ผู้บ่าวรีไซเคิล
“การเงินผมขาดสภาพคล่อง เลยมาขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง พอพี่ตรวจสเตจเมนท์ผมพี่ไม่อนุมัติ เพราะรู้ว่าผมขาดสภาพคล่อง ถ้าผมมีสภาพคล่องผมจะยืมพี่ทำไม สินเชื่อมึงย้อนแย้งมาก เอาเวลากูคืนมาไอ้..สัตวแพทย์”
เมื่อคืนกว่าจะหลับลงก็เที่ยงคืนกว่าๆ มันยังเครียดอยู่อ่ะครับ คนอะไรจะเดือดร้อนปานนั้น วันนี้เลยตื่นเช้ามาแบบไม่ค่อยสดใส หน้าผากมันรู้สึกหนักๆ ขมับเต้นเป็นจังหวะสามช่า ยิ่งโตยิ่งรู้สึกว่าโลกมันหมุนไปเร็วมาก ชีวิตมันไม่ปล่อยให้เราได้พักหายใจหายคอเลย สิ่งที่ผมโหยหาที่สุดในตอนนี้ก็คือ “เวลาผ่อนคลาย” สิ่งพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ แต่ทำไมเดี๋ยวนี้มันหายากเหลือเกิน ความเครียดมันหยั่งรากลึกกว่าที่คิดไว้มาก
สำหรับท่านที่เข้ามาอ่าน ผมอยากลองตั้งคำถามกับพวกคุณครับ ว่าอะไรที่ทำให้คุณผ่อนคลายมากที่สุด ถ้าอยากแลกกันเปลี่ยนก็สามารถบอกให้ผมรู้ได้ในช่องคอมเมนท์ สำหรับผมก็มีอยู่หลายอย่าง ซึ่งผมจะนำมาเล่าแค่หนึ่งอย่างในบทความนี้
เนื่องจากเพื่อนๆ หลายคนกำลังเขียนจดหมายถึงตัวเองในอนาคตกันยกใหญ่ ผมเองก็อยากเขียนบ้าง ติดตรงที่ผมไม่ใช่คนละเอียดอ่อนขนาดนั้น แล้วก็ไม่อยากจินตนาภาพตัวเองในอนาคต เคยทำแล้วแต่ไม่ได้ดั่งใจหวัง สุดท้ายก็ต้องมานั่งโกรธตัวเองที่ไม่ได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น ตอนอายุ 20 ผมเคยตั้งปณิธานกับตัวเองว่า “ตอนเราอายุ 30 เราจะเป็นแบบ Christopher Nolan” แต่ตอนนี้เป็นแค่ไอ้เนิร์ดทรงโจรที่ไม่มีใครรู้จัก ผมในวัย 27 เลยต้องมานั่งเศร้าเพราะเหลือเวลาอีก 3 ปี ในการกลายเป็นคนแบบที่ตัวเองในแบบที่ตัวเองในวัย 20 คาดหวังเอาไว้
ปัจจุบันผมเลยพยายามเปลี่ยนแนวคิดให้ความฝันมันไม่ Flexible เกินไป ผมไม่ได้กำลังด้อยค่าตัวเองเพื่อให้ยอมรับความจน เพียงแต่กำลังทำให้ตัวเองมีหวังแบบไม่คาดหวัง เพราะงั้นจดหมายที่ผมอยากส่งให้ตัวเองในอนาคตก็คงจะมีแค่สิ่งที่ผมได้เรียนในอดีตและปัจจุบัน เผื่อว่าบางครั้งผมในอนาคตอาจจะหลงลืมมันไป
ผมชอบการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไม่ชอบพูดอะไรออกมาตรงๆ มันเลยมีบ่อยครั้งที่ผมส่งข้อความให้คนอื่นทางอ้อม แบบอ้อมสุดๆ หนึ่งในวิธีทำแบบนั้นคือ “การเขียนบทละครคุณธรรม”
ภาพจำของละครคุณธรรมคือคอนเทนท์ชวนอี๋ที่เต็มไปด้วยความ Toxic กับตัวละครที่มีความคิดแค่มิติเดียว แล้วก็เอาแต่ตัดสินคนจากเรื่องผิวเผินสุดๆ เหมารวมกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งว่าเป็นมวลชนชั้นล่าง ไม่ว่าจะเป็นยาม คนอีสาน ลูกเขยจนๆ เด็กผิวกร้านแดด คนเก็บของเก่า ผู้หญิงอ้วน ไรเดอร์ส่งอาหาร หรือแม้กระทั่งคนใส่รองเท้าแตะ ตัวละครเหล่านั้นเหยียดทุกอย่างเท่าที่มนุษย์จะคิดได้ และสุดท้ายตอนจบพวกเขาก็จะได้รับกรรมที่ตัวเองพึ่งก่อเอาไว้แบบสดๆ ร้อนๆ เพราะไอ้ยามคนที่คุณพึ่งด่าไป “ที่จริงแล้วเขาคือประทานบริษัท” มันตอบโจทย์คนที่ไม่มีเวลาจะดูละครดราม่ายาวเหยียดที่ต้องรอพล็อตเดินทางยาวนานกว่าจะสะใจได้ในตอนจบ แต่คอนเทนต์นี้มันเสิร์ฟความสะใจได้ใน 10 นาทีเท่านั้น
ผมจะไม่ขอลงลึกถึงเรื่องของ Engagement หรือจุดประสงค์ของการผลิตคอนเทนท์แบบนี้ เพราะยังอยู่นอกเหนือความเข้าใจผมพอสมควร สิ่งที่ผมรู้คือโครงสร้างของการวางบท ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีตังค์ใช้มาหลายปี พื้นฐานของการวางพล็อตที่นักเขียนต้องรู้คือหลักองค์สาม มันเป็นสารตั้งต้นสำหรับทุกโครงสร้างการเล่าเรื่องที่แตกหน่อออกไปได้หลายแขนงแล้วแต่ผู้เขียนจะคิดได้ ถ้าจะให้อธิบายแบบภาษาชาวบ้านก็คือ ปูเรื่อง – สร้าง Conflict – สรุปจบ แต่สำหรับละครคุณธรรมมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป ตอนที่รับงานนี้ครั้งแรก ผมได้รับบรีฟมาแบบนี้
“น้องคะ พี่ต้องการบทที่กระชับ ไม่ต้องปูเรื่องเยอะ เน้นสะใจ ไม่ซับซ้อน เอาแบบที่เค้าจะคลิกมาดูแล้วไม่เลื่อนหนีในสิบวิแรก”
ตอนแรกผมก็มึนๆ เบลอๆ เพราะมันไม่รู้จะใช้โครงไหน คิดว่าการไม่ปูพื้นฐานให้คนดูรู้จักตัวละครเลยมันจะไปสนุกได้ยังไง และเท่าที่ผมรู้มันก็ไม่ตรงกับโครงสร้างไหนเลยนี่หว่า มันอาจจะมีแหละ แต่ผมไม่รู้จัก อีกอย่างผมก็ไม่ชอบละครคุณธรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย ผมรู้สึกว่ามันซ้ำๆ ซากๆ และมักง่ายเกินไป ไม่ได้เหมารวมนะ แต่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ
อย่างไงก็ตามผมโชคดีที่เคยเรียนรู้การเขียนเนื้อเพลงมา แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ามันมีเพลงที่ใช้โครงสร้างแบบ Strong Start คือเพลงที่เริ่มจากการร้องท่อนฮุคเพื่อสร้างอิมแพ็ค ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเพลง ฤดูที่แตกต่างของพี่บอย โกสิยพงษ์ มันเป็นการสร้าง Opening Image คร่าวๆ ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่อง ผมเลยนำมาปรับใช้กับการเขียนบทละครสั้น จนได้โครงสร้างพล็อตเป็นของตัวเอง โดยผมจะตั้งความยาวของเรื่องไว้แค่สี่ฉาก เริ่มจากการสร้าง Conflict บวกกับปูเรื่องผ่านบทสนทนา ฉากที่สองค่อยมาปูเรื่องแบบจริงจังพร้อมกับสร้าง Turning Point ต่อมาคือการเอา Conflict มาขยี้ แล้วสรุปจบในฉากที่สี่ และเนื่องจากผมเบื่อการทำบทซ้ำๆ ซากๆ ชนิดที่ว่าแค่เปลี่ยนตัวละครและบริบทโดยรวมก็ได้เป็นเรื่องใหม่ ผมจึงคิดพล็อตใหม่ทุกครั้ง และหากมันจะสะท้อนสังคม มันก็ควรเป็นกระจกจากมุมมองของผมเอง เพราะงั้นผมเลยพยายามอย่างยิ่งที่จะทิ้งข้อความที่อาจจะเป็นประโยชน์ ต่อตัวผมเองและผู้อื่นเอาไว้ แต่ก็ยังคงความสะใจตาม Demand ของคนเสพละครคุณธรรมไว้ได้
กลับมาที่เรื่องของความผ่อนคลาย ผมไม่ใช่สายปาร์ตี้ที่เมาแล้วแดนซ์ในผับจนลืมความเศร้า ผมเป็นประเภทเมาแล้วเพ้อ และทุกครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองฟุ้งซ่านเกินไป ผมก็มักจะย้อนกลับไปดูละครคุณธรรมที่ผมเคยเขียน เหตุผลไม่ใช่อาการ Nostalgia เพียงแต่ต้องการกลับไปดูความคิดตัวเองที่ตกตะกอนแล้วแบบเป็นรูปธรรม เพราะอย่างน้อยๆ มันก็มีภาพมีเสียงที่ชัดเจน ไม่ต้องเปลืองพลังงานสมองมาเพ่งคิดวกวน บ่อยครั้งที่ผมปล่อยให้อารมณ์มันคุกคามจนไม่สามารถจัดระเบียบความคิดได้ แต่การได้ดูสิ่งที่ตัวเองเขียนไว้ก่อนหน้า กลายเป็นว่ามันช่วยได้จริงๆ ในบทความนี้ผมเลยจะพาทุกคนเข้าสู่โลกของผม โดยหวังว่าจะช่วยให้บางคนได้เรียนรู้อะไรสักอย่าง ไม่มากก็น้อย ไม่เคยดูไม่เป็นไร เดี๋ยวผมสปอยล์ให้ สำหรับคนที่ชอบดูสปอยล์หนัง พวกคุณนี่โคตรวีไอพี เพราะได้คนเขียนบทมาสปอยล์เองเลย อาจจะนำมาสักสองสามเรื่องที่ผมรู้สึกชอบและมีข้อคิดจริงๆ
เรื่องแรกเป็นเรื่องราวของผู้หญิงวัยกลางคนที่ถูกสามีทิ้ง เนื่องจากเธอไม่ได้สวย ไม่ได้เซ็กซี่เหมือนตอนเป็นสาวๆ สามีเลยไปมีเมียใหม่ที่เป็นสาววัยรุ่นโคตรฮอต เธอพยายามแสดงให้สามีเห็นคุณค่าของตัวเอง เธอบอกว่าที่ผ่านมา เธอคอยช่วยสามีบริหารธุรกิจมาตลอด ธุรกิจของสามีนั้นรอดมาได้ก็เพราะเธอ แต่อีกฝ่ายก็โนสนโนแคร์ เขาบอกว่าธุรกิจของเขาอยู่ในจุดอิ่มตัวจนไม่ต้องพึ่งเมียแก่ๆ แล้ว เขาเลยอยากมีเมียใหม่ให้หัวใจกระชุ่มกระชวย ว่าแล้วก็ไล่เมียออกจากบ้าน เมียเลยเตร็ดเตร่ไร้ที่ไป เธอขนของที่สามีเคยซื้อให้ไปทิ้ง เหลือไว้เสื้อผ้าของตัวเองและกระเป๋าเงินที่ว่างเปล่า ระหว่างนั้นเธอก็ได้พบกับคนเก็บของเก่า เขามาเก็บของที่เธอพึ่งไปแล้วถามว่า “ทำไมคุณถึงเอามาทิ้ง ทั้งที่มันยังใช้ได้อยู่” เธอเลยตอบว่า “ของพวกนี้มันมีค่าสำหรับฉันอีกต่อไปแล้ว และฉันเองก็เช่นกัน” แต่เขากลับไม่เห็นด้วย เขาบอกเธอว่า “ของที่ไร้ค่าสำหรับบางคน มันอาจมีค่าสำหรับบางคนก็ได้นะ” เนื่องจากเขารู้ดีว่าทุกอย่างสามารถนำมารีไซเคิลได้ ไม่ว่าจะเป็นขวดพลาสติก ขวดแก้ว หรือแม้กระทั่งถุงใส่แกงที่มันดูไร้ประโยชน์สุดๆ ก็นำมาหลอมเป็นน้ำมันดีเซลได้ ต่อมาเขาก็ได้รู้ว่าเธอไร้ที่พึ่ง ชนิดที่ว่าคืนนี้ไม่รู้จะไปนอนที่ไหน เขาเลยชวนเธอไปนอนด้วยโดยไม่ได้ล่วงเกินอะไร พอเวลาผ่านไปทั้งคู่ก็เริ่มมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง ฝ่ายหญิงนั้นตอบแทนฝ่ายชายโดยใช้ความรู้ด้านการบริหารพัฒนาชีวิตของเขาจนร่ำรวย กลายเป็นเจ้าของโรงงานขยะรีไซเคิล ส่วนสามีเก่าธุรกิจใกล้จะล้มละลายเต็มที เพราะไม่มีใครช่วยบริหาร แถมยังโดนเมียใหม่ทิ้ง เพราะอีกฝ่ายตั้งใจแค่มาปลอกลอก และถ้าสามีไม่มีเงินแล้ว มันก็ไม่มีเหตุผลให้เธออยู่กับเขาอีกต่อไป หลังจากไม่เหลือใครแล้ว เขาก็กลับไปง้อเมียเก่าให้กลับมารักกันเหมือนเดิม โดยหวังว่าเธอจะกลับมากู้วิกฤตให้บริษัทของเขาได้ แต่ฝ่ายหญิงกลับไล่ตะเพิดเขาไป เพราะเธอมีผัวใหม่แล้ว และเขาก็ “เห็นคุณค่าของฉัน ในวันที่ฉันรู้สึกไร้ค่าที่สุด” ส่วนสามีเก่าก็แค่พวกที่ไม่ให้ค่าใครถ้าคนนั้นไม่มีประโยชน์ต่อตัวเอง สุดท้ายนางก็แต่งงานกับคนเก็บขยะที่กลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว แล้วก็จบอย่างนั้นเลย
สำหรับแรงบันดาลใจของเรื่องนี้มาจากการช่วยพ่อคัดแยกขยะ ลืมบอกไป พ่อผมเป็นเก็บของเก่าขาย ส่วนผมในเวลานั้นเป็นเขียนสายประกวด เคยประกวดกับรายการหนึ่งแต่ไม่ผ่านรอบสอง ซึ่งเดี๋ยวไว้มีโอกาสผมจะกลับมาเล่าอีกที หลังจากที่รู้ว่าไม่ผ่านผมก็รู้สึกเศร้า ในตอนนั้นผมคิดว่ามันมันไม่แฟร์ที่ชาวบ้านธรรมดาแบบผมต้องมาแข่งกับนักเขียนมืออาชีพ (ตอนนี้ไม่คิดแบบนั้นแล้ว) มวยมันคนละเวทผมจะเอาอะไรไปสู้ ถึงผมจะเป็นผู้ชายหุ่นหมีแต่ในฐานะนักเขียนผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักมวนรุ่น Cruiserweight ผู้ไม่เจนสนามที่ต้องชกกับนักมวยรุ่น Super Heavyweight ที่ครองแชมป์หลายสมัย ผมงานของผมมันจึงดูไร้ค่าเมื่อเทียบกันผลงานของนักเขียนท่านอื่นในรานการเดียวกัน ในตอนนั้นผมเศร้ามาก แต่ไม่ไม่ได้ฟูมฟายอะไร แค่บ่นสองสามคำแล้วก็หาอะไรทำเพื่อให้ตัวเองลืมเรื่องนี้ ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุให้ผมไปช่วยพ่อแยกขยะ แล้วก็ได้เรียนรู้เทคนิคหลายอย่างที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้ขยะได้
ผมเคยเก็บของเก่าขายมาก่อนเช่นกัน ส่วนมากจะแค่เก็บรวมแล้วก็ขายไปเลย แล้วก็ปล่อยให้หน้าที่คัดแยกเป็นของผู้รับซื้อ แต่พอเริ่มมาเป็นฟรีแลนซ์เลยไม่ได้ตามเก็บ ส่วนพ่อผมแกเก๋าประสบการณ์ แกทำมาตั้งแต่ยังไม่เกษียณจนถึงตอนนี้เกษียณแล้วก็ยังทำอยู่ แกนั่งแยกขยะเองทุกครั้งเพราะรู้ว่าของที่ไม่มีค่าถ้าเราสังเกตเห็นมันก็มีค่าขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น ฝาเครื่องดื่มชูกำลัง ปกติคนส่วนใหญ่จะขายพร้อมกับขวดของมัน ซึ่งราคาขวดจะตกกิโลกรัมละ 1.5 ถึง 2.5 บาท ไม่เกินนั้น แต่พ่อผมเลือกที่จะแยกฝาออกจากขวด พ่อแงะโฟมสีขาวที่ติดตรงใต้ฝาออกแล้วขายฝาในฐานะเหล็กเคลือบดีบุก ซึ่งราคาอยู่ที่ 33 ถึง 40 บาท เลยทีเดียว ทางร้านรู้อยู่แล้วแต่ไม่เคยเอามาแนะนำผู้ขาย เพราะอยากกินส่วนต่างจากฝา แต่พ่อผมดันรู้ทัน ส่วนผมก็งงเหมือนกันว่าแกรู้ได้ยังไง ต่อมาคือกระป๋องกาแฟพร้อมดื่ม พ่อบอกว่ากระป๋องแต่ละยี่ห้อทำจากวัสดุไม่เหมือนกัน บางยี่ห้อทำมาจากสังกะสี บางยี่ห้อทำมาจากอลูมิเนียม และบางยี่ห้อส่วนบนและส่วนล่างทำมาจากอลูมิเนียมแต่ส่วนกลางทำมาจากสังกะสี ซึ่งเทคนิคเพิ่มมูลค่าก็คือต้องแยกส่วนที่เป็นสังกะสีออกจากอลูมิเนียม เนื่องจากสองอย่างนี้มีมูลค่าต่างกันพอสมควร โดยสังกะสีจะมีค่าอยู่ที่ 10 ถึง 15 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม ส่วนอลูมิเนียมจะอยู่ที่ 55 ถึง 60 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วไปเข้าคงขายรวมกันโดยที่ไม่รู้ว่ามีส่วนต่างของราคาที่ผู้รับซื้อแอบเอาเปรียบเราอยู่ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือคำว่า “ทุกสิ่งมีค่าอยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นมันรึเปล่า” หลายครั้งที่รู้สึกไร้ค่าผมก็มักจะกลับมานึกถึงหลักคิดของคนของคนเก็บของเก่า เนื่องจากพวกเขาเห็นคุณค่าของบางสิ่งในขณะที่บางคนมองไม่เห็น ซึ่งบทละครคุณธรรมเรื่องนี้ผมก็พยายามสื่อให้ หนุ่มๆ สาวๆ ให้มองเห็นค่าของตัวเอง เพราะค่านิยมของแต่ละคนที่มาตัดสินเรามันไม่เหมือนกัน
จบเรื่องหลักวิชาการของคนเก็บของเก่าไป เรามาต่อกันด้วยเรื่องของอะไรดี? นึกออกละ เรื่องของผู้บ่าวสายโศก ผู้บ่าวคนนี้เป็นไรเดอร์ส่งอาหารแบบว่าหากินวันต่อวัน แต่พี่แกดันไปตกหลุมรักผู้สาวสายหวานคนหนึ่ง ซึ่งคนเป็นพ่อนางนี่รวยจัด รวยขนาดนี้ถ้าคันหลังก็ไม่ต้องเกาเองเพราะจากคนมาเกาให้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พอพ่อรู้มาลูกมีแฟนต๊อกต๋อยก็ไม่พอใจไง ทั้งด่าทั้งดูถูกว่าทีลูกเขยสารพัดอย่าง แถมยังเอาเงิน 1 แสน มาจ้างให้ผู้บ่าวสายโศกออกไปจากชีวิตลูกสาวตัวเองด้วย แต่ผู้บ่าวสายโศกก็ไม่รับข้อเสนอ ส่วนลูกสาวก็ไม่พอใจที่พ่อดูถูกแฟนนางเกินไป เลยจะพาผู้บ่าวหนีไปอยู่ด้วยกันสองคน เพื่ออยู่ให้ห่างความ Toxic ของพ่อ ซึ่งผู้เป็นพ่อก็แทนที่จะเห็นใจ กลับผลักใสไล่ส่งพร้อมกับบอกว่าจะไม่ซัพพอร์ตการเงินลูกสาวอีกแล้ว ดูสิว่าไอ้ผู้บ่าวไรเดอร์มันดูแลลูกได้ดีแค่ไหน “ไอ้กระจอกเอ้ย” ซึ่งพอได้ยินคำนี้ผู้บ่าวสายโศกก็โศกยิ่งกว่าเดิม เพราะเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าจะดูแฟนให้ดีที่สุดได้แค่ไหน แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร แล้วก็พาแฟนไปเช่าห้องอยู่ด้วยกัน ซึ่งทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขแต่ก็จะเหนื่อยหน่อยเพราะเบี้ยน้อยหอยน้อย ผู้สาวสายหวานที่กินหรูอยู่สบายมาตลอดก็ต้องไปหางานทำ เนื่องจากนางไม่มีคนซัพพอร์ตแล้ว อีกอย่างคือนางไม่อยากทำตัวเป็นภาระแฟน นางได้งานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง พอนานวันเข้านางก็ได้พบกับเพื่อนสมัยเรียน จริงๆ นางก็นิสัยไม่ดีหรอก แต่นางแอ๊บแสร้งว่าเป็นห่วงเพื่อน นางบอกผู้สาวสายหวานว่า “ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันจะหาแฟนใหม่ที่มีฐานะเท่าเทียมกัน หรือไม่ก็อยู่เป็นโสดไปเลย ดีกว่าต้องมาทนลำบากกับผู้ชายกระจอกแบบนี้” ซึ่งผู้บ่าวสายโศกที่มารับแฟนหลังเลิกงานพอดีก็บังเอิญมาได้ยิน บวกกับที่เขาสังเกตุเห็นมาตลอดว่าผู้สาวคนนี้ต้องมาลำบากเพราะเลือกเขาเป็นแฟน พี่แกเลยตัดสินบอกเลิกกับแฟนโดยให้เหตุผลว่าเขาไม่อยากให้แฟนลำบากอีกต่อไป อีกอย่างนะ “อย่าลืมบอกพ่อคุณโอนเงินแสนมาให้ผมด้วย” ซึ่งเขาใช้คำนั้นเพื่อจบบทสนทนาเพราะแฟนดันทุรังไม่ยอมเลิกสักที เขาเลยอยากแสดงให้เห็นว่าเขาเห็นแก่เงินและไม่ได้รักเธอจริงๆ หลังจากเลิกกันพี่แกก็รู้สึกปลอดโปร่งที่ได้ช่วยให้คนรักออกจากวังวนความทุกข์ยาก แต่อีกใจหนึ่งก็เสียดายวันเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน ผู้บ่าวสายโศกเลือกที่จะทำงานต่อไปแม้ว่าจะไม่มีกะจิตกะใจก็ตาม หลายวันต่อมา ผู้เป็นพ่อก็สั่งอาหารหลายร้อยออเดอร์เพื่อให้แอพมันสุ่มมาเจออดีตว่าที่ลูกเขย (ก็คนมันรวยจัดอ่ะนะ) พอได้เจอกันเขาก็เอาเงินสดยื่นให้ 1 แสน เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ผู้บ่าวคนนี้ยอมเลิกกับลูกสาวตามที่เคยเสนอไว้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่รับเพราะ “ผมเลิกกับลูกคุณเพราะอยากเห็นเขามีชีวิตที่ดีกว่าไม่ใช่เพราะคุณจ้าง เพราะงั้น คุณเก็บเงินแสนเอาไว้เถอะ” ฝ่ายพ่อนี่ก็ดีใจเพราะไม่ต้องเสียเงินแสน แต่ก็ยังเก็บทรง เพราะเขารวยไง บ้านใหญ่ใจโต จะให้คนอื่นรู้ว่าขี้เหนียวไม่ได้ แกถามต่อว่า “ถ้าแกไม่ต้องการเงินแสน แล้วฉันต้องหาอะไรที่มีมูลค่าเทียบเท่ากันมาให้แก?” ผู้บ่าวไรเดอร์ก็ตอบ “สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผมคือการได้ใช้เวลากับผู้สาวสายหวาน มันมีคุณค่ามากกว่าเงินแสน แต่ผมก็ต้องยอมสละเพื่อความถูกต้อง” พอได้ยินอย่างนั้นพ่อก็ยิ้มหวานแล้วบอกว่า “แกผ่านบททดสอบแล้ว” สุดท้ายเนื้อเรื่องก็เฉลยว่าพ่อแค่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกเขย ทั้งหมดมันคือแผนของพ่อตา รวมถึงเพื่อนสาวปากเปราะก็ด้วย เพราะแกรู้ดีว่ารักต่างชนชั้นมักจะพังเพราะตัวแปรภายนอก อาจจะมีคนตราหน้าไม่เหมาะสมกันเลย แต่พ่อก็ไม่อยากให้เห็นด้วย เพราะการที่คนจะรักกันได้มันมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้น ซึ่งคนที่มองโดยผิวเผินไม่มีวันเข้าใจ และสุดท้ายคือ “อย่าเอามุมมองของคนอื่นมาตัดสินตัวเอง เพราะทุกคนบนโลกมองโลกไม่เหมือนกัน” พ่ออนุญาตให้แต่งงานกันได้ “ไม่มีเงินใช้ไหม? เดี๋ยวพ่อออกให้”
สำหรับแรงบันดาลใจของเรื่องนี้ มันก็มีอยู่หลายห้วงเวลา ตอนแรกผมเคยรักผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งก็มีอยู่มีกินมากกว่าผมนี่แหละ แต่พอดีมีตัวแปรภายนอก อย่างเช่น เพื่อนฝูงญาติพี่น้องที่พร้อมใจกันบอกว่า “ไอ้ผู้บ่าวทรงโจรคนนี้มันไม่มีวันทำให้แกเจริญขึ้นมาได้หรอก” เหมือนในละครเลย แต่มันไม่ได้จบสวย เพราะเรื่องราวของเราจบลงอย่างที่ตัวแปรภายนอกตั้งใจอยากให้เป็น ดูเหมือนสำหรับบางคนมันสะใจมากกว่าดูละครคุณธรรมอีกนะเนี่ย คนนี้ไม่ใช่แฟนเก่าที่เคยพูดถึงนะ คนละคนกัน ไม่ได้เกลียดคนที่เคยรักกันสักคน อย่างน้อยเคยมีเวลาดีๆ ร่วมกัน แม้ไม่อยากปฏิสัมพันธ์กันแล้วก็ตาม ต่อมาก็จะเป็นเรื่องราวตอนที่ผมทำงานปั๊มน้ำมัน มันเป็นปั๊มที่คนรวยๆ เขาเปิดขึ้นมาเอง ไม่ใช่ปั๊มมียี่ห้อที่เห็นตามถนนใหญ่ มีพนักงานทั้งหมด 1 คนถ้วน ผมเลยต้องทำมันทุกอย่าง และได้หยุดแค่วันอาทิตย์ครึ่งวัน แม้แต่วันหยุดราชการที่ชาวบ้านเขานอนอยู่บ้านกันผมก็ยังไม่ได้พัก ปกติแล้วมันมักจะมีรถขายอุปกรณ์ก่อสร้างมาเติมที่ปั๊มนี้บ่อยๆ มันเป็นบริษัทใหญ่ชนิดที่ว่าขายหิน อิฐ ปูน ทราย อะไรพวกนี้ ซึ่งผมก็ทักทายพนักงานกับพนักงานขับรถบ่อยๆ แบบว่าเป็นคนแปลกที่คุ้นเคยแต่ไม่รู้จักชื่อ อยู่มาวันหนึ่งมันเป็นวันหยุดยาว เทศกาลอะไรไม่รู้ผมลืมแล้ว ผมยังทำงานตามปกติแล้วก็พบกับพนักงานคนหนึ่งซึ่งผมไม่คุ้นหน้าเลย แต่ผมก็ยังทักทายแกเหมือนที่ทักทุกคน “วันหยุดเจ้ายังมาเฮ็ดเวียกอยู่บ่? คือบ่นอนอยู่บ้าน” เขาก็ตอบว่า “กะย้อนบ่มีคนเฮ็ดล่ะ ข่อยจั๋งมาเฮ็ด ส่งหินแล้วข่อยจั๋งสิไปอาบน้ำพักผ่อน” บทสนทนาทำมะด๊าธรรมดาผ่านไปแบบไม่มีอะไรให้ฉุกคิด จนเวลาผ่านไปประมาณ 3-4 ปี ผมก็ได้มีโอกาสไปซื้ออุปกรณ์ก่อสร้าง จำได้ว่าตอนนั้นไปซื้อเหล็กเส้นมาทำรางผักไฮโดรโพนิกส์ แล้วผมก็ได้รู้ว่าที่จริงเขาคือ “ประธานบริษัท” ใครบอกว่าละครคุณธรรมไม่สมจริง แต่อันนี้ล่ะโคตรจริงเลย คืองานก่อสร้างมันเป็นงานต่อเนื่องที่ไม่ค่อยมีใครเขาหยุดพักกันหรอก แต่พี่แกปล่อยให้พนักงานไปพักแล้วเปลี่ยนชุดมาทำแทน พอได้รู้อย่างนั้นมันก็ทำให้ผมรู้ตัวว่าเรารีบตัดสินคนอื่นเร็วเกินไป เรามองเขาเพียงผิวเผินแล้วมองเขาว่าเป็นพนักงานขับรถที่ร้อนเงินแล้วมารับงานเงินวันหยุด เท่านั้นเลย ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่รีบตัดสินใครจาก First Appearance และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเป็นละครสั้นเรื่องดังกล่าว
เรื่องต่อมาเป็นเรื่องราวของคุณนายคนหนึ่งที่ทำแหวนแต่งงานหาย ก็เลยเรียกคนใช้และคนสวนมาช่วยหาโดยบอกว่า “แหวนของฉันมีค่ามาก ถ้าใครหาเจอฉันจะให้เงินหนึ่งหมื่นบาท” ว่าแล้วทั้งสองก็แยกกันไปหา และหลังจากนั้นไม่นานคนใช้ก็แอบคุยกับคนสวน นางบอกว่า “ฉันเป็นคนขโมยไปเอง แต่หาที่ขายไม่ได้” แล้วนางก็เสนอขายให้คนสวนในราคา 8,000 พร้อมกับเกลี้ยกล่อมให้เขาเอาแหวนไปคืนคุณนาย เขาจะได้เงินฟรีๆ 2,000 บาท แถมยังได้คำชม กลายเป็นลูกรักของคุณนายไปอีก ไอ้คนสวนก็รับข้อเสนอแต่ก็อัดเสียงการสนทนาไว้เพื่อแบล็คเมล์อีกฝ่ายเผื่อว่านางจะมีแผนหักเหลี่ยม และแน่นอนว่าเขาไม่ได้เอาแหวนไปคืน เพราะเขาเชื่อว่าแหวนนี้ต้องมีค่ามากกว่า 10,000 แน่นอน เดาจากที่คุณนายยอมทุ่มเงินขนาดนี้เพื่อแหวนวงเดียว คนสวนตัดสินใจแอบเอาแหวนนี้ไปขาย แต่หลังจากที่คนรับซื้อตรวจจนละเอียดแล้วก็บอกว่า “แหวนนี้เป็นแหวนปลอมที่แถมมากับห่อขนม มันมีค่าแค่ 60 บาท” (บทต้นฉบับเป็นแบบนี้แต่ในละครมีการเปลี่ยนบทหน้างาน แต่ผมก็ไม่เดือดร้อนอะไรหรอก แค่บอกให้รู้เฉยๆ) นั่นแหละ พอคนสวนได้ยินอย่างนั้นก็คิดว่าโดนคนใช้หลอก เลยแก้แค้นด้วยการส่งไฟล์เสียงไปให้คุณนาย คุณนายเลยไล่ทั้งคนใช้และคนสวนออกพร้อมกับแจ้งความยักยอกทรัพย์ แล้วก็จบอย่างนั้นเลย ชีวิตพวกเขาต้องมาพังเพียงเพราะแยกคุณค่ากับมูลค่าไม่ออกนะจ๊ะเธอจ๋า
สิ่งที่ผมอยากจะสื่อคือความแตกต่างระหว่างคุณค่าและมูลค่า มูลค่ามันดูเป็นรูปธรรมมากกว่าเพราะสามารถแลกเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างได้ อย่างน้อยก็เงินแหละ หรือไม่ก็ขนมไข่ขี้เกี้ยม (ในกรณีที่คุณเป็นเด็กอีสานที่ขายของเก่าในยุคต้นปี 2000’s แบบผม) ส่วนคุณค่ามันไม่มีรูปธรรม มันเป็นสิ่งที่เราประเมินได้เอง และมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าใจว่าเราตีความมันว่ายังไง
แรงบันดาลใจของเรื่องนี้มาจากการขายหนังสือของผม ราคาเต็มของมันเริ่มต้นเงินหนึ่งร้อยบวกๆ แต่ผมมองว่ามันมีค่ามากกว่านั้น เพราะให้ค่ามันจากความรู้ที่ได้รับหลังจากอ่านจบ แต่พอถึงช่วงหนึ่งช็อตจริงๆ ผมก็พยายามเอาหนังสือไปขายต่อผ่านโลกออนไลน์ สรุปคือขายไม่ได้สักเล่ม ทำให้เหลือเพียงทางเลือกสุดท้ายคือการเอาไปขายให้คนที่ซื้อแน่ๆ แบบ 300% คือร้านรับซื้อของเก่า แต่คุณรู้ไหม หนังสือที่กองสูงเกือบเท่าเอวมีค่าแค่ 1.5 บาทต่อกิโลกรัม คนรับซื้อของเก่าไม่ได้ประเมินมันตามองค์ความรู้ เขาก็แค่เห็นมันเป็นกระดาษเท่านั้น เป็นกระดาษที่ไม่สำคัญ มันไม่ได้ทำหน้าที่ของมันอีกต่อไป เพียงแค่รอวันถูกบดและเปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่ ซึ่งวันนั้นเองผมก็ได้รู้ว่า “คุณค่า” และ “มูลค่า” มันต่างกัน
ก็จบกันไปแล้วนะครับสำหรับบทความนี้ ไม่รู้ว่าเป็นการเล่าเรื่องละครคุณธรรมหรือสอนวิชาขายของเก่ากันแน่ แต่ยังไงก็หวังว่าทุกคนจะชอบและได้รับประโยชน์จากโพสต์ของผมกันนะฮะ แวะเวียนมาทักทายกันได้ ถ้ามีตังค์ให้ยืมสักร้อยยิ่งดี ช่วงนี้อดยากเหลือเกิน แล้วเจอกัน บ๊ายบาย

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น