
กลวิธีการอำพรางวิชาไสยศาสตร์
วิชากำลังภายในจีน เพียงดูกระบวนท่าก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นของสำนักไหน
วิชาไสยศาสตร์ของสยามเอง ก็น่าจะสามารถรู้ได้ว่าเรียนมาจากตฝสำนักรึตำราไหนเช่นกัน โดยดูจากวิชาที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาคาถา การจัดวางตำแหน่งอักขระในกรอบยันตร์ รึแม้แต่การออกแบบลักษณะยันตร์ ที่แต่ละสำนักจะมีลักษณะและจุดเด่นที่แตกต่างกันไป หากเป็นผู้รอบรู้ แค่เห็นครู่เดียวก็จะทราบได้ทันทีว่าวิชานั้นเรียนมาจากที่ไหน
อย่างในเรื่องขุนช้างขุนแผน ครั้งที่นางทองประศรีพาบุตรชายพลายแก้วหลบหนีอาญามาอยู่ที่กาญจนบุรี นางได้หอบเอาตำราไสยศาสตร์ของขุนไกรผู้เป็นสามีที่ต้องโทษประหารติดตัวไปด้วย ทว่านางกลับไม่เคยนำมาใช้สอนให้พลายงามเลย กระทั่งหลายปีต่อมาจึงได้นำออกมาใช้สอนใก้พลายงามผู้เป็นหลานจนชำนาญแทน ซึ่งจุดนี้แสดงให้เห็นว่าสตรีชาวสยามแต่โบราณก็มีความรู้ในทาวไสยศาสตร์มากพอๆ กับบุรุษ จึงสามารถถ่ายทอดวิชาจากตำราให้ผู้อื่นจนชำนาญได้เช่นกัน
การที่นางทองประศรีไม่นอมสอนวิชาของขุนไกรให้กับพลายแก้วนั้น อาจเป็นเพราะเกรงว่าเมื่อพลายแก้วเข้ารับราชการ แล้วได้แสดงวิชาไสยศาสตร์ต่อหน้าคนหมู่มากในราชสำนัก อาจมีคนจำได้ว่าเป็นวิชาของขุนไกรและเกิดความสงสัยต่อประวัติของพลายแก้ว ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้รับการอภัยโทษ หากมีการสืบจนรู้ว่าพลายแก้วว่าเป็นบุตรของขุนไกรก็อาจถูกจับตัวได้ นางทองประศรีจึงไม่ยอมสอนให้
อาจด้วยเหตุนี้เอง ในสายวิชาสักยันตร์ จึงมีการคิดค้นวิธีการสักน้ำมันขึ้นมา เพื่อใช้ปกปิดลักษณะของยันตร์ไม่ให้ใครมองเห็น ซึ่งวิธีนี้นอกจากใช้ปกปิดไม่ให้เห็นว่าเป็นยันตร์จากสำนักไหนแล้ว ยังทำให้ดูไม่เป็นจุดเด่นให้ใครสังเกตอีกด้วย เพราะไม่เห็นรอยสัก จึงดูเหมือนคนทั่วไป เหมาะกับการแฝงตัวมากทีเดียว

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น