มวลมหาประชาชน

มวลมหาประชาชน

1

ข้าพเจ้าพบเธอครั้งแรกในรอบยี่สิบสองปี จากเด็กสาวครั้งกระโน้น เธอโตขึ้นน่าลุ่มหลง ข้าพเจ้ามองอย่างตะลึงลาน หน้าผาก จมูก เนียนแก้ม ริมฝีปาก ลำคอ ท่อนแขน หน้าอก สะโพก เรียวขา สายตาข้าพเจ้าสำรวจเธออย่างจะกละจะกลาม เพื่อทดแทนโมงยามที่สูญหาย ข้าพเจ้าคล้ายได้กลิ่นกาสะลองกำจายจากเรือนกายเธอ กลิ่นเด็กสาวเคยหอมอ่อนโยน ยี่สิบสองปีได้บ่มร่ำกลิ่นหอมแรงแห่งเนื้อสาวชวนขาดใจดับตายลงตรงนั้น  

ธันวาคมยี่สิบสองปีก่อน ข้าพเจ้ามอบหนังสือเล่มหนึ่งให้เด็กสาว หนังสือเขียนมาหลายปี แต่คงความนิยมในหมู่หนุ่มสาวเรื่อยมา ความตั้งใจแต่แรกคือข้าพเจ้าหายหน้าไปสักพัก รอเธออ่านจบจึงกลับมาเพื่อขอให้เธออ่านมันอีกครั้ง ข้าพเจ้าปรารถนาฟังเรื่องราวผ่านน้ำเสียงแผ่วหวานของเธอ ทว่าสักพักของข้าพเจ้าเรื้อรังกว่าสองทศวรรษ ทอดยาวเหมือนรางรถไฟสายทรานไซบีเรีย ที่พาดผ่านทะเลทรายแหละเทือกผาเปลี่ยวร้าง อย่างไรก็ตาม รถไฟยังหยุดสถานีปลายทาง ปล่อยผู้โดยสารแบกสัมภาระรอแยกย้ายที่ชานชาลา ขณะที่การหวนคืนของข้าพเจ้าคือรางวงกลม เหวี่ยงไกวในวัฏจักรยี่สิบสองปีรอบที่สอง

หกวันก่อนในร้านหนังสือ ข้าพเจ้าสะดุดตาข้อความ ‘พิมพ์ครั้งที่ยี่สิบ’ พาดปกหนังสือเล่มหนึ่ง ยี่สิบสองปีที่แล้วข้าพเจ้ามอบหนังสือชื่อเดียวกันนี้แก่เด็กสาวคนหนึ่ง ในโอกาสที่เธออายุครบสิบหกปี ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าหนังสือเวลานั้นถูกพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่เท่าไร แน่นอนว่าเมื่อยี่สิบสองปีก่อนข้าพเจ้าย่อมจดจำได้ ต่างจากขณะนี้ที่ได้แต่คาดเดาตัวเลขที่คิดว่าใช่

ข้าพเจ้าลืมเด็กสาวคนนั้นโดยสิ้นเชิง นานเพียงไรกันที่อยู่ ๆ เธอก็อันตรธานจากความทรงจำ เหมือนหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งที่ยี่สิบ เบียดขับฉบับก่อนหน้าร่วงจากชั้นวาง ก่อนร่องรอยจะมุดรูหนอนอวกาศเพื่อสาบสูญชั่วนิรันดร์  

ขณะยืนจ้องหนังสือในร้าน สมองข้าพเจ้าทำงานกระทันหัน ก่อนความคิดอ่านเลือนลับ ข้าพเจ้าหยิบโทรศัพท์มือถือกดแป้นอักษรบันทึกลงเม็มโมรี หมายใจหาโอกาสสอดแทรกมันลงงานเขียนชิ้นใดชิ้นหนึ่ง    

‘หนังสือพิมพ์ซ้ำครั้งที่ยี่สิบ ยืนยันการมีอยู่ของสสารที่เราไม่เห็น เราอาจเคยอ่านฉบับพิมพ์ครั้งที่หนึ่งถึงสิบเก้า อาจจะอ่านหลายรอบด้วยซ้ำ แต่ท้ายที่สุดทุกบรรทัดกลับว่างเปล่า ต่อให้มีฉบับพิมพ์ครั้งที่หก เจ็ด แปด สิบสาม สิบหก หรือสิบเจ็ดกางตรงหน้า เรากลับไม่กล้ายื่นมือเปิดพลิก ด้วยหวาดเกรงมือเราสูญหาย’

 

2

คืนก่อนหน้า ข้าพเจ้ากับคนรักเพิ่งหวนมาคุยกัน เสมือนต่างฝ่ายต่างละทิ้งความขัดแย้ง ทว่าเราเข้าใจสถานการณ์ดี เราแสร้งทำเป็นลืม กวาดฝุ่นผงในใจซ่อนใต้พรม เธอเพิ่งกลับจากถนนนิมมานเหมินทร์ สถานที่ซึ่งเธอพร้อมกับเพื่อนนัดหมายรวมตัว เพื่อกอบกู้คุณค่าอะไรสักอย่างที่ข้าพเจ้าไม่มีวันเข้าใจ  

คนรักข้าพเจ้าชักชวนพูดคุย เมื่อเห็นหนังสือที่ข้าพเจ้าซื้อมาวางบนโต๊ะ เธอกล่าวว่าข้าพเจ้าโตเกินจะอ่านงานประเภทนี้ ถ้อยคำข้าพเจ้าทำให้เธอประหลาดใจ

“ก่อนการมาถึงของครั้งที่ยี่สิบ หนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งตั้งแต่การตีพิมพ์ครั้งที่เก้าถึงสิบห้า ผมเคยมอบให้ผู้หญิงคนหนึ่ง”

จากภายนอก ท่าทีสงบนิ่งของคนรักราวกับเธอรับฟังเรื่องเล่าธรรมดาเรื่องหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าทราบดีว่าเธอสับสนแหละเจ็บปวด

“เกิดขึ้นเมื่อไหร่” เธอถาม

คำตอบที่ให้เธอ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าอดีตที่หั่นรายละเอียดอื่นทิ้ง จงใจย่อส่วนเหลือแค่ปีคริสต์ศักราช จะบรรเทาอาการเจ็บปวดของคนรักได้กี่มากน้อย ครั้นยินเธอกล่าวว่าจะไม่เก็บไปคิดให้กังวล เพราะเหตุการณ์เกิดก่อนหน้าเราพบกันตั้งเนนาน ข้าพเจ้าจึงแน่ใจว่า เธอจะกักขังตัวเองในอุโมงค์แห่งความทุกข์ตรมตลอดกาล

“อยากฟังเรื่องโรแมนติกไหม”

ข้าพเจ้าพยักหน้า หลังจากนั้น ลำนำแสนเศร้าก็ถูกขับขานโดยคนรักของข้าพเจ้า

“นานมาแล้ว เด็กหญิงคนหนึ่งซื้อหนังสือเป็นของขวัญสำหรับตัวเอง เธอเลือกหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งทุกบรรทัดบรรจุความใฝ่ฝันอันละมุนละไม ความงดงามของวัยเยาว์ เธอปรารถนาพักพิงในดินแดนเทพนิยาย ที่มวลความทุกข์ยากถูกขจัดด้วยคทากายสิทธิ์ แหละโลกทั้งใบอวลกลิ่นหอมของสะระแหน่ แทนที่เมฆจะโปรยปรายเม็ดฝนต้นฤดูมรสุม กลับหยาดโปรยกลีบเอื้องผึ้งจันทร์ผาดารดาษ ในห้วงเวลาใกล้เคียง อาจจากร้านหนังสือแห่งเดียวกัน เด็กหนุ่มคนหนึ่งก็เลือกหนังสือเรื่องนั้นมอบให้หญิงสาวของเขา เด็กหญิงแหละเด็กหนุ่มเลือกซื้อหนังสือเล่มเดียวกัน เพียงเหลื่อมด้วยกาลเวลา หรือบางที ระยะเวลาดังกล่าวอาจเหลื่อมกันไม่ถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำ ใครคนหนึ่งอาจหยิบหนังสือก่อน ทว่าห้วงยามนั้น ทั้งสองต่างไม่ตระหนักถึงการดำรงอยู่ของอีกฝ่าย อย่างไรก็ตาม หลายปีให้หลัง เวลาของเด็กหญิงกับเด็กหนุ่มก็เคลื่อนมาทบกัน การรำลึกได้ถึงความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นเพราะหญิงสาวอีกคนหนึ่ง”

ข้าพเจ้าจนมุมในกับดักเรื่องเล่าเรื่องนี้ ข้าพเจ้าไม่กล้าสบตาคนรัก ไม่ใช่ห้วงยามเหมาะสม หากมีน้ำตาจากสองทำนบ จับตัวเยือกแข็งจนฉุดอุณหภูมิภายในห้องซึ่งหนาวเหน็บอยู่แล้วให้ลดต่ำลงอีก

ก่อนเข้านอน ข้าพเจ้ากดรีโมตเปิดโทรทัศน์ช่องบลูสกายให้คนรัก เป็นสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าพอจะทำเพื่อเธอได้ ข้าพเจ้าหลับ​ ๆ​ ตื่น​ ๆ​ตลอดคืน หนหนึ่งสะดุ้งหลุดจากฝัน เมื่อปืนในมือชายชุดดำลั่นกระสุนดังเป็นเสียงนกหวีด สังหารผู้คนดับตายเกลื่อนถนน รุ่งเช้าข้าพเจ้ากับคนรักออกบ้านพร้อมกัน ข้าพเจ้าขับรถเลี้ยวซ้ายมุ่งไปหาเด็กสาวแห่งอดีต ส่วนเธอเคลื่อนรถไปทางขวา คนรักของข้าพเจ้านัดพบเพื่อนที่ถนนนิมมานเหมินทร์

 

3

ปลายเดือนพฤศจิกายน เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าทะเลาะกับคนรัก หลายปีที่คบหา เราอาจกระทบกระทั่งมึนตึงกันบ้าง ถือเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตคู่ การทิ้งก้นบุหรี่ไม่เลือกที่ของข้าพเจ้า เพื่อนที่หมั่นมาเยี่ยมเยียนไม่รู้เวล่ำเวลาของเธอ หนังสือข้าพเจ้าอ่านแล้วไม่เก็บวาง หนี้บัตรเครดิตที่เธอต้องตามจ่าย เราอยู่กับสิ่งเหล่านี้ อดทนต่อบางสิ่งแหละเริ่มคุ้นชินบางอย่าง ตลอดมาไม่มีสักครั้งกับการทุ่มเถียงปะทุอารมณ์ ผิดกับหนนี้ คนรักบรรจุกระสุนหมายชีวิตในคำพูด ข้าพเจ้าหาแตกต่างไม่ ทุกถ้อยคำเราเล็งใส่จุดตาย ราวต่อรบศัตรูเกลียดแค้นหลายชาติภพ

เจ็ดร้อยกิโลเมตรห่างออกไป ผู้คนนัดหมายรวมตัวขับไล่ความชั่วร้าย ทวงคืนคุณธรรมที่สาบสูญ ข้าพเจ้าซุกความดีงามในหลืบลึกสุดของลิ้นชัก ทว่าคาดไม่ถึง รยางค์แห่งความดีเหยียดยื่นขาแขนมาถึงบ้านของเรา ภาพจากเคเบิลทีวีปลุกเร้าความรักชาติ ไวรัสความรักโดยสารคลื่นเสียงนกหวีดระบาดลาม คนรักข้าพเจ้ารับโทรศัพท์ ตอบรับคำเชิญของเพื่อน เธอบอกว่าเราสามารถแสดงความรักชาติได้ไม่จำกัดสถานที่ บัดนี้เวทีแสดงออกถูกยกมาวางใกล้ เธอจะไม่พลาดมัน

ข้าพเจ้านึกถึงลำเหมืองท้ายบ้าน สายน้ำทอดเอื่อยแทบไม่เห็นการทยอยตัวของคลื่น กว่าจะตระหนักถึงแรงกระเพื่อมใต้น้ำ ตลิ่งก็ถล่มลงต่อหน้า ข้าพเจ้าเปิดเผยตลอดมาว่าเลือกยืนฝั่งใด เรื่องสั้นเขียนขึ้นสี่ร้อยสิบแปดชิ้นหลังเสมือนคำประกาศความรู้สึก คนรักข้าพเจ้าภายหลังอ่านจบ เลือกวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะตัวบท ถ้าเช่นนั้นด้วยเหตุใดกัน กับเรื่องสั้นชิ้นที่สี่ร้อยสิบเก้า เธอจึงขยับขยายปริมณฑลไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก

“ชีวิตมนุษย์มีค่า ต่อให้จุดยืนแตกต่างสุดขั้ว แผกผิดอุดมการณ์แหละความใฝ่ฝัน ภาพผู้คนล้มตายที่ภาคใต้ ข่าวมวลชนไม่ว่าฝ่ายใดถูกล้อมปราบ เมื่อรับรู้ว่ามีคนบาดเจ็บตกตาย ผมเจ็บปวดทุกครั้ง หลายคืนผมต้องใช้ยาระงับประสาท เพราะไม่สามารถข่มตาหลับ แม้แต่ตอนหลับนอน ฝันร้ายยังหลอนคุกคาม”  

“คุณมีข้ออ้างสวยหรูเสมอ ฉันไม่มีทางโต้เถียง ฉันรู้ว่าคุณมีอคติ คุณโป้ปดตัวเองหรือคนอื่นได้ ยกเว้นกับฉัน”

“การเลือกเขียนเฉพาะบางเหตุการณ์ มิได้หมายถึงผมไม่นำพาเรื่องราวอันพ้นไปจากนี้”

ก้นบุหรี่ถูกทิ้งไม่เลือกที่ กลายเป็นดินปืนอัดหัวกระสุน เธอเล็งใส่ข้าพเจ้า ทำนองเดียวกัน ข้าพเจ้าใช้ข้อบกพร่องของเธอ ยิงตอบโต้เอาคืน ข้าพเจ้าแน่ใจประการหนึ่ง อนาคตแม้นก้าวข้ามสถานการณ์เช่นนี้ไปด้วยกันสำเร็จ คนรักก็ไม่มีวันอ่านงานเขียนของข้าพเจ้าอีก

 

4

ต่อการปรากฏตัวอย่างกระทันหันของข้าพเจ้า หญิงสาวดูเยือกเย็น ไม่มีท่าทีตื่นตกใจแม้แต่น้อย เป็นไปได้ว่าเธอคาดการณ์ล่วงหน้า ในเมื่อข้าพเจ้าเลือกหายตัวอย่างลึกลับ ไร้ถ้อยคำอำลา วันหนึ่งในอนาคตห่างไกล ข้าพเจ้าย่อมหวนคืนอย่างลึกลับแหละไร้สุ้มเสียงพอกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอใช้ชีวิตอยู่กับความงุนงงสงสัย ข้าพเจ้าเพียงมอบหนังสือเล่มหนึ่งต่างหน้า จนกระทั่งถึงขวบปีที่ยี่สิบสอง  

ขณะข้าพเจ้ายืนละล้าละลัง​ มือไม้เปะปะวางไม่ถูก เธอกลับยุติความขลาดเขินด้วยการเปิดบทสนทนา

“หนังสือที่นายให้ เราอ่านจบแล้วนะ ยังเก็บไว้ ไม่หายไปไหน”

“ดีใจที่เธออ่านมัน”

“นายล่ะ ได้อ่านหรือยัง” เธอถามข้าพเจ้า

“ยัง”

นี่คือวันครบรอบวันเกิดเธอ วันเดียวกันนี้เมื่อยี่สิบสองปีที่แล้ว ก่อนจะจากไป ข้าพเจ้ามอบหนังสือให้เธอ ไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนเธอล่วงหน้า การจากลาของข้าพเจ้าคือแผ่นดินไหวที่ศูนย์เตือนภัยไม่สามารถดักจับความสั่นสะเทือน เธอเอ่ยว่า ณ ความรุนแรงระดับ 6.8 ริกเตอร์ บางอย่างในตัวเธอพังทลาย           

“รับคืนไปสิ นายจะได้เริ่มอ่าน”  

เธอยื่นหนังสือเล่มนั้น ข้าพเจ้ารับมาแหละเปิดไปยังหน้าที่ระบุเลขครั้งที่ตีพิมพ์

“เก็บหนังสือกับตัวตลอดเลยหรือ” ข้าพเจ้าถาม

“อืม”

“มันสายไปแล้วใช่ไหม”

“เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่หลังจากวันนี้ ให้นายถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นชดเชยวันเวลาที่ผ่านมา”

“อีกยี่สิบสองปีข้างหน้า...”  

ข้าพเจ้าตระหนักชัดว่าเธอรอคอยข้าพเจ้าอยู่เสมอ อีกยี่สิบสองปี ข้าพเจ้ากับเธอจะอายุครบหกสิบ การอำลาจากกันในขณะนี้ เป็นวิธีแช่แข็งหัวใจประการเดียว ที่จะทำให้เราเก็บรักษามิตรภาพมั่นคงตลอดกาล ทั้งที่ข้าพเจ้าทราบแก่ใจว่ายี่สิบสองปีข้างหน้าไม่มีวันมาถึง ทว่าข้าพเจ้าก็ให้คำมั่นกับเธอว่าจะหวนกลับ จนกระทั่งข้าพเจ้าเดินจากมา เธอก็มิได้เอ่ยถามสาเหตุชักนำข้าพเจ้าพรากจากเธอในคราวแรก ขณะที่บางอย่างในตัวเธอพังทลาย ข้าพเจ้าก็สูญเสียบางสิ่ง

ฉีกหน้าที่ระบุเลขครั้งที่ตีพิมพ์ออกแล้วพับใส่กระเป๋าเสื้อ ข้าพเจ้าส่งหนังสือคืน

“ตั้งแต่ถูกเขียนขึ้นมา หนังสือเล่มนี้พิมพ์ซ้ำยี่สิบครั้งแล้ว”

“นายไม่เอากลับไปอ่านหรือ”

“ฝากเก็บไว้ก่อน”

 

5

ขณะนั่งดูข่าวโทรทัศน์ อยู่​ ๆ​ ก็ได้ยินเสียงแมวร้องแว่วไม่ไกล ข้าพเจ้ากับคนรักตามหาไปทั่ว พบว่ามันขดตัวในตะกร้าผ้ารอซัก ข้าพเจ้าเกลียดการเลี้ยงสัตว์  

“โถ! แมวน้อยน่าสงสาร สั่นเทาอย่างนี้ท่าทางจะหนาว”  

คนรักอุ้มแมวขึ้นกอดหอม ข้าพเจ้าคิดว่าคำพูดคนรักประดักประเดิด กล่าวอย่างผิดที่ผิดทาง ข้าพเจ้าเชื่อมโยงแมวเข้ากับผู้คนในประเทศ แมวเป็นสัตว์มีขนปกคลุม อาการสั่นเทาเป็นแค่ดรามาของมัน ไม่เกี่ยวอะไรกับความหนาวเย็น

“เลี้ยงมันเถอะนะ”

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว แมวทุกตัวเหมือนกันหมด ข้าพเจ้าไม่สามารถจำแนกแมวเปอร์เซียออกจากแมวไทยหรือแมวอะบิสซิเนียน ดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าแมวตัวที่คนรักอุ้มเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย

ข้าพเจ้ากับคนรักกลับมานั่งดูโทรทัศน์ แมวหมอบบนตักเธอ ผู้สื่อข่าวรายงานเหตุการณ์ชุมนุมที่กรุงเทพฯ คนรักจดจ่ออยู่กับคำกระตุ้นปลุกเร้าของแกนนำ ขณะที่ข้าพเจ้าคิดเรื่องแมว

“น่าประหลาดนะ คืนเมืองหลวงมืดหม่นไร้แสงสว่างแม้นจากดวงไฟนีออน แมวตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวยังบ้านหลังหนึ่งในจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ”

“คุณมีพรสวรรค์เชื่อมโยงเรื่องราวสองเรื่องซึ่งไม่เกี่ยวเนื่องให้เข้ากัน หรือพูดอีกอย่างคือคุณเป็นอีมัลซิฟายเออร์ประสานน้ำกับน้ำมัน” ข้าพเจ้าโดนถากถาง  

“มันเป็นแมวดำ”      

“ไม่คิดว่าคุณจะเชื่อเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้” เธอตำหนิ  

ข้าพเจ้าตั้งชื่อสมาชิกรายใหม่ของครอบครัวว่า ‘แมว’ ทีแรกคนรักไม่เห็นด้วย เธออยากเรียกมันด้วยชื่ออื่น... เหมียวซิลา สีนิล มุกดำ สำลี เขี้ยวขาว ข้าพเจ้าต่อรอง เธอเลี้ยงมันได้ต่อเมื่อข้าพเจ้าเป็นคนตั้งชื่อ

คนรักข้าพเจ้า​กดรีโมตโทรทัศน์ เปลี่ยนช่องติดตามความคืบหน้าการชุมนุม แกนนำย้ำชัดไม่เอาการเลือกตั้ง ทหารแถลงไม่คิดปฏิวัติ    

“แมวไปเกี่ยวอะไรด้วย”        

เธอถาม เมื่อข้าพเจ้าเล่าความตั้งใจเขียนเรื่องสั้นชิ้นที่สี่ร้อยยี่สิบให้สำเร็จ หลังจากมองแมวแล้วเกิดแรงบันดาลใจ  

“แมวดำเป็นความเชื่อคนตะวันตก สำหรับคนไทยปักดำทำนา น้ำฝนคือน้ำเทวดา มนุษย์ลุ่มฟ้าถือเคล็ดฝนตกแมวร้อง”

ข้าพเจ้าหมายใจเขียนเรื่องชาวนาผู้ยากไร้ ด้วยศึกษาข้อมูลแหละติดตามโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ท่ามกลางกระแสคัดค้าน ข้าพเจ้าเห็นความตั้งใจเขยิบฐานะชาวนาลืมตาอ้าปาก    

“ถึงอย่างไร คุณก็ไม่คิดจะกลับมาอ่านงานของผมอยู่แล้วนี่”

“อาหารแมว กระบะ ทราย เบาะนอน อะไรจำเป็นอีกล่ะ”  

คนรักข้าพเจ้าจดรายการสิ่งของต้องซื้อ ข้าพเจ้าขณะร่วมรักกับคนรัก ความตื่นเต้นทบทวี ด้วยถูกจับจ้องโดยดวงตาอีกคู่ที่เรืองประกายวาบวามในความมืด

 

  • รวมเรื่องสั้น เขต Like กระสุนจริง, สำนักพิมพ์บุราคุมิน (ค.ศ. 2014)

Author Avatar
เด็กชายจากหุบตะวัน
คนเขียน​ คนอ่าน คนดูหนัง คนดูดบุหรี่ แหละเป็นอะไรแหละไม่เป็นอะไรอีกเยอะแยะ

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ