ความผูกพันของหมาตัวนั้นกับชายสูงวัย
ลูกหมาตัวนั้นถูกเลี้ยงด้วยชายสูงวัยคนหนึ่ง เขาเลี้ยงด้วยความรัก หัวใจอันบริสุทธิ์ที่มีต่อสัตว์เลี้ยงตัวนั้นราวกับเป็นลูกแท้ๆ และความรักนั้นก็อยู่กับเขาในทุกๆวัน ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา เขามักจะทำตัวยุ่งอยู่ภายในครัวเสมอ เสียงหม้อ และทัพพีส่งเสียงดังออกมาภายนอก เป็นเสียงที่หลายคนมักจะคุ้นเคยกับเสียงนั้นเป็นอย่างดี เป็นเสียงที่ชายคนนั้นกำลังปรุงอาหารเพื่อหมาที่เขารัก เมื่อกลิ่นหอมฟุ้งนั้นส่งกลิ่นออกไปข้างนอก เจ้าหมาตัวนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปภายในครัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่ายหางไปมาด้วยความเคยชินที่ทำแบบนั้นเป็นประจำ เมื่อชายสูงวัยผู้นั้นมองเห็นหมาตัวนั้นวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางที่เขามักจะเห็นเป็นประจำ เขาจึงรีบปิดเตาแก๊ส พร้อมกับวางทัพพีลง และรีบเดินไปหาหมาตัวนั้น พร้อมกับเรียกชื่อที่คุ้นเคยว่า ฝรั่ง และนั่นคือชื่อของหมาที่เขารักและเอ็นดูเป็นอย่างมาก
ทุกๆเช้าเขามักจะทำเช่นนั้นเสมอ และวันนี้ก็เช่นกัน หลังจากปรุงอาหารเรียบร้อยแล้ว เมื่ออาหารเริ่มเย็น เขาจึงตักอาหารไปใส่ในถ้วยที่เตรียมเอาไว้ พร้อมกับเรียกชื่อ ฝรั่ง อีกครั้ง
"ฝรั่ง มากินข้าวเร็ว"
ฝรั่งจึงรีบกินด้วยความเอร็ดอร่อย พร้อมกับส่ายหางไปมา เมื่อกินเสร็จ ชายผู้นั้นจึงเดินออกไปนอกบ้าน พร้อมกับจอบคู่ใจ เขากำลังเดินมุ่งหน้าไปยังสวนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของตัวบ้าน ทุกวันเขามักจะใช้เวลาในการปลูกต้นไม้ ปลูกพืชผักสวนครัวที่เขารัก วันนี้ก็เช่นกัน เขาเริ่มลงมือขุดดินเป็นแปลนสำหรับปลูกผักคะน้าจำนวน 2 แปลง และนับว่าเป็นความโชคดีที่วันนี้อากาศไม่ค่อยร้อน ลมเย็นสบาย การทำงานวันนี้จึงราบรื่นดี และไม่รู้สึกเหงา แม้ว่าจะต้องลงมือทำเพียงลำพัง แต่ข้างๆแปลงผักนั้นยังมีเจ้าฝรั่งนั่งมองด้วยความรักและความห่วงใยต่อเจ้าของ ความรักและความห่วงใยที่เจ้าฝรั่งแสดงออกมามักจะเป็นในรูปแบบการอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าชายสูงวัยคนนี้จะไปที่ไหน เจ้าฝรั่งก็มักจะตามไปด้วยเสมอ อีกทั้งยังเป็นเพื่อนที่ดีที่คอยอยู่เคียงข้าง เป็นอีกหนึ่งความอบอุ่นที่ชายสูงวัยรับรู้ เขาจึงรู้สึกรักและเลี้ยงดูแลราวกับเป็นลูกคนหนึ่ง
เมื่อทำงานเสร็จชายสูงวัยจึงรีบกลับเข้าบ้านเพื่ออาบน้ำชำระล้างร่างกาย และออกไปนั่งทานข้าวที่เขาทำเอาไว้ เขามักจะทำเช่นนี้อยู่เสมอ มักจะทานข้าวหลังจากที่ทำกิจวัตรประจำวันในทุกๆเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยที่มีเจ้าฝรั่งมานั่งมองเวลาเขาทานข้าวในทุกเช้า และเขาก็มักจะเอาเศษเนื้อแบ่งให้กับเจ้าฝรั่งอยู่เสมอ ภาพของชายสูงวัยและหมาที่อยู่เคียงข้างกายมักจะสร้างภาพความทรงจำให้กับผู้คนที่ผ่านไปมาอยู่เสมอ แม้ว่าทุกคนจะมองว่าดูน่ารัก แต่ลึกๆแล้วชายสูงวัยกลับซ่อนความรู้สึกมากมายเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เขายังคงใช้ชีวิตในทุกๆวันราวกับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ทั้งที่ความรู้สึกข้างในเขารับรู้ดีว่ากำลังมีบางอย่างที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป แต่เขาก็พยายามหยุดความคิดเหล่านั้นเพื่อกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน เขามองไปที่หมาที่เขาเลี้ยงมาเกือบ 4-5 ปี ก่อนจะเบนสายตาไปยังทุ่งนาที่กว้างใหญ่ พร้อมกับจ้องมองไปที่พื้นดินที่ถูกเตรียมสำหรับหว่านข้าวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เขาเป็นคนที่ค่อนข้างสันโดษและเลือกใช้ชีวิตด้วยความเรียบง่าย จนสุดท้ายตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ที่ทุ่งนา ในขณะที่บ้านหลังใหญ่ที่เคยปลูกเอาไว้ในหมู่บ้านนั้นมีเพียงภรรยาของเขาที่อยู่เพียงลำพัง ซึ่งอาจจะมีบ้างที่เขาไปทานข้าวร่วมกับภรรยาที่บ้าน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นภรรยามากกว่าที่เป็นฝ่ายเดินทางมาที่ทุ่งนา เพราะอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก จริงๆแล้วทั้งคู่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน เพียงแค่ชายสูงวัยชื่นชอบความเป็นธรรมชาติ เขาจึงตัดสินใจมาสร้างบ้านที่ทุ่งนา โดยที่บ้านหลังดังกล่าวยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์เท่าที่ควร แต่เขาก็เลือกที่จะใช้ชีวิตในรูปแบบที่เรียบง่าย ภาพระหว่างชายสูงวัยและหมาตัวโปรดที่มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันจึงกลายเป็นภาพความทรงจำของผู้คนในหมู่บ้านเสมอ
สายตาที่เขามองไปยังทุ่งนาที่ถูกเตรียมดินเอาไว้นั้นกำลังบ่งบอกบางอย่างที่สะท้อนออกมาทางแววตา และคงมีเพียงแค่หมาตัวโปรดที่อยู่ข้างกายเท่านั้นที่รับรู้ได้ และในขณะนั้นก็มีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว เขาเพียงแค่พูดออกมาราวกับคนเพ้อด้วยความกลัวบางอย่างกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
"ถ้าไม่ได้กลับมาที่นี่อีก ทุ่งนานี้จะเป็นยังไงนะ"
"ทุกคนที่มีชีวิตอยู่จะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป"
สิ้นคำพูดดังกล่าว น้ำใสๆที่ขอบตาก็เรียกสติให้เขาหันกลับมามองที่หมาตัวโปรดข้างกายอีกครั้ง พร้อมกับคำพูดอันแผ่วเบา
"ถ้าไม่ได้เจอกันอีกจะเป็นยังไงนะ"
"จะลืมกันหรือไม่"
เขาสามารถพูดออกมาได้เพียง 2 ประโยคเท่านั้น จากนั้นอาการไอก็เริ่มกำเริบอีกครั้ง เขาไอติดต่อกันเป็นเวลานานจนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ในขณะที่เจ้าฝรั่งก็เริ่มส่งเสียงเห่าไม่หยุดเช่นกัน พร้อมกับแสดงอาการตกใจและวิ่งไปมารอบตัวชายสูงวัย ราวกับมันรับรู้ได้ว่า เจ้าของนั้นกำลังมีอาการเป็นอย่างไร เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นนานพอสมควร จนอาการเริ่มทุเลาลง ชายสูงวัยจึงตั้งสติอีกครั้งพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ เขาพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นอีกครั้งก่อนจะเดินเข้าไปหาเจ้าฝรั่งซึ่งส่งเสียงร้องและพยายามแลบลิ้นเลียบริเวณแขนของเขาไม่หยุด เขาใช้มืออันสั่นเทาลุบหัวเจ้าฝรั่งไปมาด้วยความอ่อนโยน แม้ว่าใบหน้าจะแดงก่ำเพราะอาการไอกำเริบ แต่เขากลับมีรอยยิ้มที่สวยงามเพื่อมอบให้กับหมาตัวโปรดที่เขาเลี้ยงมาเป็นอย่างดี
เมื่ออาการไอทุเลาลง เอาจึงเก็บอาหารที่ทานไม่หมดไว้ในตู้กับข้าว ก่อนจะเดินออกไปยังทิศทางที่เขาเคยนั่งมอง เขาเดินไปเรื่อยๆจนถึงสระน้ำขนาดใหญ่ สองขาก้าวเดินไปข้างหน้าช้าๆ พร้อมกับมองทุกอย่างที่เขาตั้งใจปลูกเอาไว้เป็นอย่างดี เขาใช้เวลาเพื่อซึมซับกับบรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นเหมือนเช่นเคย แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกใจหายแปลกๆ และมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวในแบบที่เขาไม่เข้าใจตัวเองเช่นกันว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น เขาพยายามสลัดความคิดดังกล่าวทิ้งไป พร้อมกับนั่งลงข้างริมสระ และมองไปยังฝูงปลาที่กำลังแหวกว่ายไปมา เขาเผลอยิ้มออกมาด้วยหัวใจที่พองโตอีกครั้ง ฝูงปลาที่เขาตั้งใจเลี้ยงมาเป็นอย่างดีกำลังเยียวยาหัวใจที่แห้งเหี่ยวกับความคิดบางอย่าง และในขณะเดียวกันเจ้าฝรั่งก็นั่งลงข้างๆเขาพร้อมกับพยายามใช้ลิ้นเลียไปมาที่แขนของเขาเหมือนเช่นเคย การกระทำดังกล่าวทำให้เขายิ้มกว้างมากกว่าเดิมจนลืมเรื่องราวที่ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อสักครู่ไปอย่างง่ายดาย เขาใช้เวลาเพื่อนั่งชมความสวยงามของธรรมชาติรอบกายเป็นเวลานานก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นและเดินไปคว้าจักรยานคันโปรดเพื่อปั่นจักรยานไปยังหมู่บ้าน พร้อมกับมีเจ้าฝรั่งวิ่งตามไปด้วยความร่าเริงอีกครั้ง
ทันทีที่เขาปั่นจักรยานคันโปรดมาถึงบ้านหลังใหญ่ ภรรยาของเขาก็เดินออกมาจากบ้านพร้อมกับถาดอาหารในมือ เขามองไปที่อาหารนั้นก่อนจะยิ้มกว้างออกมา ภรรยาเขามักจะเตรียมอาหารที่เขาชื่นชอบเอาไว้เสมอ มื้อนี้ก็เช่นกัน เขาชื่นชอบการทานกุ้งเป็นอย่างมาก และวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูที่เขาชื่นชอบ นั่นก็คือ กุ้งย่างพร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู้ด ในขณะที่เขากำลังชื่นชมภรรยาที่เตรียมอาหารเอาไว้ให้เป็นอย่างดี เจ้าฝรั่งก็รีบวิ่งเข้าไปหาภรรยาของเขาด้วยความดีใจ พร้อมกับส่ายหางไปมาไม่หยุด ภรรยาของเขาหัวเราะพร้อมกับหยิบกุ้งตัวโตให้กับเจ้าฝรั่ง 1 ตัว จากนั้นทั้งสองคนจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะทานข้าวนอกบ้าน ก่อนจะเริ่มลงมือทานข้าวด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย
การทานข้าวมื้อนี้เหมือนจะเป็นเรื่องปกติเช่นเดิมในทุกๆวัน แต่วันนี้ภรรยาของเขารับรู้ถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไปจึงเริ่มสอบถามอาการเบื้องต้นจากที่เคยรับรู้มาบ้างว่า สามีของเธอนั้นมีอาการไอกำเริบเป็นระยะในช่วงนี้
"วันนี้เป็นยังไงบ้าง ยังไอหนักเหมือนเดิมไหม"
ชายสูงวัยมองหน้าภรรยาตัวเองอีกครั้งก่อนจะพูดในสิ่งที่เขาตัดสินใจมาเป็นอย่างดี
"วันนี้มีอาการไอหนักกว่าเมื่อวาน เมื่อคืนก็แทบจะไม่ได้นอน พ่อตัดสินใจแล้วว่าจะไปหาหมอ จะได้รักษาอย่างต่อเนื่อง"
เมื่อภรรยาได้ยินคำพูดเหล่านั้น เธอถึงกับยิ้มออกมาด้วยความสบายใจและแอบกังวลใจเช่นเดียวกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้สามีเธอไม่ยอมไปหาหมอ แม้ว่าจะมีอาการเจ็บป่วยบ้าง แต่ครั้งนี้กลับยอมที่จะไปรักษาตัว ซึ่งเธอก็พอจะคาดเดาได้ว่า อาการน่าจะหนักมากกว่าที่เคยเป็นมา จนทำให้เธอรู้สึกกังวลใจกับการรักษาในรอบนี้เช่นเดียวกัน เธอจึงพูดกับสามีเพื่อให้กำลังใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
"ดีแล้ว จะได้รักษาให้หาย ลูกๆจะได้ไม่เป็นห่วง"
สิ้นคำพูดของภรรยา กลับมีบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เขานึกถึงลูกทั้ง 3 คน ซึ่งลูกๆทุกคนต่างก็ห่วงใยเขาในเรื่องนี้มาก ทุกคนพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาไปหาหมอมาโดยตลอด แต่เขากลับเลือกที่จะปฏิเสธการรักษา เพราะคิดว่าร่างกายตัวเองยังแข็งแรงดี แต่ในเวลานี้เขากลับไม่มั่นใจเลยว่า ปัญหาสุขภาพที่เขากำลังเผชิญหน้านั้นจะทำให้เขามีเวลาอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกนานแค่ไหน เมื่อนึกถึงความทรงจำในอดีต ขอบตาก็เริ่มร้อนผ่าว เขาพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล และเปลี่ยนประเด็นการสนทนาเพื่อไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา
"กับข้าววันนี้อร่อยมากเลยนะแม่ พ่อขอบใจมาก ดูเจ้าฝรั่งกินไม่หยุดเลย"
ภรรยาของเขารู้ดีว่าสามีของเธอพยายามฝืนเพื่อให้เธอสบายใจ และเธอก็ไม่อยากทำให้สามีลำบากใจหรือคิดมากเช่นเดียวกัน เธอจึงแสดงออกราวกับไม่มีอะไรปิดบังในความรู้สึก และใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อทานข้าวด้วยกันให้กลายเป็นช่วงเวลาดีๆ โดยพยายามละทิ้งความกลัวต่างๆที่เกิดขึ้นในความรู้สึกให้หายไป
2 วันต่อมา
หลังจากที่ชายสูงวัยตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ทุกอย่างกลับทำให้เขาเกิดความกังวลมากขึ้นกับผลการตรวจเบื้องต้น ซึ่งเขาจำเป็นต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากต้องรอผลตรวจบางอย่าง และเขายังคงมีอาการที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ซึ่งเขาเองก็รับรู้ได้เช่นเดียวกันว่า ทุกคนในครอบครัวต่างก็เป็นห่วงและมีความกังวลใจเป็นอย่างมาก ตลอดระยะเวลาที่เขารักษาตัว เขารับรู้ได้ว่าอาการตัวเองเริ่มแย่ลงและอาจจะไม่มีทางดีขึ้น แต่ลูกๆทั้ง 3 คนกลับมีความกังวลมากขึ้น และตัดสินใจพาเขาไปรักษาตัวที่อื่น เนื่องจากมีผลการตรวจเบื้องต้น จึงสามารถใช้ผลการตรวจดังกล่าวไปใช้เพื่อรักษาต่อ และการย้ายโรงพยาบาลครั้งนี้ก็ทำให้เขามีอาการดีขึ้น ซึ่งเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น เป็นเพียงการทำให้อาการทุเลาลง โดยการวินิจฉัยออกมาเรียบร้อยแล้วว่าไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่สามารถประคับประคองให้อยู่ได้นานมากขึ้น เมื่อชายสูงวัยรับรู้ผลวินิจฉัยบางอย่าง เขาเริ่มกลัวและไม่แน่ใจแล้วว่า การรักษาตัวครั้งนี้เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตที่บ้านอีก เพราะอาการป่วยที่เขากำลังเผชิญนั้นค่อนข้างรุนแรง เขาป่วยเป็นโรคตับแข็ง และมีภาวะน้ำท่วมปอด ซึ่งต้องทำการเจาะเอาน้ำออกจากปอดเป็นระยะ เพื่อช่วยให้เขาหายใจได้ดีขึ้น และไม่มีอาการไอแบบรุนแรงเหมือนที่ผ่านมา
แต่ตลอดระยะเวลาที่เขารักษาตัวนั้น ร่างกายเขาก็เริ่มเหนื่อยล้าลงเช่นกัน เนื่องจากร่างกายได้รับยาเป็นจำนวนมาก สภาวะน้ำในปอดไม่ดีขึ้น จึงส่งผลให้เขาหายใจลำบากมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องเจาะเพื่อเอาน้ำออกจากปอดเช่นเดิม การรักษายังคงเป็นเช่นนั้นต่อไปเรื่อยๆ จนชายสูงวัยรับรู้ดีว่า เขาอาจจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะเขากำลังเผชิญกับอาการเจ็บป่วยที่รักษาไม่หาย แต่ทำได้เพียงแค่บรรเทาอาการไปวันๆเท่านั้น และวันนี้ทางคุณหมอได้ทำการเจาะเอาน้ำออกจากปอดอีกครั้งเหมือนที่ผ่านมา เขาเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง และอยากกลับไปพักฟื้นที่บ้านลูกสาวก่อนที่จะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด เนื่องจากโรงพยาบาลที่ย้ายมารักษาตัวนั้นค่อนข้างอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิด ดังนั้นการเดินทางกลับไปพักฟื้นที่บ้านลูกสาวจึงเป็นทางเลือกที่เขาตัดสินใจเอง เมื่อสอบถามอาการกับทางคุณหมอเรื่องขอออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับไปพักฟื้นเรียบร้อยแล้ว ชายสูงวัยและลูกสาวก็ได้เดินทางกลับไปพักฟื้นที่บ้านร่วมกัน ซึ่งการมารักษาตัวครั้งนี้มีเพียงชายสูงวัยและลูกสาวอีก 2 คนเท่านั้นที่เดินทางมาด้วย โดยที่ภรรยาของเขายังคงรอคอยอยู่ที่บ้าน เนื่องจากต้องมีภาระหน้าที่ที่ต้องจัดการที่บ้าน เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ทุกคนจึงสบายใจมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยการพาเขาออกจากโรงพยาบาลก็ช่วยให้จิตใจของเขาดีขึ้น เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องนอนอยู่บนเตียงทั้งวัน และทุกๆวันเขาก็ยังคงต้องทานยาตามเวลาเพื่อบรรเทาอาการอยู่เสมอ เขายังคงมีความหวังว่า ต่อให้รักษาไม่หาย แต่อย่างน้อยเขาก็อยากกลับไปให้ถึงบ้านเกิด แม้ว่าตอนนี้ร่างกายจะยังไม่แข็งแรงมากพอที่จะเดินทางไกล แต่เขาก็รู้สึกดีมากกว่าการนอนอยู่ในโรงพยาบาล
ตลอดระยะเวลาที่เขาพักฟื้นอยู่ที่บ้านลูกสาว ทุกอย่างยังคงปกติดี จนกระทั่งวันหนึ่งกลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เขามีอาการรุนแรงในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาช็อกและเกือบหมดสติจนลูกสาวต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอีกครั้ง และครั้งนี้ก็กลายเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่เขารักอีกต่อไป เนื่องจากเขาไม่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง จนทำให้สมองขาดออกซิเจนไปหล่อเลี้ยง การรักษาจึงถูกดำเนินไปด้วยวิธีการใส่ท่อเพื่อช่วยหายใจ ซึ่งเป็นวิธีการที่ชายสูงวัยปฏิเสธมาโดยตลอด และเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้หัวใจของทุกคนแตกสลายไปพร้อมๆกัน เนื่องจากอาการของเขารุนแรงมากกว่าที่เป็นมา การรักษาจึงเป็นเพียงวิธีการยื้อเพื่อให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปเท่านั้น และในที่สุดเขาก็เสียชีวิตในช่วงเวลาที่รับการรักษา ไม่มีแม้แต่คำกล่าวร่ำลาใดๆ ไม่มีแม้แต่คำพูด ซึ่งยังคงทิ้งร่องรอยของบาดแผลนั้นเอาไว้ ทุกคนในครอบครัวต่างร่ำไห้กับการสูญเสียครั้งนี้ แต่สิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อย่างชัดเจนว่า ความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์นั้นเป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้จริงๆ เพราะหลังจากที่นำร่างของชายสูงวัยกลับมาที่บ้านเกิดเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา ภายใต้ความเสียใจและเจ็บปวดกับการสูญเสียครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ทุกคนในครอบครัวที่เจ็บปวด แต่กลับมีเจ้าฝรั่งที่เจ็บปวดกับการสูญเสียครั้งนี้เช่นเดียวกัน
ภาพที่ทุกคนมองเห็นนั้นคือภาพที่เจ้าฝรั่งกำลังนอนเฝ้าอยู่หน้าโรงศพของชายสูงวัย พร้อมกับคราบน้ำตาที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนใบหน้า เป็นความจริงที่แสนจะเจ็บปวด เจ้าฝรั่งรับรู้ว่าเจ้าของของมันไม่อยู่แล้ว มันจดจำทุกอย่างที่เป็นเจ้าของได้ แม้กระทั่งเสื้อผ้าของคนที่จากไป มันนอนเฝ้าอยู่แบบนั้นทุกวันด้วยความเศร้า และเดินไปดมสิ่งของของผู้ที่จากไปด้วยความเจ็บปวด พฤติกรรมเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่า หมาที่ถูกเลี้ยงด้วยความรักนั้นรักเจ้าของยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด และยังคงเป็นเช่นนั้นจนกระทั่งถึงวันที่ต้องนำร่างอันไร้วิญญาณนั้นไปเผาตามพิธีทางศาสนา ในวันดังกล่าวเจ้าฝรั่งยังคงมีพฤติกรรมเช่นเดียวกันกับมนุษย์ มันวิ่งตามขบวนเคลื่อนศพไปอย่างช้าๆ ก่อนจะไปหยุดเพื่อยืนมองโรงศพนั้นอีกครั้งที่หน้าเมรุ และวิ่งออกไปจากบริเวณนั้นทันทีที่มีการเริ่มจุดไฟเผา
ภาพความทรงจำที่แสนจะเจ็บปวดนั้นถูกบันทึกเอาไว้ในความทรงจำที่เคยมีร่วมกันในวันวาน และเจ้าฝรั่งก็ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีจนวันสุดท้าย นั่นก็คือวันที่ทุกคนในครอบครัวต้องไปทำพิธีเพื่อเก็บกระดูกหลังจากทำพิธีเผาไปเรียบร้อยแล้ว เจ้าฝรั่งยังคงตามไปเช่นเดิม และสร้างความแปลกใจให้กับทุกคนที่กำลังทำพิธีร่วมกัน นั่นก็คือ เจ้าฝรั่งแทรกตัวเข้าไปอยู่ข้างๆกับลูกสาวของชายสูงวัย พร้อมกับหมอบตัวลงแล้วจ้องไปยังเศษกระดูกและขี้เถ้าจำนวนมาก ในขณะที่ทุกคนกำลังตั้งใจทำพิธี เจ้าฝรั่งก็นั่งนิ่งราวกับรับรู้ว่าทุกคนกำลังทำพีธีที่สำคัญ จนกระทั่งทุกอย่างดำเนินการไปจนเสร็จสิ้น เจ้าฝรั่งก็วิ่งกลับไปยังบ้าน พร้อมกับเข้าไปนอนขดตัวอยู่ข้างกล่องเสื้อผ้าของชายสูงวัยที่ถูกเก็บเอาไว้อย่างดี
ภรรยาของชายสูงวัยเห็นภาพดังกล่าวจึงเดินเข้าไปหา พร้อมกับเอื้อมมือไปลูบหัวแผ่วเบา แล้วพูดกับเจ้าฝรั่งด้วยความรักเหมือนที่ผ่านมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"พ่อไปสบายแล้วนะ แม่จะดูแลหนูต่อเอง"
ราวกับเสียงปลอบโยนนั้นคือน้ำชะโลมใจ และเจ้าฝรั่งก็รับรู้ถึงความเมตตาที่มีมาโดยตลอด ความอบอุ่นนั้นทำให้เจ้าฝรั่งไม่รอช้าที่จะลุกขึ้นยืนแล้วขยับตัวเข้าไปใกล้มากขึ้น จากนั้นจึงใช้ใบหน้าซุกเข้าหาอ้อมแขนที่คุ้นเคยอีกครั้ง ภรรยาของชายสูงวัยเห็นพฤติกรรมดังกล่าวจึงร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะเธอรับรู้ดีว่า ไม่ใช่แค่เธอที่เสียใจและเจ็บปวด แต่เจ้าฝรั่งก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับเธอ
หลังจากผ่านเหตุการณ์การสูญเสียนั้น เจ้าฝรั่งก็อยู่ไม่ห่างจากเธอเลย ไม่ว่าเธอจะไปไหน เจ้าฝรั่งก็มักจะวิ่งตามเสมอ มักจะคอยมองอยู่เสมอว่าเธอกำลังจะไปไหน และหากวันไหนที่เธอไปไหนโดยไม่ได้บอกกล่าว เจ้าฝรั่งก็จะมักจะวิ่งไปมา พร้อมกับส่งเสียงราวกับกำลังเรียกหา เมื่อเธอเห็นเป็นเช่นนั้นจึงรู้สึกผิดที่ทิ้งให้เจ้าฝรั่งรู้สึกไม่ดี เพราะมีบาดแผลจากเหตุการณ์ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป เมื่อเธอตระหนักได้เช่นนั้น เธอก็มักจะบอกกล่าวกับเจ้าฝรั่งทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปทำธุระที่ไหนก็ตาม และก็เป็นเรื่องแปลกราวกับเจ้าฝรั่งรับรู้ทุกอย่าง เพราะทุกครั้งที่เธอบอกกล่าวเจ้าฝรั่งจะนอนรออยู่ที่หน้าบ้านโดยไม่มีอาการกระวนกระวายใจเหมือนที่ผ่านมา และทุกครั้งที่เธอกลับมาถึงบ้าน เจ้าฝรั่งก็มักจะแสดงออกถึงความดีใจเสมอที่เธอกลับมา ทุกครั้งมันจะรีบวิ่งเข้าไปหาเธอ พร้อมกับกระโดดกอดและส่งเสียงร้องราวกับกำลังดีใจเป็นอย่างมาก เธอเองก็รู้สึกดีเช่นเดียวกัน เพราะเธอเองก็ไม่ได้รู้สึกเหงาเหมือนที่ผ่านมา แม้จะไร้สามีเคียงข้างกายเหมือนเมื่อก่อน แต่อย่างน้อยก็ยังมีเจ้าฝรั่งที่อยู่เคียงข้างเธอ ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและสัตว์เลี้ยงในเวลาเดียวกัน เธอจึงรู้สึกรักและผูกพันกับเจ้าฝรั่งมากขึ้น ไม่ว่าจะไปที่ไหน หรือทำอะไรเธอก็มักจะมีเจ้าฝรั่งติดตามไปด้วยเสมอ โดยเฉพาะเวลาเธอเดินทางไปที่ทุ่งนา เธอก็ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนเช่นเคย และเธอก็บอกกับตัวเองเสมอว่า เธอจะรักและดูแลเจ้าฝรั่งให้ดีที่สุดเหมือนที่สามีของเธอเคยทำเอาไว้
เพราะเจ้าฝรั่งไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงทั่วไป แต่กลับเป็นเหมือนคนในครอบครัวที่ถูกเลี้ยงมาด้วยความรักและความผูกพัน และการมีสัตว์เลี้ยงเคียงข้างกายก็เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ทำให้เธอมีความสุข เธอมองเห็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น เพราะการอยู่กับสัตว์เลี้ยงทำให้เธอลืมความเจ็บปวดไปได้มากกว่าเดิม มีโอกาสได้มอบความรักและเลี้ยงดูอีกหนึ่งชีวิตให้เติบโตมากขึ้น และเธอก็บอกกับตัวเองเช่นกันว่า เธอจะใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น ดูแลสุขภาพให้ดีกว่าที่ผ่านมา ปล่อยวางสิ่งที่ทำให้เธอกังวลใจได้มากขึ้น เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เธอมองเห็นสัจธรรมของชีวิตมากกว่าเดิม และมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่มีอยู่ เช่นเดียวกับการมีเจ้าฝรั่งอยู่เคียงข้างในตอนนี้
เธอมองดูเจ้าฝรั่งอีกครั้งก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อด้วยความรัก พร้อมกับยื่นขนม 1 ชิ้นให้ด้วยรอยยิ้มกว้าง
"ฝรั่งมากินขนมกับแม่เร็ว"
เจ้าฝรั่งส่ายหางไปมาด้วยความดีใจก่อนจะรีบวิ่งไปกินขนมชิ้นดังกล่าว
ภาพระหว่างหญิงสูงวัยกับหมาตัวเล็กที่นั่งอยู่เคียงข้างกันทำให้ใครบางคนแอบร้องไห้ออกมาด้วยความสุขและเจ็บปวดในเวลาเดียว เป็นภาพที่ควรจะมีความสุข แต่ก็กลายเป็นภาพที่ทำให้นึกถึงคนที่จากไปเช่นเดียวกัน ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าถูกบันทึกด้วยโทรศัพท์ของลูกสาวเธอ และถูกบันทึกลงในความทรงจำเช่นเดียวกัน ซึ่งเธอรู้สึกดีมากขึ้นที่ลูกสาวเธอเลือกอยู่กับเธอเพียงชั่วคราวก่อนที่จะกลับไปทำงานต่อ แม้ว่าเธอจะไม่สบายใจที่ลูกสาวต้องทิ้งช่วงเวลาดังกล่าว แต่เธอก็เข้าใจเช่นกันว่า ลูกสาวของเธอก็เจ็บปวดกับการสูญเสียเป็นอย่างมาก ช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นทั้งช่วงเวลาแห่งความสุขและการเยียวยาไปพร้อมๆกัน อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่เจ้าฝรั่งได้ปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันกับคนในบ้านได้มากยิ่งขึ้น
แม้ว่าช่วงเวลาแห่งการสูญเสียจะผ่านมาเนิ่นนาน แต่ทุกครั้งที่เธอเดินทางไปที่ทุ่งนาทุกครั้ง เจ้าฝรั่งก็มักจะวิ่งไปนอนบริเวณที่เคยนอนทุกครั้ง ซึ่งเป็นที่ที่ชายสูงวัยมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น เธอมองภาพนั้นด้วยความเจ็บปวดทุกครั้ง เพราะทุกที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและช่วงเวลาดีๆร่วมกันมากมาย แต่เธอก็บอกกับตัวเองเสมอเช่นกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรื่องปกติ การกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันต่างหากจะช่วยเยียวยาทุกบาดแผลที่เกิดขึ้นได้ และการมีเจ้าฝรั่งอยู่เคียงข้างก็เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของสามีที่จากเธอไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ทำให้เธอกลับมาตระหนักถึงคุณค่าของการใช้ชีวิตมากขึ้น และสานต่อในสิ่งที่สามีของเธอได้ทำเอาไว้ โดยที่เธอก็ไม่ลืมที่จะใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเช่นเดียวกัน
ในขณะที่เธอนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น เจ้าฝรั่งก็รีบวิ่งมาหาเธออีกครั้งพร้อมกับส่ายหางไปมา และวิ่งไปมาอยู่แบบนั้นราวกับเด็กน้อยกำลังได้รับของรางวัลที่ถูกใจ เธอมองภาพเบื้องหน้าด้วยความสุขอีกครั้ง และหวังว่าสามีของเธอจะมองดูเธอและเจ้าฝรั่งด้วยความสุขเช่นเดียวกัน

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น