ดูแล้วมานั่งคิด EP 4 : Another

ดูแล้วมานั่งคิด EP 4 : Another

ถ้าผมตายไปแล้ว ช่วยเผาของติ่งทั้งหมดส่งมาให้ด้วย อันนี้ไม่ได้พูดเล่นนะครับ แล้วก็ไม่ได้อายถ้าจะมีใครมาเจอ “ความติ่ง” ของผมเช่นกัน เพียงแต่ว่ามันไม่น่าสงสารไปหน่อยเหรอ หากเราเชื่อกันว่าคนตายคือการดับสูญ อย่างน้อยตอนจะเดินไปยังปรโลกขออ่านนิยายวายหรือการ์ตูนระหว่างรอพิจารณาโทษก็ยังดี ว่าไปนั่น มุกพวกนี้พบเจอได้บ่อยมากตามโลกอินเตอร์เน็ตผิดกับสมัยก่อนที่ไม่ค่อยมีใครกล้าเอาความตายมาพูดถึงเท่าไหร่ ด้วยมองว่ามันเป็นเรื่องต้องห้าม เป็นเรื่องเศร้า และเป็นเรื่องน่ากลัวเกินกว่าจะทำใจยอมรับ ฉะนั้นผู้คนจึงมีภาพความตายไปในทิศทางเดียวกัน แต่เอาเข้าจริง ผมว่าการตีตราสิ่งหนึ่งโดยที่เราไม่ได้รู้ถึงแก่นแท้ของมันเลยออกจะไม่ต่างจากกระต่ายตื่นตูมเท่าไหร่ เมื่ออาทิตย์ก่อนผมมีโอกาสได้ดูอะนิเมะเรื่อง Another ครับ แก่นเรื่องไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เล่าออกมาในรูปแบบหนังสยองขวัญของญี่ปุ่นที่ออกไปในทาง click bait เสียมากกว่า แต่ความผิดตรงนี้อาจจะเป็นที่ผมเองรู้สปอยอยู่แต่แรกแล้วก็ได้ กระนั้นผมก็ยังชอบแกนหลักของเรื่องที่พูดถึงความตายมากๆ อยู่ดี จากตรงนี้จะมีสปอยนะครับ หากท่านใดอยากสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ด้วยตัวเอง อยากรู้ว่าทำไมคนชอบพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ทั้งที่เป็นอะนิเมะสร้างขึ้นเมื่อปี 2012 จากนิยายชื่อเรื่องเดียวกัน ผมแนะนำว่าให้หาคำตอบด้วยตัวเองจะสนุกกว่ามากๆ เพราะเรื่องนี้ไม่ควรดูซ้ำ เอาล่ะ สำหรับท่านใดที่โอเคกับการสปอย หรือรู้เรื่องคร่าวๆ อยู่แล้วอยากลองฟังความเห็นจากผม เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ Another ว่าด้วยเรื่องของ “คำสาปห้องม.3/3” ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เรื่องเกิดขึ้นเมื่อปี 1972 นักเรียนชื่อมิซากิ โยมิยามาจากห้องม.3/3 เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุพร้อมครอบครัว สร้างความเสียใจอย่างใหญ่หลวงให้กับคนทั้งโรงเรียน วันหนึ่งจู่ๆ ก็มีเพื่อนร่วมชั้นของผู้ตายพูดขึ้นมาว่า “มิซากิยังไม่ตายเสียหน่อย ดูสิ เขายังนั่งอยู่ที่โต๊ะหลังห้องนั่นไง” จากนั้นการหนีความจริงก็เริ่มแชร์ต่อเป็นลูกโซ่ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน ปฏิบัติเหมือนมิซากิยังมีชีวิตอยู่ ถึงขนาดที่ว่าในวันจบการศึกษาก็มีรูปถ่ายติดวิญญาณมิซากิ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความบรรลัยที่จะตามมา หลังจากนั้นทุกๆ 1 ปีห้องม.3/3 จะต้องมีคนตายอย่างน้อย 1 คน ถ้าไม่ใช่นักเรียนก็จะเป็นคนในครอบครัวที่เกี่ยวข้องทางสายเลือด และมีการหาวิธีหยุดคำสาปดังกล่าวมาตลอด 26 ปีต่อมาเด็กชายชื่อโคอิจิ ซากากิบาระย้ายจากโตเกียวมาอยู่กับญาติที่เมืองนี้ เขาพบความผิดปกติของเพื่อนในห้องแต่ไม่สามารถถามใครได้ กระทั่งได้เจอกับมิซากิ เมย์ เด็กสาวลึกลับที่ปิดตาข้างเดียว แต่ทุกคนปฏิบัติกับเธอราวกับไม่มีตัวตน เขานึกว่าเธอโดนบุลลี่จึงไม่อยากให้เกิดเรื่องซ้ำเหมือนกับที่ตัวเองเคยเจอสมัยเรียนอยู่เมืองหลวง (เนื่องจากชื่อนามสกุล “ซากากิบาระ” ดันไปตรงกับนามแฝงของฆาตกรในโลกความเป็นจริงที่คร่าชีวิตเด็กสองคนที่โกเบด้วยวิธีการอันโหดเหี้ยม เขาจึงโดนเพื่อนกลั่นแกล้งมาตลอด) เลยพยายามชวนคุย แต่ก็โดนเจ้าตัวบ่ายเบี่ยงด้วยคำพูดกำกวมเสียเขานึกว่าเธอคือคนตาย แต่ไปๆ มาๆ ทั้งสองกลับเริ่มสนิทกันโดยโคอิจิไม่รู้เลยว่า ตัวเองกำลังพาหายนะมาเยือนเพื่อนร่วมชั้นม.3/3 หลังจากคำสาปเริ่มทำงาน นักเรียนห้องม.3/3 ก็พยายามหาวิธีหยุด ซึ่งมันก็คือการเลือกคนคนหนึ่งให้มาเป็นเครื่องรางคุ้มครอง พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ “หากมีคนเกินก็ต้องเอาคนออก” วิธีนี้เคยได้ผลอยู่ปีหนึ่งครับ เพราะเราไม่รู้ว่าคนตายในปีนั้นคือใคร ฉะนั้นชิงชี้ตัวคนหนึ่งแล้วทำเหมือนเขาเป็นคนตายไปเลยจะได้ทดแทนคนที่เกินมา แต่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม คนส่วนมากที่โดนเลยพากันยอมรับสถานะของตัวเองไม่ได้จนสุขภาพจิตเสียไปก็มี ในอีกนัยหนึ่งผมว่าอะนิเมะก็กำลังสะท้อนเรื่องการบุลลี่ในโรงเรียนนี่แหละ รวมไปถึงสัญชาตญาณดิบในตัวมนุษย์ด้วย สุดท้ายวิธีข้างต้นก็ไม่ได้ผล คนตายเพิ่มขึ้น นักเรียนคนอื่นจึงเริ่มตามสืบเบาะแสจนไปเจอว่า เพื่อนร่วมชั้นของอาของโคอิจิเคยหาวิธีหยุดเอาไว้ได้ จึงดั้นด้นไปสอบถามและได้รู้ว่าเขาลอบติดเทปที่พูดถึงวิธีหยุดคำสาปเอาไว้ นั่นก็คือ “หาคนตายให้เจอแล้วส่งกลับไปสู่ความตาย” ขณะเดียวกันห้องม.3/3 ก็ต้องไปทัศนศึกษาบนภูเขาที่เพื่อนร่วมชั้นของอาโคอิจิเคยไปพอดี ความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของที่พักซึ่งเป็นญาติกับนักเรียนที่เคยตายสมัยเพื่อนร่วมชั้นของอาโคอิจิมาพักอยากแก้แค้น จึงก่อเหตุฆาตกรรมนักเรียน ประจวบกับสถานการณ์ตึงเครียดของห้องยิ่งทำให้คนเริ่มโทษกันไปมา และคนที่รับจบก็คือมิซากิ เมย์ นักเรียนตัวประหลาดที่ไม่ยอมทำหน้าที่เครื่องรางให้ดี ต่อมามีคนรู้เรื่องเทปที่พูดถึงวิธีหยุดคำสาปลงได้ จึงพากันรุมจะฆ่าเด็กสาวที่มีดวงตามองเห็นคนตายได้ จึงตัดสินใจไปหยุดคนตายตัวจริง นั่นก็คืออาของโคอิจิที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองตายไปแล้ว เมื่อส่งคนตายกลับคืนสู่ความตาย ห้องม.3/3 ที่เหลือของปีนั้นก็เรียนจบกันโดยสวัสดิภาพ แต่ก็แลกมากับการสูญเสียเพื่อนร่วมห้องไปกว่า 90% บนภูเขาวินาศสันตะโร คำสาปยังคงดำเนินต่อไป พวกเขาทำได้แค่บอกต่อวิธีหยุดมันไปถึงรุ่นน้องเท่านั้น ซึ่งมีแนบท้ายไว้ด้วยว่าให้ตรวจสอบคนตายให้ดีก่อนลงมือ เพราะนั่นก็คือเพื่อนร่วมห้อง คือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเหมือนกัน หลายคนไม่ชอบพล็อตของอะนิเมะเรื่องนี้ หลายคนชอบที่มันแปลกใหม่และกล้าแหวกสไตล์ของอะนิเมะในปี 2012 มาเลย ฉากการตายที่ครีเอทแบบแปลกๆ บรรยากาศชวนหลอน ความลึกลับอันเป็นเอกลักษณ์ของชนบท และผู้คนที่เหมือนจะดีแต่ร้ายกว่าใคร พูดมาถึงตรงนี้ผมก็ยังอยากย้ำอีกครั้งว่าผมชอบแกนของเรื่องครับ ชอบที่เขากล้าเอาประเด็น “คนตายไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบผี และคนตายไม่ได้ร้าย แต่คนเป็นต่างหากที่ไม่ยอมรับความจริงเลยยึดตัวเขาไว้” มาถ่ายทอดในมุมมองของคำสาป ใส่กิมมิคภสพาแวดล้อมสังคมยุคนนั้นเข้าไป พอยำออกมาแล้วเลยได้รสชาติกลมกล่อมที่อาจจะโดดเรื่อง click bait ไปนิด ยังไงก็ตาม หลังจากดูจบแล้วผมก็นั่งคิดว่ามันมีหลายประเด็นให้คุยกันเหลือเกิน แต่หลักๆ คือ ความตายเป็นเรื่องน่าเศร้าก็จริง ขณะเดียวกันมันก็นำพามาซึ่งการเรียนรู้ การปรับตัว และการปล่อยวาง หากว่าเพื่อนร่วมชั้นของมิซากิไม่พูดขึ้นมาว่าเขายังอยู่แล้วทุกคนไหลตามกันไป คำสาปก็คงไม่เกิดหรือเปล่านะ กระนั้นใครจะกล้าต่อว่าเขาได้ ในเมื่อเรื่องการทำใจเป็นเรื่องปัจเจค ยิ่งผูกพันยิ่งแยกได้ยาก ยิ่งสนิทยิ่งยอมรับไม่ไหว ฉะนั้นถ้าผมหายไปพรุ่งนี้…อยากให้คุณรู้ว่า ปล่อยผมไปอย่างที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติเถิด มีเกิดมีดับ เป็นเรื่องสามัญของโลกใบนี้

Author Avatar
TGStark
นักเขียนที่มี passion เล่าเรื่องมากมาย เพราะคนไทยแปลว่าไปเรื่อย

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ