนเล็ก แล้วพบว่าอีกฝ่ายไม่ยอมแตะอาหารที่วางเอาไว้บนโต๊ะเลยแม้แต่คำเดียว ทั้ง ๆ ที่โดยปกติแล้วนั้นแทบจะสวาปามโต๊ะเข้าไปเลยด้วยซ้ำ “ขะ...ขอรับ” พีทในร่างของจวินเย่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ก่อนจะเหลือบมองอาหารตรงหน้าที่ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ดูจะไม่ใช่อาหารที่มนุษย์จะสามารถกินได้ ไม่ว่าจะเป็นต้มจืดที่มีน้ำซุปเป็นสีม่วง เนื้อตัวประหลาดที่ถูกย่างจนไหม้เกรียม ซากตัวอะไรบ้างก็ไม่รู้ที่ถูกเอามาตุ๋นรวม ๆ กัน แค่เห็นก็อยากจะสำรอกออกมาแล้ว “อาการหนักกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะ” ผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของจวินเย่าเอ่ยขึ้นมา ด้วยใบหน้าเรียบเฉย ท่าทางที่แสนเย็นชาทว่ากลับเย่อหยิ่ง จะเป็นใครไปได้ในห้าพี่น้องเผ่ามาร นอกเสียจาก โม่ หลิงหลิง พี่ชายคนที่สี่ของจวินเย่า “มิใช่ว่าติดใจอาหารมนุษย์เข้าหรอกรึ เห็นไปเที่ยวเล่นที่โลกเบื้องบนอยู่บ่อยนัก” เป็นเสวียนหลิงที่เอ่ยขึ้นมาพลางจ้องมาที่จวินเย่าด้วยสายตาดุดัน ฝ่ามือเรียวที่กำลังจะตักต้มเมือกสีม่วงนั่นเข้าปากถึงกับชะงักไป ก่อนจะหันไปส่งยิ้มเจื่อนให้กับอีกฝ่าย แล้วยัดเจ้าของที่ดูไม่น่ากินสักเท่าไหร่นั่นเข้าไปในปาก รสชาติประหลาดมากมายแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น เขาอยากจะคายมันออกมา ทว่ากลับกลัวว่าหากทำแบบนั้นอาจโดนเสวียนหลิงบั่นคอเอาได้จึงอดกลั้นเอาไว้ พยายามกล้ำกลืนมันลงคือเพื่อให้ความทรมานนี้จบสิ้นลงโดยเร็วที่สุด แม้ว่าระหว่างทางจะรู้สึกพะอืดพะอมจนอยากจะสาดกระสุนอ้วกใส่ทุกคนบนโต๊ะอาหารก็ตาม “จริงสิ ได้ยินข่าวลือของพวกเผ่าสวรรค์หรือยัง?” หลานเยวียนเอ่ยขึ้นมากลางวงอาหาร จวินเย่าหันไปเช็ดปากของตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะตั้งใจฟังสิ่งที่พี่ชายคนรองกำลังพูดถึง “ลือกันว่ามหาเทพได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว พละกำลังทัดเทียบกับเสด็จพ่อ ว่ากันว่าหากรบกันซึ่ง ๆ หน้า ฝ่ายปราชัยคือเผ่ามาร-” “เหลวไหลสิ้นดี” เสวียนหลิงเอากำปั้นทุบโต๊ะทันใด พลางจ้องมองไปที่หลานเยวียนด้วยสายตาดุดัน ทว่าฝั่งของหลานเยวียนกลับไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด ซ้ำยังเผยรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้าอีกต่างหาก “ข้าถึงได้บอกว่ามันเป็นเพียงข่าวลืออย่างไรเล่าขอรับท่านพี่ ฟังหูไว้หูไว้ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว” ว่าจบก็ก้มหน้าลงกินอาหารตรงหน้าต่อทันที จวินเย่ามองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา เหตุใดถึงได้กินเจ้าสัตว์ประหลาดพวกนั้นด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยขนาดนั้นได้ เป็นพวกลิ้นจระเข้หรอกหรือ? “จวินเย่า” “ขอรับ...” จวินเย่าตอบรับทันใดหลังจากได้ยินพี่ใหญ่เอ่ยเรียกชื่อของตัวเอง “นับแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าต้องมาเข้ารับการฝึกฝนวิชามารประจำกายกับพวกเราทุกวัน หากวันใดที่ข้าไม่เห็นเจ้ามาที่โรงฝึก ข้าจะจัดการมอบบทลงโทษให้อย่างสาสม” เสวียนหลิงเอ่ยก่อนจะเดินลุกออกจากโต๊ะกินข้าวไป จวินเย่ารีบลุกขึ้นมาทำความเคารพอีกฝ่ายทันใดด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะกลับมานั่งลงกับที่ดังเดิม “ที่เขาทำแบบนั้นก็เพราะเป็นห่วงเจ้า รู้ตัวเอาไว้ด้วย” เป็นหมิงเยี่ยนที่กล่าวขึ้นมา ก่อนที่เขาเองก็จะลุกจากโต๊ะอาหารไปอีกคนเช่นกัน เหลือไว้เพียงพี่น้องอีกสามคนที่ไม่ค่อยจะถูกชะตากันสักเท่าไหร่นัก นั่งร่วมโต๊ะอาหารกันอยู่ “เลิกสร้างปัญหาให้คนอื่นสักที ข้าเอือมระอากับเจ้าเต็มทนแล้ว” หลิงหลิงเอ่ยพลางลุกจากโต๊ะอาหารไปเสียเฉย ๆ จวินเย่ามองอีกฝ่ายตาละห้อย นี่เขาเป็นคนที่น่าจงเกลียดจงชังมากขนาดนั้นเลยเหรอ? ก่อนจะหวนนึกถึงลักษณะนิสัยของจวินเย่าตัวจริง ก็เลยไม่แปลกใจกับท่าทีของเหล่าพี่ ๆ ที่ปฏิบัติต่อตัวเขาสักเท่าไหร่นัก “หลิงหลิงก็ปากร้ายอยู่เสมอไม่มีเปลี่ยนแปลงไปเลยนะ อย่าได้ใส่ใจเลยน้องพี่ ในเมื่อทำผิดไปแล้วจะย้อนกลับไปแก้ไขก็ทำไม่ได้ ดังนั้นก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุดละกัน พี่อิ่มแล้ว ถ้าเจ้าไม่ว่าอะไรพี่ขอตัวก่อน” ว่าพลางเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม จวินเย่ามองอีกฝ่ายจนลับสายตา ก่อนจะกลับมานั่งถอนหายใจบนโต๊ะอาหารที่มีเพียงเขานั่งอยู่แค่คนเดียว “ไอ้จวินเย่าบ้าอะไรนี่เป็นตัวน่ารังเกียจของครอบครัวขนาดนี้เลยเหรอ โคตรเศร้าเลยว่ะ” เขาสบถออกมาก่อนจะเดินลุกออกจากโต๊ะอาหารไป ระหว่างทางเดินกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง ก็แวะดูบรรยากาศรอบข้างเสียหน่อย มีการประดับตกแต่งมากมายภายในพระราชวังแห่งนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวังแห่งนี้ดูเก่าและทรุดโทรมมากเพียงใด อาจเพราะเสวียนหลิงเป็นพวกไม่ได้สนใจปัจจัยภายนอกแบบนี้ด้วย ก็เลยไม่มีการทำนุบำรุงเกิดขึ้น บ่อปลาที่อยู่ตรงกลางลาน เขาหวังจะไปดูปลาหน้าแปลก ทว่ากลับพบเพียงบ่อที่ว่างเปล่า แม้แต่น้ำก็ไม่มีคั่งค้างเอาไว้ เขาเคยอ่านมาและพอจำได้ว่าสถานที่ที่เผ่ามารอาศัยอยู่นั้น น้ำและอาหารเป็นของหายาก นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้อาหารที่เขาเพิ่งจะกินไปส่วนใหญ่มีสภาพเป็นแบบนั้น “พอมาอยู่จริง ๆ แล้วบรรยากาศไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย” ว่าพลางก้าวเดินถอยหลัง เพื่อจะไปพักที่ห้องของตัวเอง ทว่าในตอนนั้นก็บังเอิญเห็นแสงอะไรบางอย่างสว่างวาบอยู่บนท้องฟ้า พอสังเกตดี ๆ ก็เหมือนจะมีสะเก็ดตกลงมายังพื้นดิน จวินเย่ามองด้วยความสงสัยก่อนจะมองซ้ายมองขวา พอไม่เห็นใครก็เดินตามแสงประหลาดนั่นไป จวินเย่าเดินจนมาถึงป่ารกร้างแห่งหนึ่ง เขาเห็นแสงประหลาดตกลงมาแถวนี้เมื่อครู่ ก็พยายามแหวกพงหญ้าหาดู จนในที่สุดเขาก็พบเข้ากับไข่ใบหนึ่ง เป็นไข่ขนาดใหญ่ที่เทียบเท่าได้กับไข่ไดโนเสาร์ เขาจ้องมองด้วยความตกตะลึง มือข้างหนึ่งก็เอื้อมไปสัมผัส ไข่ใบนั้นก็มีขนาดเล็กลงเท่าฝ่ามือทันใด อุณหภูมิอุ่นกำลังดี ก่อนที่มันจะค่อย ๆ ปริแตก จวินเย่าเบิกตาโพลงทันใด ก่อนจะอุทานออกมา “ตายโหง! นี่เราเป็นคนทำมันแตกงั้นเหรอ? ถ้าแม่มันมาเห็นขึ้นมาจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้?” ว่าพลางหันมองซ้ายมองขวาด้วยความร้อนรน ก่อนที่จะได้ยินเสียงข้ารับใช้ดังมาจากทางด้านหลัง “องค์ชายเล็กกำลังทำอะไรอยู่งั้นหรือขอรับ?” จวินเย่ารีบเก็บไข่ใบนั้นเข้าเสื้อของตัวเองทันใด ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานให้อีกฝ่าย “สูดอากาศนิดหน่อย ตอนนี้ข้าเริ่มง่วงแล้วล่ะ ขอกลับไปนอนก่อนแล้วกันนะ” ว่าพลางเดินกึ่งวิ่งกลับเข้าห้องของตัวเองไปในทันที ก่อนจะค่อย ๆ เอาไข่ใบนั้นออกมาจากเสื้อ แล้วหาผ้ามาคลุมมันเอาไว้ ก่อนจะเดินถอยหลังไปตั้งหลักเสียไกลโพ้น “ก่อนอื่นเลยนะ มันคือไข่ตัวอะไร?” เขาเอ่ยพึมพำออกมาพลางชี้นิ้วไปทางไข่ใบนั้นด้วยความฉงน ก่อนจะเดินวน ๆ ในห้องของตัวเอง เพราะกำลังคิดอยู่ว่าจะจัดการกับเจ้าไข่แบบนี้อย่างไรดี ในตอนนั้นเองเปลือกไข่ของมันก็ค่อย ๆ ปริออกทีละนิด ๆ สร้างความตื่นตระหนกให้กับจวินเย่าไม่น้อยเลยทีเดียว เขาสะดุ้งตัวโยนตอนที่เปลือกไข่ค่อย ๆ แตก เขารีบถอยตัวห่างออกมาทันใด เพราะกลัวว่าจะมีตัวประหลาดอะไรบางอย่างกระโจนออกมาจากไข่ใบนั้น จวินเย่าหลบอยู่ที่หลังเสาต้นหนึ่ง เฝ้ามองเจ้าไข่ปริศนานั่นด้วยหัวใจที่เต้นถี่ระรัวขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มีบางส่วนของสิ่งมีชีวิตปริศนานั่นทะลุออกมานอกเปลือกไข่ “ตัวอะไรวะ?” จวินเย่าพูดออกมาพลางหรี่ตามองเจ้าสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดนั่น ที่ค่อย ๆ คืบคลานออกมาทีละน้อย ๆ ก่อนจะพบว่ามันคือเจ้ามังกรตัวจิ๋วนั่นเอง “มังกร?” เอ่ยพลางค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้เจ้าสิ่งมีชีวิตนั่นเรื่อย ๆ มันค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา พอเห็นหน้าจวินเย่าก็รีบพุ่งเข้าใส่ทันที จวินเย่าแทบกรีดร้องออกมาเสียงดัง ถ้าไม่ติดว่าอาจจะโดนคนข้างนอกจับผิดเอาได้ เขาจึงอดกลั้นเสียงนั้นเอาไว้ แล้วหรุบตามองเจ้ามังกรน้อยที่ตอนนี้เกาะอยู่ที่อกของเขา มันมองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะเอาหน้ามาถูไถเขาอย่างอารมณ์ดี “เจ้าหนูน้อย เป็นลูกเต้าเหล่าใครล่ะเนี่ย?” ว่าพลางพยายามแกะเจ้ามังกรที่เท้าเหนียวเป็นตุ๊กแกนี่ออก ทว่ากลับทำไม่ได้โดยง่าย มันออดอ้อนออเซาะ เอาใบหน้าถูไถจวินเย่าอยู่อย่างนั้น จวินเย่าหมดปัญญาจึงปล่อยไปเลยตามเลย ก่อนจะลงไปนอนแผ่หลาและครุ่นคิด ว่าในนิยายมันมีบรรยายเกี่ยวกับการปรากฏตัวของมังกรในภพมารด้วยงั้นหรือ? “ส่วนใหญ่ในภพมารจะมีก็แค่มังกรน้ำที่เกิดจากธารานรก แต่ลักษณะของเจ้าตัวนี้มัน...” ว่าพลางจ้องมองไปที่เจ้ามังกรตัวน้อย ที่มีลักษณะแตกต่างจากมังกรนรกทั่วไป มันมีลำตัวสีขาวเหลือบทอง ดูมีสง่าราศี พอมองดูดี ๆ คู่สีแบบนี้ ก็เห็นทีจะมีแค่มังกรสวรรค์ คิดได้ดังนั้นจวินเย่าก็เด้งตัวขึ้นมาทันใด ก่อนจะจ้องมองมันอีกครั้ง “ลำตัวสีขาวเหลือบทอง ดวงตาสีเหลืองอร่าม นี่มันลักษณะของมังกรไข่มุกสวรรค์ไม่ใช่เหรอ?” เอ่ยพลางทำใบหน้าตกตะลึง ในนิยาย มังกรไข่มุกสวรรค์หรือก็คือร่างต้นกำเนิดของพระเอกของเรื่อง เป็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของราชาเผ่าสวรรค์ แล้วเหตุใดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตาแก่นั่น ถึงได้มาอยู่ในนรกอเวจีที่เป็นพื้นที่ของเผ่ามารได้กันเล่า “แอบหนีมาเที่ยวเหรอไอ้หนุ่ม แบบนี้มันไม่สนุกเลยนะเว้ย” ว่าพลางเอานิ้วดีดไปที่หน้าผากของเจ้ามังกรน้อยเบา ๆ จนมันน้อยใจร้องไห้ออกมา ฝนฟ้าในดินแดนเผ่ามารก็เกิดการโกลาหลทันใด เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวฟ้าผ่า จวินเย่าคาดเดาไว้ว่าน่าจะเพราะเจ้ามังกรตัวนี้มีพลังในการควบคุมฟ้าดิน จึงค่อย ๆ ปลอบประโลมมันอย่างอ่อนโยนเพื่อให้มันสงบสติอารมณ์ลง จนในที่สุดเจ้ามังกรตัวน้อยก็ผล็อยหลับไปคาอกของเขา จวินเย่าเอามือก่ายหน้าผาก คิดไม่ตกเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้เนื้อเรื่องมันเละเทะตุ้มเป๊ะไปหมดแล้ว มังกรไข่มุกสวรรค์ที่ควรถือกำเนิดบนสวรรค์ ทว่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นมันถึงได้ตกลงมายังแดนเผ่ามาร ซ้ำร้ายตอนนี้มันยังคิดว่าจวินเย่าเป็นแม่ของมันอีก เขาล่ะอยากจะบ้าตาย “ถ้าพ่อเอ็งรู้ว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ดันมาอยู่ในเงื้อมมือของปรปักษ์เช่นเผ่ามารมีหวังสวรรค์แตกแน่” เขาบ่นพึมพำก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความงัวเงีย เผ่าสวรรค์ “สะเพร่ายิ่งนัก!” ชายร่างกำยำผู้สวมใส่ชุดเต็มยศเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ทำให้เหล่าข้าราชบริพาลทั้งหลายพากันอกสั่นขวัญแขวน เหตุที่ทำให้ชายผู้นี้เป็นเช่นนี้ก็เพราะบุตรชายของเขา เจ้ามังกรไข่มุกสวรรค์ตัวน้อยหายตัวไปจากบนสวรรค์ หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นเพียงแค่ไข่ใบน้อย ๆ เท่านั้น หากไม่มีผู้ใดลักพาตัวไป มันจะหายไปที่ไหนได้กัน? เขาคิดก่อนจะทุบกำปั้นลงบนโต๊ะด้านหน้าของตัวเอง ทำให้ข้ารับใช้ต่างพากันหวาดกลัวไปตาม ๆ กัน “ออกตามหาบุตรชายข้าให้พบ มิเช่นนั้นพวกเจ้าได้ลงไปคุยกับยมบาลแน่” พวกข้ารับใช้ทั้งหลายที่ได้รับหน้าที่ในการดูแลองค์ชายน้อยต่างพากันน้อมรับคำสั่ง ก่อนจะแปลงกายเป็นสัตว์ปีกแล้วลงไปตามหาองค์ชายของตัวเองกันเสียให้จ้าละหวั่น ฝ่ายองค์เหนือหัวนั้นก็ได้แต่ยกมือขึ้นมานวดขมับ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาไว้ใจให้คนเขลาเหล่านี้มาดูแลบุตรชายของตัวเอง ที่เป็นดังแก้วตาดวงใจของเขา หลังจากที่คนรักของเขาสิ้นใจไป นางก็ได้ทิ้งของขวัญชิ้นใหญ่เอาไว้ให้กับเขา ซึ่งนั่นก็คือไข่มังกร ซ้ำยังเป็นมังกรสวรรค์อีกด้วย เขาดีใจมากและเฝ้าทะนุถนอมมันอย่างดี ทว่าหลายวันมานี้ต้องไปประชุมหารือเกี่ยวกับสงครามกับเผ่ามาร เลยไม่ค่อยได้มีเวลามาสนใจสักเท่าไหร่นัก ผลสุดท้ายพอกลับมาจากการประชุม กลับพบข่าวร้ายที่ว่าบุตรชายสุดที่รักได้หายตัวไป “เจ้าไปอยู่ที่ไหนกันนะ บุตรชายข้า” เอ่ยพลางทำใบหน้าเศร้าซึม ก่อนที่จะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจำได้ว่าตัวเองสลักเวทกระจกสะท้อนเอาไว้ที่บุตรชาย ถ้าหากไข่ฟักแล้วเวทนั้นก็จะใช้งานได้ในทันที เขาจะได้เห็นภาพว่าตอนนี้บุตรชายของเขาอยู่ที่ไหน และใครคือคนที่ลักพาตัวเขาไป “ตัวเล็กอย่าดิ้น พี่อาบน้ำให้ไม่ได้” เสียงหวานนั่นดังขึ้นพร้อมกับภาพแผงอกขาว ๆ กษัตริย์เผ่าสวรรค์รีบปิดภาพนิมิตนั้นลงทันใดด้วยความตกใจ เมื่อครู่นี้มันอะไรกัน? นี่เขาร่ายเวทอะไรผิดไปหรือเปล่า? เขาคิดก่อนจะเปิดนิมิตสะท้อนนั่นอีกครั้ง มันฉายให้เห็นใบหน้าสวย ๆ ของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่เขาทราบได้ในทันทีเลยว่าเป็นเผ่ามาร เพราะเขามีเส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ ชายคนนั้นกำลังอาบน้ำให้กับบุตรชายของเขาอย่างเบามือ ทว่าตัวบุตรชายของเขานั้นกลับดื้อดึง ไม่ยอมให้อีกฝ่ายอาบน้ำให้โดยง่าย ทั้งพ่นน้ำใส่และดีดดิ้น จนทำให้เสื้อผ้าของชายหนุ่มเลอะเปรอะเปื้อนไปหมด สุดท้ายจึงตัดสินใจถอดอาภรณ์นั่นออกอย่างห้ามไม่ได้ ผิวขาวนวลกับน้ำเสียงหวานหยดย้อยนั่นทำให้องค์ราชาต้องรีบเบือนหน้าหนีอย่างไว เพราะไม่อยากต้องมนต์เสน่ห์ของเผ่ามารที่เขาร่ำลือกัน “ป่านนี้พ่อเขาเป็นห่วงเอ็งแย่แล้วมั้ง” ว่าพลางเอื้อมมือมาลูบหัวเจ้ามังกรตัวน้อยไปด้วย คนเป็นพ่อเห็นแบบนั้นก็แอบอมยิ้มออกมากับท่าทางอันแสนอ่อนโยนของบุคคลปริศนา ก่อนจะต้องรีบปิดนิมิตสะท้อนลงทันที เพราะมีใครบางคนเข้ามาขัดจังหวะเข้าเสียก่อน “ฝ่าบาท” “ว่าอย่างไร?” ว่าพลางหันไปมองหน้าของข้ารับใช้ด้วยท่าทางอันแสนน่าเกรงขาม “แม่หมอพยากรณ์ต้องการเข้าพบพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” เอ่ยพลางโค้งคำนับ องค์เหนือหัวนิ่งไปครู่ใหญ่ ๆ รู้สึกสงสัยเหลือเกินว่าเผ่ามนุษย์ต้องการเข้าเฝ้าเขาด้วยเหตุผลใด “นางได้บอกหรือไม่ว่าต้องการพบข้าด้วยเหตุใด?” “นางกล่าวว่าชะตาขององค์ชายน้อยกำลังเปลี่ยนไปพ่ะย่ะค่ะ” ผู้เป็นพ่อไม่รอช้ารีบลุกขึ้นมาจากบัลลังก์และสั่งให้แม่หมอเผ่ามนุษย์คนนั้นเข้ามาด้านในทันที ภพมาร “กว่าจะอาบน้ำเสร็จเล่นเอาเหนื่อยเลยกู” ว่าพลางยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อที่ไหลรินของตัวเอง เพราะเห็นว่ายังมีคราบเมือกติดอยู่ทั่วร่างกายของเจ้ามังกรน้อย เขาก็เลยตัดสินใจจะอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้ แต่ดูเหมือนเจ้ามังกรน้อยจะคิดว่าเขากำลังหยอกล้อ จึงไม่ให้เขายอมอาบน้ำให้แต่โดยดี กว่าจะอาบน้ำให้เจ้าตัวเล็กนี่เสร็จก็ดูเหมือนจวินเย่าจะต้องไปอาบน้ำใหม่อีกรอบ “นอนซะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยออกไปตามหาพ่อแม่เจ้ากัน” ว่าพลางลูบหัวของเจ้าตัวน้อยอย่างอ่อนโยน มันหลับตาพริ้มก่อนจะจมสู่ห้วงนิทรา จวินเย่าที่เพิ่งจะเคยเลี้ยงมังกรเป็นครั้งแรกรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นพิเศษ จึงค่อย ๆ หย่อนตัวลงนอนบนเตียง โดยไม่ลืมที่จะห่มผ้าให้เจ้าตัวเล็กของเขาด้วย “ราตรีสวัสดิ์ เจ้าตัวแสบ”

Author Avatar
silverho
ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและเศร้า อยู่ที่เราจะโฟกัสที่จุดไหน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ