ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 9
“อีกนิดเดียว...” หมิงเยี่ยนที่เริ่มเหนื่อยล้าจากการหลบหนีจากเงื้อมมือของอวี้จวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า หลิงหลิงเองก็มีสภาพที่ไม่ได้ต่างกันมากนัก ระหว่างที่กำลังวิ่งไปข้างหน้าก็เหลือบมองเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดของตน สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือเสี่ยวเฟิงมีพลังมหาศาล ทว่าด้วยความที่อายุยังน้อยอยู่เลยควบคุมพลังของตัวเองได้ไม่ดีพอ และพอใช้พลังไปจนหมดก็จะเหนื่อยอ่อนและสลบไสลไปในที่สุด ตอนนี้เจ้าตัวน้อยหลับตาพริ้มเพราะระหว่างทางที่หลบหนีด้วยกันมา เขาช่วยกางเกราะป้องกันให้พวกหลิงหลิงเอาไว้ตลอดเวลา จึงไม่แปลกเลยที่พลังจะหมด
“พวกเจ้าหนีไปไหนไม่รอดหรอก!!” อวี้จวินแผดเสียงก่อนจะสั่งการให้พยัคฆ์อัสนีเข้าโจมตีพี่น้องเผ่ามาร ท้องฟ้าเกิดแรงสั่นสะเทือนทันใดก่อนที่จะมีสายฟ้าฟาดลงมายังพื้นดิน ทั้งสองหลบหนีสายฟ้านั่นกันอย่างหัวซุกหัวซุน จนเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...
ปั่ก!
“อึ่ก!!” หมิงเยี่ยนสะดุดล้มหน้าไถลไปกับพื้นเพราะขาเริ่มไร้เรี่ยวแรง ทว่ามือทั้งสองข้างยังคงฝืนรั้งร่างของพี่ชายเอาไว้อย่างเหนียวแน่น เขาพยายามลุกขึ้นยืนทว่ากลับทำไม่ได้อย่างใจคิด หลิงหลิงรีบเข้ามาฉุดรั้งร่างของพี่ชายขึ้นมา แต่พละกำลังที่อ่อนแรงลงแค่ตัวเขาคนเดียวยังจะเอาตัวไม่รอดเลยด้วยซ้ำ อวี้จวินเข้าใกล้มาเรื่อย ๆ เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่าๆ!! น่าสมเพชเหลือเกินเผ่ามารเอ๋ย ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะสงเคราะห์พวกเจ้าให้เอง พยัคฆ์อัสนีจัดการพวกมัน!!” สัตว์เทพน้อมรับคำสั่งผู้เป็นนายก่อนจะปล่อยพลังเวทสายฟ้าขนาดใหญ่พุ่งตรงมาทางพวกหมิงเยี่ยน หลิงหลิงพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายของตัวเองรั้งร่างของพี่ชายให้ลุกขึ้นแต่มันก็สายเกินไป...
ตู้ม!!
“ฮ่าๆ!!!” เทียน อวี้จวินหัวเราะเยาะเหล่าคนเขลาทั้งหลายที่กล้ามาต่อกรผู้สูงส่งเช่นเขา ก่อนจะค่อย ๆ ลดตัวลงมายืนบนพื้นดิน วาดหวังจะได้เห็นใบหน้าสิ้นหวังของเหล่ามารทั้งหลาย ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น จักรพรรดิสวรรค์ใจหล่นวูบทันใดก่อนจะหันไปมองรอบ ๆ แล้วพบว่ามีกลุ่มคนปริศนาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขา คนพวกนั้นมีผิวสีสำริด เส้นผมสีดำคลับ ดวงตาแดงฉานดุจดั่งโลหิต มันจ้องมองมาที่เขาก่อนจะเริ่มส่งเสียงขู่ใส่
“ปกป้องเหล่าองค์ชาย!!” หนึ่งในนั้นตะโกนขึ้นมาก่อนจะพากันวิ่งกรูเข้ามาโจมตีอีกฝ่าย ทางด้านของอวี้จวินรีบบินขึ้นเหนือฟ้าทันใดก่อนจะพบว่าพี่น้องเผ่ามารถูกกลุ่มคนลักษณะเดียวกันช่วยเหลือไปแล้ว เขากัดเขี้ยวเคี้ยวฟันก่อนจะรีบพุ่งตัวไปหาเป้าหมายของตัวเองทันที
“มันมาแล้ว พาพวกเขาไปให้ถึงมือองค์ชายรองให้จงได้!” ว่าจบก็กลายร่างเป็นจิ้งจอกขนสีดำเข้าโจมตีอวี้จวินโดยไม่กลัวตายเลยแม้แต่น้อย ใช้ทั้งกรงเล็บและคมเขี้ยวเพื่อยื้อเวลาให้ผู้มีพระคุณของตัวเองได้เข้าพื้นที่ปลอดภัยให้ได้มากที่สุด อวี้จวินเหลืออดกับเจ้าจิ้งจอกทมิฬพวกนี้จึงใช้อาวุธประจำกายของตัวเองไล่ฟาดฟันศัตรูจนพวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส
“อึ่ก...” หลิงหลิงที่เพิ่งจะฟื้นคืนสติส่งเสียงในลำคอก่อนจะสังเกตโดยรอบ พบว่าตอนนี้พวกเขานอนอยู่บนหลังของเหล่าจิ้งจอกทมิฬ พอทอดสายตามองออกไปยังท้องฟ้าก็เห็นว่าเหล่าจิ้งจอกทมิฬทั้งหลายกำลังสู้รบกับองค์จักรพรรดิสวรรค์กันอย่างเต็มที่ มีบางตัวที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถึงขั้นเสียชีวิต หลิงหลิงขบเม้มริมฝีปากของตัวเองแน่นด้วยความคับแค้นใจ ก่อนจะเหลียวไปมองทางด้านหลังของตัวเอง ทันทีที่เห็นทางเข้ารังลับหลิงหลิงก็แผดเสียงออกมาทันที
“พี่รอง!!!” ร่างของหลานเยวียนพลันปรากฏอยู่บนน่านฟ้าทันใด ไม่รอช้าร่ายเวทอัญเชิญสัตว์อสูรของตัวเองออกมาทันที ร่างของมังกรวารีสีครามพุ่งทะยานออกมาจากวงเวท มันร้องคำรามจนท้องฟ้าสนั่นหวั่นไหว อวี้จวินจัดการจิ้งจอกทมิฬตรงหน้าก่อนจะพุ่งตัวไปโจมตีหลานเยวียนต่อทันที สัตว์อสูรทั้งสองเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด ทว่าก็ยังไม่เท่าผู้เป็นนายของมันที่งัดทุกกระบวนท่าโจมตีกันไปมา
หลานเยวียนอัญเชิญอาวุธประจำกายออกมาพร้อมร่ายเวทเสริมพลังเข้าไปอีกที ก่อนจะพุ่งโจมตีอวี้จวินด้วยหอกแหลม อวี้จวินพลาดท่าโดนหอกนั่นทำให้เกิดบาดแผลบนตัวเพียงเล็กน้อย เขาจึงถอยห่างออกมาก่อนจะอัญเชิญอาวุธของตัวเอง เขาจับดาบเล่มนั้นของตัวเองเอาไว้แน่นก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปด้วยความเร็วเหนือแสง ปัดแกว่งดาบนั่นอย่างช่ำชอง จนสร้างบาดแผลให้กับหลานเยวียนได้อยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
“อึ่ก!”
“อย่าอวดดีไปหน่อยเลยมังกรน้อย ฝีมือแค่นี้ไม่คณามือข้าหรอก!!” ว่าพลางร่ายเวทเสริมแกร่งลงไปที่ดาบแล้วฟาดลงไปที่หอกของหลานเยวียน ทันใดนั้นหอกของหลานเยวียนก็หักเป็นสองท่อน ก่อนที่ร่างจะโดนกระแทกจนร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน หลานเยวียนกระอักเลือดออกมาก่อนจะนอนกุมที่อกของตัวเอง เขาจุกจนหายใจไม่ออก อวี้จวินรีบลงมาพันธนาการร่างของอีกฝ่ายเอาไว้ทันใด ก่อนจะง้างดาบของตัวเองจนสุดแขน เตรียมที่จะแทงทะลุหัวใจของชายหนุ่มผู้นี้
“วารีรัตติกาล!!” สิ้นประโยคมังกรวารีก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าของหลานเยวียนทันใด ก่อนจะโจมตีเข้าไปที่อวี้จวินโดยตรง ร่างของจักรพรรดิสวรรค์กระเด็นไปไกลทว่ากลับโชคดีที่มีสัตว์เทพรับเอาไว้ได้ทัน หลานเยวียนถือโอกาสนั้นวิ่งกลับเข้าไปในรังลับของพวกเขาทันใด ก่อนจะล้มหน้าคว่ำลงไปทันทีที่เดินเข้ามาถึงด้านใน
ตุบ!!
“ท่านพี่!” จวินเย่ารีบวิ่งเข้าไปรับร่างของพี่รองของตัวเองทันใด สภาพของหลานเยวียนเละเทะจนดูแทบไม่ได้ จวินเย่าไม่รอช้ารีบเดินไปหยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดเลือดที่เลอะอยู่บนร่างกายของอีกฝ่ายออกทันที เขาหันไปมองทางเสี่ยวเฟิงแล้วกำลังจะขอความช่วยเหลือ ทว่าเสี่ยวเฟิงเองก็กำลังใช้พลังรักษาพวกพี่ ๆ ที่เหลืออีกสามคนของเขาอยู่เหมือนกัน จวินเย่ากำหมัดของตัวเองแน่นหลังจากเห็นสภาพพี่ชายของตัวเอง มีเพียงแค่เขาที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรใด ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นต้นเหตุของความโกลาหลทั้งหมดนี้ด้วยซ้ำ เขาขบกรามของตัวเองแน่นเพราะรู้สึกผิดอย่างเหลือล้น พลันความคิดหนึ่งปรากฏในหัวสมอง
‘ถ้าหากเรายอมไปกับเขาแต่โดยดี ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น’
ว่าแล้วก็ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเดินไปยังประตูทางเข้า ก่อนที่หมิงเยี่ยนที่นอนเจ็บอยู่จะเอ่ยทักขึ้นมา
“นั่นเจ้าจะไปไหน...จวินเย่า?” จวินเย่าชะงักไปก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูก
“ข้าจะไปกับเขา ข้าจะจบเรื่องราววุ่นวายทั้งหมดนี่เอง” กล่าวจบก็กำลังจะเดินไปข้างหน้าต่อทว่ากลับโดนใครบางคนกระชากเส้นผมเข้าอย่างแรง ซ้ำยังโดนเหวี่ยงจนล้มลงไปนอนกองกับพื้น พอเงยหน้าขึ้นมามองก็พบว่าเป็นฝีมือของหลิงหลิง
“จะทำบ้าอะไร?”
“เขาต้องการตัวข้า แค่ข้าไปกับเขาทุกอย่างก็จะจบ-”
“คิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้นเลยหรือไงแม่คนงาม คิดว่าแค่เจ้ายอมไปเป็นเมียเขาแล้วเขาจะไม่ฆ่าพี่ชายของเจ้างั้นหรือ? ตื่นจากฝันได้แล้วจวินเย่า นี่ไม่ใช่เวลามาละเมอเพ้อพก ไอ้แก่นั่นมันต้องการทำลายล้างเผ่ามารมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แค่เจ้าไปกับมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย ซ้ำมันยังเป็นการดูถูกพวกเราทั้งสี่คนที่เป็นพี่ชายของเจ้าด้วยซ้ำ พวกเราอุตส่าห์ทุ่มทั้งพลังและแรงกายทั้งหมดเพื่อปกป้องเจ้าจากเงื้อมมือของมัน แต่เจ้ากลับมาบอกว่าจะไปกับมันเพื่อยุติสงครามงั้นเหรอ ตลกกันไปใหญ่แล้ว!!” หลิงหลิงกล่าวเตือนสติของจวินเย่า แม้ว่าจะเป็นถ้อยคำรุนแรงและหยาบคาย ทว่ามันกลับช่วยให้จวินเย่าตระหนักได้ว่าสิ่งที่เขาคิดจะทำมันไม่ใช่ทางออกของปัญหาอย่างที่หลิงหลิงกล่าวเอาไว้จริง ๆ
“ยังจะไปอีกมั้ย?” พี่สี่ของจวินเย่าเอ่ยถามพลางมองหน้าของน้องชาย จวินเย่าส่ายหน้าไปมาก่อนจะก้มลงเอาหน้าผากแนบพื้นแล้วกล่าว
“ขอบคุณพี่สี่ที่เตือนสติข้า” หลิงหลิงชะงักไปทันใดก่อนจะกระแอมออกมาเล็กน้อย แล้วเดินไปดูอาการของเหล่าพี่ ๆ ของตัวเองต่อ
“ช่วยทำแผลให้พวกพี่ใหญ่เถอะ เจ้าหนูนี่ใช้พลังไปเยอะมาก ต้องให้เขานอนพักสักหน่อย” หลิงหลิงกล่าวพลางช้อนร่างของเสี่ยวเฟิงมาไว้ในอ้อมกอด จวินเย่ามองเจ้าเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูก่อนจะช่วยทำแผลให้พี่ชายของตนเองทีละคนจนเสร็จสิ้น
“พวกจิ้งจอกทมิฬที่อยู่ด้านนอกบอกว่าไอ้แก่นั่นยังวนเวียนอยู่ข้างนอก มันพยายามจะทลายกำแพงเวทเข้ามาแต่ก็ทำไม่สำเร็จ ฝีมือพี่รองนี่ไม่เป็นสองรองใครจริง ๆ ” หลิงหลิงที่กำลังส่องดูสถานการณ์จากหน้าต่างบานน้อยเอ่ย ตอนนี้เหมือนสถานการณ์จะดีขึ้นมาหน่อยหนึ่ง อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเหมือนเมื่อครู่ที่ผ่านมา
“ทุกอย่างย่อมมีวันโรยรา หากอวี้จวินยังโจมตีใส่อยู่เช่นนั้น เดี๋ยวไม่นานกำแพงเวทก็จะสลายลงไป พวกเราต้องวางแผนกันได้แล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น” หลานเยวียนที่นอนพักอยู่บนตักของจวินเย่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า จวินเย่าจึงเอื้อมมือไปหยิบกระบอกน้ำมาให้อีกฝ่ายดื่มดับกระหาย
“พลังของพวกเราสี่พี่น้องไม่คณามือมันเลยแม้แต่นิด ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก” หมิงเยี่ยนเอ่ยพลางเอามือกุมบาดแผลของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะเหลือบมองไปบนเตียงไม้ที่มีร่างของเสวียนหลิงนอนหลับใหลอยู่ เขารู้สึกใจหายไม่น้อยเลยเพราะไม่เคยเห็นเสวียนหลิงในสภาพนี้มาก่อน ศึกคราวนี้ทำเอาพวกเขาหมดสภาพกันหมดเลยจริง ๆ
“จวินเย่า พลังมารของเจ้าไปถึงขั้นไหนแล้ว?” หลิงหลิงเอ่ยถามขึ้นมาเพราะมีเพียงจวินเย่าเท่านั้นที่ยังไม่เคยประมือกับอวี้จวิน เขาจึงสงสัยว่าบางทีพลังมารของจวินเย่าอาจชนะทางพลังของอวี้จวินก็เป็นได้
“ไม่...ไม่พัฒนาไปจากเดิมเลยขอรับท่านพี่” จวินเย่าตอบอ้อมแอ้มเพราะรู้สึกขวยเขินเหลือเกินที่ฝีมือตัวเองยังกากเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลง ทั้ง ๆ ที่ตั้งปณิธานเอาไว้เสียใหญ่โตว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งแห่งใต้หล้าให้จงได้ ทว่ากลับไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิมเลยแม้แต่นิด มีแต่เนื้อเรื่องนี่แหละที่มั่วไปหมดจนนึกว่าทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องอื่น เขาคิดในใจ
“ข้าว่าพลังของเจ้าน่าจะพอสูสีกับตาแก่นั่นได้อยู่นะ หมายถึงตอนที่โดนจิ้งจอกสวรรค์สิงร่างเอานะ”
“หลิงหลิง...” หมิงเยี่ยนเอ่ยปรามทันใด หลิงหลิงชักรำคาญเลยโพล่งออกมา
“จะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจนตายจากกันไปเลยหรืออย่างไร? พวกเราเป็นพี่น้องกันจะมีความลับต่อกันเพื่ออะไร? ไม่สงสารเขาบ้างหรือไงที่ไม่รู้อะไรเลยว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง? เลิกโอ๋เรื่องไม่เป็นเรื่องสักทีเถอะ ก่อนที่น้องมันจะเสียคนไปมากกว่านี้” หลิงหลิงกล่าวอย่างมีเหตุมีผลทำให้เหล่าพี่ ๆ ไม่กล้าโต้แย้งอะไรกลับมาเลยแม้แต่น้อย จวินเย่าทำใบหน้างุนงงทันใดก่อนจะเอ่ยถาม
“พี่สี่หมายความว่าอะไร?” หลิงหลิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้น วันที่จวินเย่าโดนจิ้งจอกสวรรค์สวมร่างแล้วเข้าโจมตีพวกพี่ชายของตัวเองจนเกือบตาย
“เรื่องจริงงั้นหรือ?” จวินเย่าเอ่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง หลิงหลิงพยักหน้าเป็นคำตอบก่อนจะเดินมาสะกิดที่บริเวณหน้าผากของจวินเย่าเบา ๆ
“ตุ่มบนหน้าผากของเจ้าก็คือดวงตาที่สามนั่นที่ข้าเล่าให้ฟัง” ได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้งไปก่อนจะเหลือบไปมองทางหลานเยวียน เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมหลานเยวียนถึงดูเป็นวิตกกังวลตอนที่จวินเย่าสัมผัสที่ตุ่มตรงหน้าผากนี่ เขาคงจะหวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีกอย่างนั้นสินะ เขาคิดพลางเอามือไปสัมผัสดวงตาที่สามที่ถูกปิดไปแล้วของตัวเอง
“พลังของเจ้าในตอนนั้นเทียบเท่ากับของอวี้จวินในตอนนี้เลยด้วยซ้ำ เผลอ ๆ อาจจะมากกว่าด้วย แต่ข้อเสียคือเจ้าควบคุมมันไม่ได้เนี่ยสิ คนที่จะตายต่อจากอวี้จวินเห็นทีจะเป็นพวกข้าต่อกระมัง” หลิงหลิงเอ่ยพลางชะโงกหน้าสังเกตการณ์ภายนอก
จวินเย่านั่งจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง เช่นนั้นที่เจ้าก้อนเมฆหายตัวไปก็เพราะหลบหนีจากความผิดของตัวเองในครั้งนั้นงั้นสินะ ถึงว่าทำไมเขาตามหาตัวเท่าไหร่ก็ไม่เจออีกฝ่ายเลย มันเป็นเพราะแบบนี้นี่เอง จวินเย่าคิดพลางนวดขมับของตัวเอง
“ไอ้เจ้าจิ้งจอกอ้วนนั่น ถ้าเจออีกครั้งจะจับฟาดให้ตูดลายเลย”
“จริงหรือขอรับ?”
“เฮ้ย!!!” จวินเย่าร้องเสียงหลงออกมาทันใดหลังจากหันไปตามต้นเสียงแล้วพบเข้ากับชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเข้า พวกพี่ ๆ ก็ต่างพากันสะดุ้งตัวโยนก่อนจะหันไปมองที่น้องเล็กของตัวเองเป็นตาเดียว
“เป็นอะไรไปจวินเย่า?” หมิงเยี่ยนเอ่ยถามพลางมองจวินเย่าที่วิ่งมาทางตัวเอง จวินเย่าชี้นิ้วไปที่มุมห้องก่อนร่างของบุรุษในชุดไหมราคาแพง เรือนผมสีอำพันอ่อน จะค่อย ๆ เดินออกมาจากมุมมืด พี่น้องเผ่ามารต่างหยิบอาวุธขึ้นมาทันใดก่อนจะเป็นหลิงหลิงที่พูดขึ้นมา
“เจ้าเป็นใคร คนของไอ้แก่นั่นงั้นรึ?” ว่าพลางชี้มีดไปทางชายคนนั้น บุรุษรูปงามยกยิ้มก่อนจะส่ายหน้าไปมา
“ข้าไม่ขึ้นกับผู้ใด ข้าเป็นนายของตัวเอง” กล่าวพลางเดินเข้ามาใกล้พวกเขาเรื่อย ๆ
“ถ้าไม่ใช่คนของเทียน อวี้จวินแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่? แล้วเข้ามาในนี้ได้อย่างไร?” หมิงเยี่ยนกล่าวพลางเดินมาบังร่างของเสวียนหลิงเอาไว้เพราะกลัวว่าพี่ชายตนเองจะได้รับอันตรายก่อนที่การพักฟื้นจะเสร็จสิ้น
“พวกเจ้าอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับข้าสักเท่าไหร่ แต่องค์ชายเล็กน่าจะสนิทกับข้าอยู่พอสมควรเลยนะ” ว่าพลางส่งยิ้มหวานให้กับจวินเย่า เจ้าของใบหน้าสวยทำใบหน้าฉงนทันใด ก่อนจะโดนหลิงหลิงพูดจาเหน็บแนมเข้าให้
“นี่เจ้าไปหว่านเสน่ห์ใส่ใครเขาอีก แค่อวี้จวินยังไม่พออีกหรือ?”
“ข้าสาบานได้เลยว่าข้าไม่รู้จักเขา ข้าไม่เคยเจอเขามาก่อนเลยด้วยซ้ำแล้วจะไปสนิทกันได้อย่างไร?” จวินเย่ากล่าวพลางมองไปที่ชายคนนั้น บุรุษรายนั้นลอบถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะกล่าว
“อะไรกัน นี่ท่านลืมข้าไปแล้วงั้นเหรอเนี่ย น่าเศร้ายิ่งนัก” ว่าจบก็คืนร่างเดิมของตัวเองที่เป็นจิ้งจอกขนสีขาวบริสุทธิ์ทันที จวินเย่าเบิกตาโพลงทันใดก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เจ้าก้อนเมฆงั้นเหรอ? นี่เจ้า...แปลงกายเป็นคนได้ด้วยงั้นเหรอ?” จวินเย่าเอ่ยด้วยความตกตะลึง
“จวินเย่า จิ้งจอกทุกตัวไม่ว่าจะเป็นบนสวรรค์หรือนรกอเวจีล้วนแล้วแต่มีความสามารถในการแปลงกายเป็นคนด้วยกันหมดทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไรขนาดนั้นเสียหน่อย” ว่าพลางส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย จวินเย่าจับจ้องที่ร่างกายอันฟูฟ่องของเจ้าก้อนเมฆ ก่อนที่มันจะกลายร่างเป็นชายหนุ่มรูปงามอย่างเก่า
“เจ้ายังไม่ตอบคำถามมาเลยว่าเจ้าเข้ามาในนี้ได้อย่างไร?” หมิงเยี่ยนเอ่ยถามพลางจ้องมองชายแปลกหน้าคนนี้อย่างไม่ไว้วางใจสักเท่าไหร่นัก ฝ่ายจิ้งจอกสวรรค์ยกยิ้มก่อนจะตอบ
“ข้าเก่งไง” แต่เป็นคำตอบที่คนรอฟังไม่ได้อยากได้ยินสักเท่าไหร่นัก จวินเย่าเบือนหน้าหนีทันใดรู้สึกว่าตอนเป็นจิ้งจอกน่าเอ็นดูกว่าตอนเป็นมนุษย์เยอะเลย
“เจ้าบอกว่าเจ้าไม่ขึ้นอยู่กับใคร แล้วเจ้าต้องการอะไร? จะใช้ร่างของจวินเย่าเป็นเครื่องมืออีกงั้นรึ?” หลิงหลิงเอ่ยถามพลางจ้องเขม็งไปที่ชายตรงหน้า เขาส่ายหน้าเบา ๆ พลางทำหน้าตาน่าเอ็นดูราวกับเด็กน้อย
“ข้าแค่กลับมาหาเจ้านายเพราะเจ้านายต้องการความช่วยเหลือ” ว่าพลางเดินเข้ามาใกล้จวินเย่าขึ้นเรื่อย ๆ ร่างเพรียวรีบเดินไปแอบหลังพี่สี่ของตัวเองทันใดเพราะรู้สึกได้ว่าเจ้าก้อนเมฆในร่างมนุษย์ไม่น่าไว้วางใจ
“เจ้าจะมาแอบหลังข้าทำไมเนี่ย?” หลิงหลิงเอ่ยถามพลางมองค้อนใส่จวินเย่า
“ข้าไม่ไว้ใจเขา”
“แต่เขาเคยเป็นสัตว์เลี้ยงของเจ้านะ” ว่าพลางหันไปมองหน้าของชายหนุ่มสีผมอำพันอ่อน ที่นั่งยอง ๆ ส่งยิ้มหวานให้ หลานเยวียนที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ มาโดยตลอดเอ่ยถามขึ้น
“ขอทราบชื่อของเจ้าได้หรือไม่?” ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วเอ่ยตอบกลับคำถามนั้นด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป
“เทียนหูไป๋เสวียน นั่นคือนามของข้า” พี่น้องเผ่ามารมองหน้ากันทันใด ราวกับรู้จักชื่อเสียงเรียงนามนี้มาก่อน ยกเว้นจวินเย่าที่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยตั้งแต่อ่านนิยายมา
“เทียนหูไป๋เสวียน เทพจิ้งจอกเจ็ดหาง หรือที่ทราบกันโดยทั่วกันว่าเป็นพระปนัดดาขององค์จักรพรรดิสวรรค์ เทียน อวี้จวิน” เสวียนหลิงที่ฟื้นขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่อาจทราบได้พูดขึ้น หมิงเยี่ยนเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้าไปประคองอีกฝ่ายทันที
“นี่ข้าโด่งดังถึงขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย?” ว่าพลางยิ้มชอบใจก่อนจะลงไปนั่งกับพื้นโดยไม่สนว่าอาภรณ์จะเปรอะเปื้อนหรือไม่
“มีคนร่ำลือกันให้หนาหูว่าพลังที่ท่านมี สามารถกวาดล้างได้ทั้งสามภพภายในคราวเดียว อย่าถ่อมตัวไปหน่อยเลย” ว่าพลางกระแอมไอออกมาเล็กน้อยเพราะยังรู้สึกเจ็บที่บริเวณบาดแผลของตัวเองอยู่
“คนเขาก็ลือกันไปต่างๆ นานา อันที่จริงข้าไม่ได้เก่งกาจถึงเพียงนั้นสักหน่อย”
“แล้วคนสำคัญเช่นท่านมาทำอะไรอยู่แถวนี้ แค่อยากจะมาหาอดีตเจ้านายอย่างจวินเย่าจริง ๆ น่ะเหรอ?” หลิงหลิงเอ่ยถามพลางจ้องมองใบหน้าอันแสนเจ้าเล่ห์ของจิ้งจอกสวรรค์ตนนี้ เทียนหูไป๋เสวียนหัวเราะในลำคอก่อนจะเอ่ย
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง ข้าคิดถึงฝ่ามืออุ่น ๆ นั่นขององค์ชายเล็กมากเหลือเกิน แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ข้ามาอยู่ตรงนี้ ก็เพื่ออยากจะทำให้พลังของจวินเย่าตื่นขึ้นมา” สิ้นประโยคมารทั้งสี่ก็หันมาจ้องที่เขาเป็นตาเดียว นั่นก็เป็นความปรารถนาของเหล่าพี่น้องมารเช่นเดียวกัน พวกเขาเล็งเห็นว่าพลังของจวินเย่าจะต้องช่วยให้สถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้ดีขึ้นได้แน่ จึงมองไปที่เทพจิ้งจอกสวรรค์คนนี้อย่างมีความหวัง
“ต้องทำอย่างไร?” จวินเย่าเองก็อยากจะช่วยพี่ ๆ ของเขาร่วมต่อสู้ไปด้วยเช่นกัน เขามุ่งมั่นที่จะพิชิตเจ้าองค์จักรพรรดินั่นให้จงได้ กล้าดีอย่างไรมาทำร้ายพี่ชายของเขา ซ้ำ���้ายยังทำให้พวกจิ้งจอกทมิฬต้องบาดเจ็บอีกต่างหาก เขาต้องแก้แค้นให้จงได้! เขาคิดในใจ
“เปิดตาที่สาม”
“จะบ้าเหรอ แล้วถ้าควบคุมไม่ได้เหมือนครั้งนั้นอีกจะทำอย่างไร?” หลิงหลิงโพล่งถามขึ้นมาทันใด เพราะไม่มีอะไรมารับประกันได้เลยว่าจวินเย่าจะไม่เป็นเหมือนเมื่อครั้งอดีต อีกอย่างจวินเย่ายังควบคุมจิตของตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าหากกลายเป็นเหมือนเมื่อครั้งก่อนมีหวังพวกพี่น้องไม่ได้ตายเพราะอวี้จวินหรอก จะตายก็เพราะฝีมือของน้องคนเล็กแทนเนี่ยแหละ หลิงหลิงคิด
“มีข้าอยู่ทั้งคนพวกเจ้ายังต้องกังวลอะไรอีก?” เทียนหูไป๋เสวียนกล่าวพลางยกยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจ
“คราวที่แล้วเจ้าก็อยู่ แต่ก็ไม่เห็นจะช่วยอะไรได้เลย” หมิงเยี่ยนเอ่ยพลางมองไปที่อีกฝ่ายด้วยสายตาไม่พอใจสักเท่าไหร่นัก
“ก็คราวที่แล้วพวกเจ้าเป็นฝ่ายทำร้ายเจ้านายข้าก่อนเองนี่ ช่วยไม่ได้” ว่าพลางทำท่าทางทะเล้นก่อนจะวิ่งไปกอดขาของจวินเย่าราวกับตัวเองยังอยู่ในร่างของสุนัขจิ้งจอก
“ข้าจะช่วยปลดผนึกพลังมารของท่านเอง เชื่อมือข้าได้เลย” ว่าพลางเอาหัวมาคลอเคลีย หมิงเยี่ยนเห็นแล้วก็อยากเอาดาบฟาดเข้าให้สักที ทว่าก็โดนเสวียนหลิงห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ใจเย็น เทพจิ้งจอกสวรรค์ผู้นี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเรา แค่เขาสะบัดมือเพียงนิดเดียว รังลับนี่ก็อาจหายไปได้ในพริบตา คอยจับตามองเขาอย่างเดียวก็พอ” หมิงเยี่ยนมองค้อนไปยังเทียนหูไป๋เสวียนก่อนจะลงไปนั่งข้าง ๆ เตียงไม้ที่เสวียนหลิงนอนอยู่
“อันดับแรกพวกเราต้องเข้าฌานกันก่อน ท่านต้องควบคุมจิตที่ฟุ้งซ่านของตัวเองให้ได้ แล้วทุกอย่างมันก็จะง่ายยิ่งขึ้น” ว่าพลางนั่งลงขัดสมาธิ เอามือวางไว้บนหน้าตัก จวินเย่ามองท่าทางนั่นเล็กน้อยก่อนจะลงไปนั่งเฉกเช่นเดียวกัน พยายามควบคุมจิตไม่ให้ฟุ้งซ่านแต่ก็ยากยิ่ง ระหว่างนั้นฝ่ายจิ้งจอกสวรรค์ก็ถ่ายโอนพลังของตัวเองไปยังจวินเย่าทีละน้อย ๆ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะรับพลังงานในปริมาณเยอะในคราวเดียวไม่ไหว ทำเช่นนั้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุดจวินเย่าก็สามารถควบคุมสติของตัวเองเอาไว้ได้
“ทำได้แล้วงั้นรึ?” หลานเยวียนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างประหลาดใจ เพราะเท่าที่ฝึกกับจวินเย่ามาแสนเนิ่นนาน มีหลายครั้งที่เขาพยายามจะให้จวินเย่าฝึกสมาธิทว่าก็ทำไม่ได้สักที แต่เพราะเหตุใดพอเป็นฝีมือของบุรุษคนนี้จวินเย่ากลับทำได้กัน?
“ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ” ไป๋เสวียนกล่าวพลางถ่ายโอนพลังไปให้อีกฝ่ายไปด้วย ระหว่างนั้นเองก็เกิดเสียงแปลกประหลาดขึ้นที่หน้าทางเข้ารังลับของพวกเขา หลิงหลิงชะโงกหน้าออกไปมองทางหน้าต่างก่อนจะพบกับจิ้งจอกทมิฬที่สังกัดอยู่หน่วยสอดแนม จึงถามไถ่ถึงเหตุการณ์ด้านนอกในปัจจุบัน
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ชายคนนั้นพาชาวสวรรค์มาด้วยขอรับ ตอนนี้กำลังใช้พลังเวททำลายเขตแดนป้องกันขององค์ชายรองกันไม่หยุดเลยขอรับ!” เสียงอึกทึกครึกโครมที่ด้านนอกทำให้จิตใจต้องหวาดหวั่น ตอนนี้ถ้าให้หลานเยวียนคาดเดา กำแพงอาณาเขตป้องกันของเขาต้องเริ่มเสื่อมกำลังลงแล้วเป็นแน่ แล้วยิ่งอวี้จวินพาพวกมาเพิ่มแล้ว พวกเราพี่น้องจะรอดไปได้อย่างไร? ในเมื่อแค่เขาคนเดียวก็ไม่มีใครสามารถต่อกรได้แล้ว
“ฮึบ!!” เด็กน้อยที่ตื่นจากนิทราลุกขึ้นมาพลางกางแขนทั้งสองข้างออก ทันใดนั้นเขตแดนป้องกันของหลานเยวียนก็สลายหายไปตามกาลเวลา แต่กลับมีม่านป้องกันอันใหม่เกิดขึ้นมาแทน และมันแข็งแกร่งกว่าของหลานเยวียนอยู่ประมาณหนึ่งเลยทีเดียว
“เจ้าเด็กอ้วน นี่ฝีมือเจ้างั้นรึ? เก่งมาก” หลิงหลิงเอ่ยปากชมพลางเอื้อมมือไปตบไหล่ของเจ้าตัวเล็กเบา ๆ เด็กน้อยยิ้มชอบใจก่อนจะรู้สึกง่วงงุนขึ้นมาอีกครั้ง หลิงหลิงเลยต้องอาสาไปอุ้มเด็กคนนั้นมาไว้ในอ้อมกอด เพื่อให้เขาพักผ่อน ฟื้นฟูพลังของตัวเอง
“ไอ้จักรพรรดิสวรรค์นั่นมันไม่ยอมราวีจากเราจริง ๆ ซ้ำร้ายยังพาคนอื่นมาโจมตีเราเพิ่มอีก ถ้ารอดไปได้ข้าจะตัดหัวมันให้ได้เลยคอยดู” หมิงเยี่ยนกล่าวอย่างเดือดดาล เสวียนหลิงต้องคอยปรามไม่ให้หมิงเยี่ยนจมปลักอยู่กับความโกรธจนขาดสติ สายตาก็เหลือบมองจวินเย่าที่กำลังถูกถ่ายโอนพลัง เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานอันแสนมหาศาลบางอย่างที่หลบซ่อนอยู่ภายในร่างของจวินเย่า และ ณ บัดนี้มันกำลังจะฟื้นตื่นขึ้นมา
“ส่งตัวองค์ชายน้อยแห่งแดนสวรรค์มาเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นอย่าหาว่าพวกเราเผ่าสวรรค์ไม่เตือน!!” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น หลิงหลิงเลิกคิ้วทันใดพลางเอ่ย
“ข้าว่าไอ้แก่นั่นต้องไปหลอกลวงทหารเผ่าสวรรค์พวกนั้นว่าพวกเราลักพาตัวเจ้าเด็กอ้วนมาแน่ ๆ ร้ายกาจจริง ๆ ”
“ทั้ง ๆ ที่มันคือคนที่ตั้งใจจะฆ่าลูกของตัวเองแท้ ๆ ” หมิงเยี่ยนกล่าวพลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอา เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีพ่อแบบนี้บนโลกด้วย ก่อนจะหันไปมองเสี่ยวเฟิงที่นอนหลับตาพริ้มบนไหล่ของหลิงหลิง
“อึ่ก!!” จู่ ๆ ร่างของจวินเย่าก็กระตุก พวกพี่ ๆ หันไปมองเป็นตาเดียวแล้วกำลังจะเข้าไปปลุกให้อีกฝ่ายตื่นจากสมาธิ ทว่าก็โดนไป๋เสวียนห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ระหว่างเปิดผนึกมารห้ามเข้ามาขัดพิธีเด็ดขาด มิเช่นนั้นจวินเย่าจะตกอยู่ในอันตราย” พวกพี่ ๆ ของจวินเย่าเลยพากันส่งกำลังใจให้น้องเล็กของพวกเขา ให้ผ่านด่านทดสอบปลดผนึกพลังมารของตัวเองให้ได้โดยเร็ว

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น