ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 1

ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 1

“เจ้าจวินเย่ายังไม่ฟื้นอีกงั้นรึ? นี่มันก็ปาเข้าไปกี่ชั่วยามแล้ว มิใช่ว่ามันสิ้นใจตายไปแล้วหรอกนะ” เสียงทุ้มของบุรุษผู้มีโฉมหน้าหล่อเหลาเอ่ยพลางเดินลงมาจากบัลลังก์ของตน ข้าทาสบริวารนับสิบรีบพากันมาตั้งขบวนทันใด ราวกับลูกเจี๊ยบที่กำลังเดินตามแม่ไก่ก็ไม่ปาน “ก่อนหน้านี้ข้าได้ส่งคนไปตรวจดูอาการของเขาแล้ว ทว่า...” “อะไร?” เสวียนหลิงเหลือบมองข้ารับใช้คนสนิทด้วยหางตา ด้วยความหวาดกลัวปนตกใจทำให้ร่างเดิมปรากฏตรงหน้าทันใด จากกายเป็นมนุษย์บัดนี้กลับขึ้นเกล็ดเยี่ยงมังกร ดวงตาสีแดงก่ำ อีกทั้งยังมีเขางอกตรงหน้าผาก เสวียนหลิงลอบถอนหายใจก่อนจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า “ว่าต่อ” “ต้องมนต์หลับใหลของเผ่าแม่หมอพยากรณ์ขอรับ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้องค์ชายเล็กยังไม่ฟื้นตื่นขึ้นมาเสียที” สิ้นประโยคเสวียนหลิงก็ชะงักฝีเท้าทันใด ก่อนจะทวนคำของข้ารับใช้อีกครั้ง “มนต์หลับใหล? แล้วไอ้บ้านั่นมันไปโดนมนต์แบบนั้นได้อย่างไร? อย่าบอกนะว่ามันไปเที่ยวเล่นในดินแดนมนุษย์มา?” ข้ารับใช้ทั้งหลายพากันหลบสายตาของผู้มีอำนาจสูงสุดเยี่ยงโม่ เสวียนหลิงโดยพร้อมเพรียงกัน ชายหนุ่มยกมือขึ้นมากุมขมับก่อนจะไม่พูดพร่ำให้เสียเวลา เดินมุ่งตรงไปยังห้องบรรทมของพระอนุชาของตนทันที... “ไอ้พีทเอ็งอ่านอะไรอยู่วะ?” ไม่พูดเปล่า ยังกระโดดกอดคอเพื่อนสนิทของตัวเองอีกต่างหาก ฝ่ายพีทที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือนิยายเล่มล่าสุดที่เพิ่งซื้อมานั้น ถึงกับต้องร้องโอดโอยออกมา ไม่ใช่เพราะรู้สึกเจ็บปวด แต่รู้สึกรำคาญเป็นหลัก “ตาบอดเหรอไอ้กิต? นิยายไงครับผม เพิ่งซื้อมาใหม่เมื่อวานนี้เลย โคตรจะสนุก” ว่าพลางถอยหนีออกมาจากอ้อมกอดของเพื่อนสนิท แล้วกำลังจะเปิดอ่านเนื้อหาหน้าถัดไป ทว่าอาจารย์ประจำวิชากลับเดินเข้ามาเสียก่อน เขาจึงต้องจำยอมพับหน้านิยายที่อ่านค้างเอาไว้ เลิกคลาสเมื่อไหร่ค่อยอ่านต่อยาว ๆ “งานกลุ่มที่ว่าเรามาทำด้วยกันปะ?” กิตเดินมาเชิญชวนให้พีท ผู้ซึ่งมีดีกรีเป็นเด็กเรียนดีประจำเอกให้มาร่วมทำงานกลุ่มกับตัวเอง พีทเห็นวัตถุประสงค์ชัดเจนแจ่มแจ้งตั้งแต่วินาทีแรกที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาหา เขาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะตอบตกลงไป เพราะในห้องนี้นอกจากกิตแล้ว เขาก็ไม่มีเพื่อนที่ไหนอีก “เย็นนี้ไปกินหมูกระทะกันปะ เดี๋ยวเลี้ยง” ว่าพลางเดินมาโอบไหล่ของพีทที่ตัวสูงกว่ากิตอยู่หลายเซนติเมตร พีทหยิบหนังสือนิยายของตัวเองขึ้นมาอ่านระหว่างเดินทางกลับหอ ปากก็พูดคุยกับกิตไปด้วย “ไม่ดีกว่า ช่วงนี้ขอประหยัดเงินก่อน หมดตังค์ไปกับนิยายเรื่องนี้หมดละ” กิตเกาหัวทันใดก่อนจะเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “มันแพงขนาดนั้นเลยเหรอ?” “เล่มเดียวไม่แพงหรอก แต่กูซื้อแบบยกเซตไงมันเลยราคาค่อนข้างสูง” “แล้วยกเซตนี่มีกี่เล่ม? เผื่อกูจะไปซื้ออ่านตามบ้าง” พีทแสยะยิ้มขึ้นมาทันใด ก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบใกล้ ๆ กับใบหูของอีกฝ่าย “สิบเล่ม” “ฮะ?!” กิตได้ยินแบบนั้นก็แทบล้มทั้งยืน เขาเคยอ่านนิยายมาบ้างก็จริง แต่ก็อ่านเต็มที่ได้แค่สองหรือสามเล่มเท่านั้น พวกซีรี่ย์ยาว ๆ สิบยี่สิบเล่มแบบนี้เขาอ่านไม่ไหวจริง ๆ อาจเพราะเป็นพวกความจำสั้นด้วยเลยทำให้เขาลืมเนื้อหา ไม่ก็ชื่อตัวละครไปตั้งแต่สองเล่มแรกแล้ว “ยกเซตก็หมื่นกว่า ๆ อะเพื่อน กินแกลบสุด ๆ เดือนนี้” พีทกล่าวพลางเอื้อมมือไปล้วงกระเป๋ากางเกงที่ไร้ซึ่งของมีค่าใด ๆ หลังจากนั้นทั้งสองคนก็แยกย้ายกันกลับที่พักของตัวเองไป บ้านของกิตอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยเลยนั่งรถไปกลับ ส่วนพีทบ้านเกิดห่างจากมหาวิทยาลัยอยู่หลายกิโลเมตร ก็เลยเลือกที่จะเช่าหอพักอยู่ดีกว่า จะได้ไม่เหนื่อยเดินทาง มาเหนื่อยกับค่าน้ำค่าไฟภายในหอแทน “ไอ้พวกชาวสวรรค์อะไรนี่โคตรน่าหมั่นไส้ เพราะว่าฝั่งมารยังไม่เอาจริงหรอกเว้ย เอ็งก็เลยเป็นฝ่ายชนะไปในศึกครั้งนี้ แต่ถ้ามีครั้งหน้า-” “เขาคุยกับใครอ่ะ?” เพื่อนร่วมหอพักมองมาที่เขาด้วยสายตาฉงนงุนงง พีทไม่รอช้ารีบปิดหน้าหนังสือแล้ววิ่งหนีขึ้นห้องของตัวเองไปทันที เขาเป็นประเภทที่อ่านหนังสือแล้วอินกับเนื้อเรื่อง กับตัวละครมาก ๆ จนบางครั้งก็เผลอโพล่งออกมาโดยไม่รู้ตัว สร้างความอับอายให้ตัวเองแบบนั้นนับครั้งไม่ถ้วนเลยทีเดียว “เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จก่อนแล้วค่อยอ่านต่อแล้วกัน กำลังสนุกเลย” ว่าพลางวางนิยายแนวจีนกำลังภายในที่มีชื่อเรื่องว่า ‘ศึกมหาเทพกำจัดเผ่ามาร’ ลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วเดินแก้ผ้าเข้าห้องน้ำไปเพื่อชำระล้างร่างกาย “ขัดใจไอ้ตัวน้องคนสุดท้องของเทพมารทั้งสี่ว่ะ บทโคตรกาก ไม่เก่งอะไรเลย เหมือนสร้างมาเพื่อเป็นตัวประกอบ ทั้ง ๆ ที่ถ้ามันตั้งใจฝึกพลังของตัวเองดี ๆ เผลอ ๆ มันอาจจะกลายเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์เผ่ามารต่อจากพี่ชายมันก็ได้นะ ใครจะรู้” พีทพูดพึมพำกับตัวเองราวกับว่ากำลังให้สัมภาษณ์กับใครบางคนอยู่ มือข้างหนึ่งก็เอื้อมไปบีบแชมพูมาขยี้ที่หัวของตัวเองจนฟูฟ่อง ในตอนนั้นเองที่ด้านนอกห้องน้ำเกิดเรื่องประหลาดขึ้น ลมจากที่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ โหมเข้ามาภายในห้องของพีท หน้ากระดาษนิยายค่อย ๆ เปิดไปมาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบกระจายไปทั่วห้องนอนของพีท แสงที่ว่ามุ่งตรงไปยังห้องน้ำที่พีทกำลังอาบน้ำสระผมอยู่ ฟองแชมพูที่ไหลรดเข้าตาของพีทสร้างความปวดแสบปวดร้อนให้เขาไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งรู้สึกแสบมือก็ยิ่งขยี้บริเวณดวงตาข้างนั้นรุนแรงมากขึ้น จนไม่ทันได้สังเกตว่ามีดวงไฟปริศนาลอยอยู่ที่ด้านหลังของตัวเอง ตอนที่ล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น ก็เหลือบตาไปเห็นเข้าพอดี ทว่าไม่ทันจะได้เอ่ยทักอะไรออกไป เจ้าดวงไฟนั่นก็พุ่งเข้ามาในร่างของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “เฮ้ย!!” “ซี๊ด...ปวดหัวชิบ เมื่อกี๊มันฝันหรือว่าอะไรกันแน่วะ?” พีทเอ่ยถามกับตัวเองก่อนจะมองไปรอบ ๆ ตัว เขาสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างเลยเพ่งสายตามองไปยังก้อนดำ ๆ ตรงหน้า พอภาพถูกปรับให้ชัดเจนขึ้นทำเอาพีทเกือบหัวใจวายตายตรงนั้น เพราะภาพที่เขาเห็นคือใบหน้าของคนที่มีเขางอกอยู่บนหน้าผาก อีกทั้งยังมีสีผิวเป็นสีม่วงเข้มอีกต่างหาก เขารู้สึกว่าตัวเองน่าจะอ่านนิยายเล่มนั้นมากจนเกินไปก็เลยเกิดอาการหลอนไปเอง เลยพยายามเรียกสติของตัวเองกลับคืนมา ทว่าพอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีภาพตรงหน้าก็ยังเหมือนเดิม ไม่แปรเปลี่ยนไป “ไปแจ้งข่าวให้องค์เหนือหัวทราบ ว่าบัดนี้องค์ชายเล็กได้ฟื้นตื่นขึ้นมาจากนิทราอันแสนยาวนานแล้ว!” มนุษย์ลักษณะแปลกประหลาดคนนั้นตะโกนขึ้นมาเสียงดัง ก่อนจะมีคนหน้าตาลักษณะเดียวกันวิ่งกรูกันออกไปทางประตู พีทยังคงตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้าและพยายามข่มตานอนหลับ ท่องในใจว่าสิ่งที่เห็นมันไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเพียงจินตนาการในหัวของเขาเพียงเท่านั้น ทว่าทันใดนั้นเอง แขนของเขาก็สัมผัสได้ถึงความเย็นบางอย่างเข้า “องค์ชายเล็กเป็นกระไรไปขอรับ อยากให้หมอมาดูอาการหน่อยหรือไม่?” ยิ่งใบหน้าอันแสนน่าเกลียดน่ากลัวนั่นเข้ามาใกล้ ก็ยิ่งทำให้สติของพีทไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สติของเขาดับวูบไปทันทีหลังจากนั้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับข้ารับใช้คนอื่น ๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว “ฝันโคตรแปลก สงสัยต้องเพลา ๆ การอ่านนิยายลงบ้างแล้ว” พีทผุดลุกขึ้นมาจากนิทรา ปากก็บ่นพึมพำเกี่ยวกับความฝันอันแสนประหลาดของตัวเอง เขาคิดว่าภาพเหตุการณ์ที่เห็นก่อนหน้านี้เป็นเพียงฝันไป ไม่ใช่เรื่องจริง ทว่าทันทีที่ลืมตาขึ้นมาเข่าก็แทบทรุดลงไปกับพื้นทันที “องค์ชายเล็กเป็นเช่นไรบ้างขอรับ?” พีทยืนมองอีกฝ่ายตาค้าง แบบนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าอสุรกายที่รายการผีชอบพูดถึงกันบ่อย ๆ ตอนนี้เขาอยากจะยกสายโทรศัพท์โทรหาพี่แจ็คเพื่อเล่าประสบการณ์อันน่าขนลุกให้ฟังใจจะขาด ทว่าฝีเท้ากลับแข็งทื่อ ไม่อาจขยับเขยื้อนไปข้างหน้าได้ราวกับหุ่นยนต์ขึ้นสนิม พีทเบี่ยงหน้าหนีไปทางอื่นเพราะคิดว่าปีศาจร้ายตรงหน้าจะมลายหายไป ทว่า... “องค์ชายเล็กยังรู้สึกไม่ดีอยู่หรือขอรับ ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยจะไปตามคนมาตรวจดูอาการให้นะขอรับ” ว่าจบก็รีบวิ่งออกจากห้องไปทันที เมื่อเห็นดังนั้นพีทก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนที่เขาจะเริ่มเดินสำรวจไปรอบ ๆ แล้วก็ได้แต่สงสัย ว่าทำไมฝันของเขามันถึงได้สมจริงมากขนาดนี้? “เฮ้ย ใครวะ?!” พีทตะโกนออกมาหลังจากเดินผ่านกระจกบานหนึ่งเข้า แล้วเห็นเงาของคนอื่นสะท้อนกลับมา เขาเอื้อมมือไปหยิบแจกันที่วางเอาไว้ภายในห้องมาเป็นอาวุธป้องกันตัว ค่อย ๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อหาบุคคลปริศนาที่อยู่ภายในห้อง ทว่ากลับไม่พบ เขารู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ จึงค่อย ๆ เดินไปที่หน้ากระจกแล้วก็ต้องร้องอุทานออกมาเพราะตกใจสุดขีด “ตัวกูแต่เงาใคร?!!” เอ่ยพลางทำท่าทำทาง คอยดูว่าเงาที่สะท้อนอยู่คือเงาของตัวเองหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือใช่ แต่ใบหน้ากับรูปร่างที่อยู่ในกระจกนั้นมันกลับแตกต่างจากพีทอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าสวยเยี่ยงอิสตรี มีเส้นผมยาวสีขาวบริสุทธิ์ รูปร่างผอมแห้งคล้ายว่าแค่โดนลมพัดก็สามารถปลิวไปตามแรงลมได้เลยอะไรแบบนั้น พีทยืนจ้องมองเงาของตัวเองด้วยความงุนงง ก่อนที่จะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างบริเวณหน้าประตู “ฟื้นแล้วงั้นรึเจ้าตัวแสบ” เสียงทุ้มของใครบางคนดังขึ้น ก่อนที่เงาขนาดมหึมาจะพาดเข้ามาภายในห้อง พีทกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนสายตามองอีกฝ่ายจากล่างขึ้นบน เป็นบุรุษร่างกำยำผู้มีกายาสีแดงสด เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์เช่นเดียวกับเงาสะท้อนที่พีทเห็น บริเวณหน้าผากมีเขาขนาดใหญ่งุ้มลงมาจนแทบจะแนบชิดกับแก้ม หน้าตาดูดุดันระดับที่เรียกได้ว่าแค่เดินผ่านก็สามารถทำให้เด็กร้องไห้ หรือฉี่รดกางเกงกันได้เลย “มองข้าด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร จวินเย่า?” ทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อ พีทก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบทันใด เขารู้สึกคุ้นเคยกับชื่อนี้อยู่พอสมควร แม้ว่ามันจะผ่านตามาให้เห็นเพียงน้อยนิดก็ตาม แต่ถ้าเขาเดาไม่ผิดละก็ ชื่อเต็ม ๆ ของเขาในตอนนี้ก็คือ โม่ จวินเย่า น้องชายคนสุดท้องแห่งเบญจมาร มารทั้งห้าแห่งแดนอเวจี พีทจ้องมองไปที่คนร่างใหญ่ตรงหน้าอีกครั้ง จากลักษณะภายนอกของอีกฝ่ายแล้วนั้น หากอิงตามนิยายที่เขาเคยอ่านมา ชายผู้นี้จะต้องเป็นหมิงเยี่ยน มารเพลิงผู้เป็นพี่ชายคนที่สามของจวินเย่าเป็นแน่ “ท่านพี่...หมิงเยี่ยน?” หมิงเยี่ยนเบิกตากว้างทันใด ก่อนรีบเดินมุ่งตรงเข้ามาหาน้องชายของตัวเองด้วยท่าทีขึงขัง หัวใจของพีทหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที และคิดว่าชีวิตของตัวเองคงจบสิ้นแต่เพียงเท่านี้ ทว่า... “เมื่อครู่เจ้าเรียกข้าว่ากระไรนะ?” พีทไม่กล้าแม้กระทั่งจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ในหนังสือว่าบรรยายเอาไว้เสียน่ากลัวแล้ว พอมาเจอตัวจริงกลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่า “ท่านพี่หมิงเยี่ยน...ขอรับ” “เจ้าป่วยหนักจริงด้วย ไปตามหมอมาเร็ว!!” เขาตะโกนบอกข้ารับใช้ของตัวเองทันที ก่อนจะรีบดันร่างของน้องชายให้ไปนั่งรอหมอมาตรวจอาการบนเตียง ระหว่างนั้นทั้งสองคนแทบไม่ได้ปริปากพูดอะไรกันเลย โดยเฉพาะพีทที่ไม่กล้าแม้กระทั่งจะหันไปมองหน้าอีกฝ่ายด้วยซ้ำ “ข้าเตือนเจ้าหลายรอบแล้วมิใช่หรือ ว่าอย่าขึ้นไปเที่ยวเล่นโลกเบื้องบน พวกมนุษย์ไว้ใจได้ที่ไหนกัน หากพี่ใหญ่ทราบเข้า เจ้าตายแน่” ว่าพลางส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา พีทนิ่งไปสักพักเพราะกำลังนึกถึงเรื่องราวในนิยายเรื่องนี้อยู่ โชคดีคือเขาเป็นคนที่อ่านนิยายแล้ววิเคราะห์ไปด้วย แล้วก็ยังจดจำรายละเอียดต่าง ๆ ภายในเรื่องไปด้วยอีกต่างหาก แต่โชคร้ายคือเขาเพิ่งจะอ่านนิยายเรื่องนี้มาไม่ทันจบเล่มหนึ่งดีเลยด้วยซ้ำ ทำให้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ยังคงเป็นปริศนาสำหรับเขาอยู่ แต่เนื้อเรื่องคร่าว ๆ ของนิยายเล่มนี้คือการเล่าเรื่องเกี่ยวกับความบาดหมางระหว่างสองเผ่าพันธุ์ หนึ่งคือเผ่ามาร และสองคือเผ่าเทพสวรรค์ซึ่งเป็นพระเอกของเรื่อง ทั้งสองเผ่าเข้ารบราฆ่าฟันกันไปมาอยู่หลายทศวรรษ สลับได้รับชัยชนะกันไปกันมา เรียกได้ว่าต่อสู้กันได้อย่างสูสีมาตลอด ทว่าวันหนึ่งที่เผ่ามารได้สูญเสียเสาหลักเช่นท่านพ่อของเหล่ามารทั้งห้าไป ก็เกิดเรื่องเลวร้ายนับไม่ถ้วนต่อ ๆ กันมา หนึ่งในนั้นคือการถือกำเนิดของมหาเทพผู้ถูกชะตากำหนดมาให้กำจัดเหล่าเทพมารทั้งหมดให้สิ้นซาก หรือก็คือพระเอกของเรื่องนั่นเอง นับแต่นั้นเป็นต้นมามีเพียงแค่เผ่ามารเท่านั้นที่เป็นฝ่ายปราชัย สูญเสียอสุรกายและปีศาจไปจำนวนมาก ท้ายที่สุดก็จะเหลือเพียงพี่น้องทั้งห้าที่ต้องมาต่อกรกับพระเอกของเรื่อง ที่มีดีบัฟพิเศษจากผู้เขียน ต่อให้ฝั่งมารจะมีพละกำลังมากเท่าใด พระเอกก็ไม่มีวันตาย ผลสุดท้ายเผ่ามารก็จะพ่ายแพ้และถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เนื้อหาในเล่มถัด ๆ ไปก็จะเล่าในส่วนของรุ่นลูกของพระเอกแทน เรียกได้ว่าเหล่าเบญจมารมีบทบาทแค่ช่วงเล่มแรก ๆ เท่านั้น เล่มสองเล่มสามจะเปลี่ยนตัวร้ายเป็นเผ่ามารที่ไม่ใช่พวกเบญจมารแทน ซึ่งส่วนตัวแล้วหลังจากพีทอ่านสปอยล์จากในเน็ตมา ก็แอบเสียดายความสามารถของเหล่าเทพมารอยู่พอสมควร พละกำลังก็ใช่ว่าจะเป็นสองรองใคร คาแรคเตอร์แต่ละคนก็ชัดกว่าฝั่งเทพสวรรค์ที่เป็นเพื่อนพระเอกบางคนอีกต่างหาก น่าเสียดายที่เป็นลูกชังนักเขียน เลยถูกตัดบทกันอย่างไว “แล้วทำไมกูต้องได้มาเป็นไอ้คนกาก ๆ อย่างจวินเย่าด้วยวะ?” พีทสบถออกมาอย่างไม่พอใจสักเท่าไหร่นัก ตัวละครฝั่งมารก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพี่ใหญ่ผู้เป็นมารแห่งเงามืด เสวียนหลิง พี่รองผู้เป็นมารแห่งวารี หลานเยวียน พี่คนกลางมารแห่งเพลิง หมิงเยี่ยน และพี่ชายคนที่สี่มารแห่งพิษ หลิงหลิง ที่กล่าวมาทั้งหมดคือเหล่าตัวละครที่พีทชื่นชอบทั้งนั้น โดยเฉพาะเสวียนหลิงที่ทั้งเก่งแล้วก็น่าเกรงขาม ในบรรดาฝั่งมารทั้งหมดก็เห็นทีจะมีแค่จวินเย่านี่แหละที่เขาไม่ชอบเอาเสียเลย วัน ๆ เอาแต่หนีขึ้นไปบนโลกมนุษย์เพราะใจแตก แอบไปตกหลุมรักหญิงสาวต่างเผ่าพันธุ์ ช่วงที่พี่ ๆ เขากำลังต่อสู้กับเผ่าเทพสวรรค์เพื่อปกป้องอาณาจักรของตัวเองเอาไว้ ก็มีแต่ไอ้หมอนี่นี่แหละที่หนีขึ้นไปหาสาว พีทละอยากจะเขกกะโหลกไอ้เด็กเวรนี่สักทีจริง ๆ “หมอมาแล้ว ทำตัวดี ๆล่ะ” หมิงเยี่ยนเอ่ยกำชับก่อนจะเดินไปหลบอยู่ตรงมุมห้อง เพื่อให้ท่านหมอเข้ามาตรวจสภาพร่างกายของน้องชายตัวเองได้อย่างสะดวก “ทุกอย่างปกติดีขอรับ” “ท่านตรวจสมองของเขาดูแล้วหรือยัง เมื่อครู่เขาเรียกข้าว่าท่านพี่ด้วย หากมิใช่เพราะธาตุไฟเข้าแทรกก็คงจะได้รับแรงกระทบกระเทือนที่หัวกระมัง ช่วยตรวจดูให้แน่ชัดอีกทีด้วยเถิดท่านหมอ” พีทรู้สึกสะอึกกับประโยคที่ได้ยิน ทว่าพอมาคิดดูดี ๆ แล้วก็ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่นัก ก็ลักษณะนิสัยเดิมของจวินเย่าเป็นคนไม่มีมารยาท กับพี่ชายทั้งสี่มันก็ไม่เว้น ไม่เห็นสักบรรทัดที่นักเขียนจะบรรยายว่ามันเรียกพี่มันด้วยสรรพนามอะไรแบบนั้น เห็นเพียงเรียกชื่อ ไม่ก็เติมไอ้นำหน้าลงไปให้เขาเกลียดตัวเองมากกว่าเดิมเพิ่มไปอีก “อาจเป็นเพราะเขาเพิ่งฟื้นจากมนต์หลับใหลก็เลยทำให้ยังคงมึนงงอยู่ก็เป็นได้ขอรับ” ท่านหมอกล่าวเช่นนั้นพลางเอื้อมมือมาคลำตามเนื้อตามตัวของเขาอยู่ครู่ใหญ่ ๆ ก่อนจะผละมือออกไป “สมองไม่ได้รับความเสียหายอะไรนะขอรับ คงจะเป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ ปล่อยให้เขาพักสักหน่อยก็น่าจะกลับมาเป็นปกติเช่นเดิมแล้วขอรับ” หมิงเยี่ยนพยักหน้ารับก่อนจะเดินไปส่งท่านหมอที่หน้าประตู ไม่วายเหลือบมามองผู้เป็นน้องชายอีกครั้ง “เพราะเห็นว่าอาการของเจ้ายังไม่ดีขึ้นสักเท่าไหร่นัก เย็นนี้เจ้าไม่ต้องรับการฝึก แล้วเอาเวลาไปพักผ่อนเสีย” ว่าพลางเดินออกจากห้องไป พีทค่อนข้างประหลาดใจกับท่าทางของหมิงเยี่ยน อาจเพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูน่ากลัว ก็เลยทำให้เขาเผลอคิดไปว่าลักษณะนิสัยเองก็น่าจะไม่ต่างกัน ทว่าพอมาเจอกับตัวแล้วเขากลับพบว่าหมิงเยี่ยนเป็นคนใจดีมากกว่าที่คิด เผลอ ๆ อาจเป็นสายสปอยล์น้องคนสุดท้องมากที่สุดเลยเสียด้วยซ้ำ “แล้วจะเอายังไงกับชีวิตต่อดี?” พีทพูดพึมพำออกมา ตอนนี้เขาได้เข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครตัวหนึ่งในนิยายที่เขายังอ่านไม่จบ ซ้ำร้ายยังเป็นตัวละครที่มีข้อมูลจากคนเขียนน้อยที่สุดอีกต่างหาก เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นตัวประกอบดี ๆ นี่เอง “เคยอ่านเจอในนิยายบ่อย ๆ ว่าถ้าโดนส่งมาเป็นตัวละครในนิยาย ส่วนใหญ่จะต้องพ่วงมาด้วยนวัตกรรมที่เรียกว่าระบบ ไหนลองดูหน่อยสิ ระบบ ระบบ! ผมมีเรื่องอยากสอบถาม ระบบครับ ระบบ!!” ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับใด ๆ มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น พีทนั่งซึมเป็นหมาหงอย ทำไมเขารู้สึกเหมือนตัวเองโดนลอยแพอย่างไรชอบกล ทว่าก็เศร้าได้ไม่นาน ในเมื่อนิยายเรื่องนี้ไม่ได้มีฟังก์ชันระบบเข้ามาด้วย แสดงว่าไม่ได้บังคับเรื่องการดำเนินเนื้อเรื่อง หรือการรักษาลักษณะนิสัยของตัวละคร นั่นแสดงว่าเขาเองก็สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเองและคนอื่น ๆ ในเรื่องได้ ดังนั้นสิ่งที่เขาจะเปลี่ยนเป็นอันดับแรกคือทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวละครจวินเย่ามันเลิกเป็นคนกาก ๆ สักที จวินเย่าเป็นมารแห่งวิญญาณ ท่าไม้ตายคือการดูดกลืนดวงวิญญาณของศัตรูให้เป็นพละกำลังของตัวเอง เป็นสรรพคุณที่ฟังกี่ครั้งก็รู้สึกว่าโคตรจะเท่ โคตรจะดี ทว่าไอ้เจ้าของพลังนี้มันเป็นพวกขี้เกียจ ไม่ยอมหมั่นฝึกวิชาเหมือนพี่ ๆ เขา ซ้ำยังเป็นพวกเห็นแก่ตัว พอเห็นว่าภัยคืบคลานเข้ามาใกล้ตัว แทนที่จะแจ้งข่าวกับพี่ ๆ ดันหนีไปแค่คนเดียว พีทกุมขมับเป็นรอบที่ล้านกับลักษณะนิสัยและทัศนคติของตัวละครที่ตัวเองอาศัยร่างเขาอยู่ “เฮ้อ...เครียดเว้ย ออกไปสูดอากาศสักหน่อยดีกว่า” กล่าวพลางเดินเปิดประตูออกไปด้านนอก พบคนเฝ้ายามจำนวนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าห้อง ทันทีที่เขาผลักประตูออกไป ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว ครั้นจะให้เดินกลับไปในห้องเช่นเดิมก็เห็นทีจะไม่ได้ เลยเดินออกมาที่ด้านนอกอย่างเก้ ๆ กัง ๆ “องค์ชายเล็กไม่พักผ่อนต่อสักหน่อยหรือขอรับ ท่านหมอสั่งเอาไว้เช่นนั้นมิใช่หรือขอรับ?” ทหารเฝ้ายามผู้มีลักษณะภายนอกคล้ายกับมนุษย์ ทว่ากลับมีเหงือกปลางอกอยู่บริเวณซอกคอทั้งสองข้าง พีทมองแล้วก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวทะเลบางอย่างตีขึ้นจมูก เขากลั้นหายใจเล็กน้อยก่อนจะตอบคำถามของอีกฝ่าย “ข้าอยากออกมาสูดอากาศสักหน่อยน่ะ” ว่าพลางเร่งฝีเท้าเดินกึ่งวิ่งออกมาจากตรงนั้นทันที จะบอกว่าพีทรังเกียจพวกสัตว์น้ำ สัตว์ทะเลก็ไม่ผิด อันที่จริงสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เขาไม่ชอบพวกมันก็คือเมือกที่เคลือบทั้งร่างของพวกมันเอาไว้นั่นแหละ ไม่ว่าจะมองไปกี่ครั้งพีทก็รู้สึกขนหัวลุกทุกที “อ้าวน้องเล็ก มิใช่ว่าพี่ใหญ่บอกว่าถ้าหายดีแล้วก็ให้ไปเข้าพบหรอกรึ?” เสียงนุ่มอ่อนหวานของใครคนหนึ่งดังขึ้น พีทเหลียวไปมองก่อนจะพบเข้ากับร่างของบุรุษรูปงามคนหนึ่ง ที่มีเขาคล้ายมังกรน้ำ งอกตรงบริเวณหน้าผาก ที่ด้านหลังก็มีหางงอกออกมาด้วยเช่นกัน รูปลักษณ์เช่นนี้ไม่ผิดแน่ ชายผู้นี้ก็คือพี่รองของจวินเย่า หรือก็คือหลานเยวียน เทพมารวารีนั่นเอง “สวัสดีท่านพี่หลานเยวียน ว่าแต่ที่บอกว่าพี่ใหญ่เรียกข้าเข้าพบเป็นความจริงงั้นหรือ?” หลานเยวียนชะงักไปก่อนจะวางพัดที่ถือเอาไว้ในมือลง แล้วเดินเข้ามาหาคนอายุน้อยกว่าด้วยใบหน้าฉงน “เมื่อครู่เจ้าเรียกข้าว่าท่านพี่งั้นรึ? นี่ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่หรือไม่?” พีทยิ้มเจื่อนออกมาเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบ “ข้าเป็นน้อง ก็ต้องเรียกท่านว่าท่านพี่ มิใช่เรื่องที่ถูกต้องแล้วหรอกหรือ?” ประโยคนั้นยิ่งทำให้หลานเยวียนจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาเหลือจะเชื่อ ก่อนจะรีบคว้าแขนของเขาแล้วพาจูงเดินไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พีทเองก็ไม่อาจทราบได้ว่าจุดหมายปลายทางของชายผู้นี้คือที่แห่งใด “ท่านพี่ ข้าว่าน้องชายเราได้รับผลกระทบทางสมอง!” หลานเยวียนกล่าวไปพลาง ทุบประตูขนาดใหญ่นั่นไปพลาง จวินเย่าพยายามจะหลบหนีไปทางอื่นทว่ากลับโดนคว้ากลับไปเช่นเดิม “เอะอะโวยวายอะไรของเจ้าหลานเยวียน?” พี่ใหญ่แห่งเบญจมารเอ่ยเพียงน้อยนิดทว่ากลับก้องกังวานยิ่งนัก พีทในร่างของจวินเย่าค่อย ๆ ถอยหลังออกมาทีละก้าว หวังจะเดินออกจากห้องโถงอันแสนโอ่อ่านี่ไปอย่างเงียบ ๆ ทว่ากลับโดนอีกฝ่ายทักขึ้นมาเสียก่อน “โม่ จวินเย่า” พีทสะดุ้งตัวโยนก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามอง ทว่ายังไม่ทันจะได้สบตาก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตบางอย่าง ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายคนนั้น จึงรีบก้มหน้าลงมองพื้นต่อไปทันที “ขอรับ...ท่านพี่” “เห็นหรือไม่พี่ใหญ่ จวินเย่าเรียกพวกเราว่าท่านพี่ ข้าว่าน้องของเราท่าจะไม่รอดเสียแล้ว” พีทยังคงก้มหน้าลงเฉกเช่นเดิม ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปสบตา ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงราวกับว่าเสวียนหลิงกำลังเดินมาทางเขาเรื่อย ๆ หัวใจของพีทเต้นถี่ระรัว หรือนี่จะเป็นจุดจบของไอ้ตัวประกอบอย่างเขาแล้ว ถ้าอย่างนั้นเขาขอถามประโยคหนึ่งก่อนตายได้มั้ย ถ้าหากเขาตายจากที่นี่ไปแล้ว เขาจะได้กลับไปในโลกเดิมของตัวเองหรือเปล่า? “.....” ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับใด ๆ ออกมา ทำให้พีทรู้ซึ้งกินใจแล้วว่า นิยายเรื่องนี้มันไม่ได้มาพร้อมกับระบบอะไรทั้งนั้นจริง ๆ “ไม่ต้องมาทำเป็นประจบสอพลอ อย่างไรเสียเจ้าก็ต้องได้รับโทษที่หนีไปยังโลกเบื้องบน เตรียมตัวเอาไว้ได้เลย” สิ้นประโยคพีทรู้สึกราวกับตัวเองกำลังเดินไต่อยู่บนเส้นด้าย หากขยับผิดไปเพียงนิดเดียวก็จะพบเจอกับความตายทันที “ทำไมยังไม่ไปอีก? หรืออยากจะได้รับโทษเพิ่มเป็นสองเท่า” พีทรีบลุกขึ้นยืนทันใด โดยไม่ลืมที่จะทำความเคารพอีกฝ่ายที่กำลังเดินกลับไปนั่งยังบัลลังก์ของตน “น้องขอตัวลา” ว่าจบก็รีบวิ่งแจ้นออกจากห้องโถงไปทันที เพราะกลัวว่าจะโดนเสวียนหลิงเพิ่มโทษให้อีกเป็นเท่าตัว หลานเยวียนมองตามแผ่นหลังน้อย ๆ นั่นวิ่งออกไป ก่อนจะหันไปเสวนากับพี่ชายของตน “หรือจะเป็นผลข้างเคียงจากมนต์หลับใหล เหตุใดท่าทีของจวินเย่าถึงได้ผิดแปลกไปขนาดนี้” เสวียนหลิงนั่งพิจารณาคำถามนั้นของน้องชายที่อายุห่างกันเพียงไม่กี่ปี ก่อนจะตอบกลับ “มิใช่ว่ามีผีบ้าที่ไหนเข้าสิงเขาอยู่หรอกนะ” หลานเยวียนหัวร่อขึ้นมาทันใด ก่อนจะเอ่ยไปด้วย เช็ดน้ำตาของตัวเองที่ซึมออกมาตอนหัวเราะไปด้วย “พวกเราเป็นมารนะท่านพี่ จะมีผีที่ไหนมาสิงผีอีกทีได้กันเล่า” เสวียนหลิงมองหลานเยวียนก่อนจะถอนหายใจออกมา ก็จริงอย่างที่เขาพูด มารอย่างพวกเราจะมีผีตัวใดกล้ามาสิงสู่ มันเป็นไปไม่ได้ แล้วเพราะเหตุใดเจ้าน้องชายไม่เอาอ่าวและไร้ซึ่งมารยาทเยี่ยงจวินเย่า จู่ ๆ ถึงได้เรียกพวกเขาว่าท่านพี่ ซ้ำยังมีท่าทางที่อ่อนน้อมถ่อมตนเช่นนั้นอีกต่างหาก เสวียนหลิงคิดเรื่องนี้จนปวดหัวจึงขอตัวไปพักผ่อนที่ห้องของตัวเอง โดยกำชับว่าห้ามใครเข้ามารบกวนเป็นอันขาด หากฝ่าฝืนหัวอาจจะหลุดออกจากบ่าแบบไม่รู้ตัวก็เป็นได้

Author Avatar
silverho
ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและเศร้า อยู่ที่เราจะโฟกัสที่จุดไหน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ