รสชาติของชีวิตในแบบที่เลือก
ไม่มีใครพบเจอกับความสุขไปตลอดชีวิต และก็ไม่มีใครที่จะจมอยู่กับความทุกข์ไปตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน ทุกอย่างเป็นเพียงช่วงเวลาที่ผ่านเข้ามาและจากไป ไม่มีอะไรที่จะยังคงอยู่ตลอดไป ผ่านเข้ามาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเติบโตไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง แม้ว่าบางครั้งความทุกข์ที่มาจากความเจ็บปวด ความเสียใจหรือความผิดหวังจากสิ่งที่เกิดขึ้น จะกลายเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานกว่าปกติ แต่เชื่อไหมว่า ความรู้สึกนั้นเข้ามาเพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้รสชาติของชีวิต ได้เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ และเป็นแรงผลักดันเพื่อให้กล้าละทิ้งบางอย่างที่ไม่ตอบโจทย์กับชีวิต เพื่อถูกกระตุ้นจากสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ความทุกข์จึงเกิดขึ้นในรูปแบบของความเจ็บปวด ผิดหวัง หรือเสียใจต่อสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ก้าวข้ามทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นไปได้ เป้าหมายที่รออยู่ก็จะกลายเป็นความสุข เป็นอีกหนึ่งรสชาติที่ทุกคนจะได้รับโอกาสนี้ในชีวิตอยู่เสมอ ดังนั้นอย่าใช้ชีวิตอยู่กับการยึดติดแค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แล้วทำให้ช่วงเวลาดีๆหล่นหายไป เพราะความเป็นจริงไม่มีใครสามารถเลือกเหตุการณ์ที่ต้องการได้ ซึ่งมักจะนำมาซึ่งความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น แค่ยอมรับว่า วันนี้อาจจะมีความสุข พรุ่งนี้อาจจะกลายเป็นความทุกข์ เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รูปแบบการใช้ชีวิตก็เช่นกัน การยึดติดจึงไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น แต่การกล้าที่จะลองสัมผัสกับทุกรสชาติของชีวิตต่างหากที่จะเป็นตัวช่วยให้รูปแบบการใช้ชีวิตนั้นง่ายขึ้นกว่าเดิม
หากมองตามความเป็นจริง เมื่อชีวิตไม่ได้เรียนรู้กับคำว่าทุกข์ ชีวิตก็จะไม่รู้จักคำว่า ความสุข และหากลิ้นไม่เคยลิ้มลองกับรสชาติของความหวาน ลิ้นก็จะไม่มีวันรับรู้รสชาติของขมเช่นเดียวกัน ชีวิตก็เป็นแบบนั้นอาจจะมีบางช่วงเวลาที่เป็นความสุข อาจจะยาวนานหรืออาจจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปความทุกข์ก็เข้ามาแทนที่ เข้ามาเพื่อให้เรียนรู้ว่า ความสุขอยู่ไม่นาน เมื่อได้ลองลิ้มรสชาติที่หอมหวานแล้วก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้รสชาติอันขมขื่น ไม่มีรสชาติไหนที่บ่งบอกว่าดีที่สุด ถูกต้องมากที่สุด มีเพียงถูกใจมากที่สุด ต้องการมากที่สุดก็เท่านั้น
หากจะโฟกัสแค่ความสุข ความทุกข์ก็จะเข้ามาแทนที่ ยิ่งโฟกัสก็จะยิ่งห่างไกลออกไป เพราะการโฟกัสดังกล่าวแสดงออกซึ่งความขาดแคลน บ่งบอกถึงความขาดแคลนทางด้านความสุข และนำพาซึ่งการโฟกัสมากเกินไปจนทำให้ความสุขที่มีอยู่หล่นหายไป และถูกแทนที่ด้วยความทุกข์ เพราะมองไม่เห็นสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเช่นนั้น เรามักจะมองไม่เห็นค่าของสิ่งที่มีอยู่ มักจะมองข้ามสิ่งที่มีเพื่อไปไล่ล่าในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เพราะความเป็นจริงเราไม่มีทางรู้เลยว่า สิ่งที่เราพยายามไขว่คว้าหรือไล่ล่าเพื่อให้ได้มานั้นมีอยู่จริง หรือเป็นเพียงสิ่งที่เราปลอบใจตัวเองเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ดี หากความพยายามดังกล่าวนั้นนำมาซึ่งชีวิตที่ดีขึ้น เพราะเกิดเป็นแรงผลักดันและการลงมือทำจนสำเร็จ แต่ในความเป็นจริงต้องไม่ลืมเช่นกัน เรามีสิทธิ์ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่เรามีตอนนี้ได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้ทำบางอย่างสำเร็จ หรือได้รับในสิ่งที่ต้องการก่อนเสมอไปจึงจะรู้สึกมีความสุขได้ เพราะยิ่งไม่สร้างเงื่อนไขเรื่องของความสุขมากเท่าไหร่ ความสุขจะเป็นเรื่องเรียบง่ายมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องไล่ล่าเพื่อให้ได้สิ่งใดมาแทนที่ในสิ่งที่มีอยู่
แต่ในโลกของความเป็นจริงที่เราทุกคนกำลังเผชิญหน้าอยู่ในสังคมที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้หลายคนโฟกัสผิดจุดจนนำมาซึ่งความทะเยอทะยานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และเกิดปัญหาความเครียด ปัญหาชีวิตตามมา เพราะไม่มีวิธีการจัดการต่อความรู้สึกตัวเองได้ดีพอ อาทิเช่น การอยู่ร่วมกันในบางสังคม การมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะการใช้เงินซื้อความสุขให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออาหาร การซื้อสิ่งของสำหรับใช้ในที่ทำงาน ซึ่งอาจจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนม การมีรถขับ หรือค่านิยมอื่นๆที่ต้องมีจำนวนเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง และการอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคมที่กล่าวมาก็อาจจะกลายเป็นปัญหาหลักสำหรับใครหลายๆคน และนำมาซึ่งการเป็นหนี้โดยไม่จำเป็น เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตจำเป็นต้องสอดคล้องกับกลุ่มคนที่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ จำเป็นต้องย้อนกลับมาถามตัวเองเช่นกันว่า มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตเพื่อให้ใครยอมรับจริงหรือไม่ แล้วจำเป็นต้องทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน เพราะถ้าไม่มีความพร้อมที่จะมีรูปแบบชีวิตแบบนั้นจริงๆ ก็แค่ยอมรับและถอยออกมา เพราะบางครั้งการไม่เลือกสังคมที่ขัดแย้งต่อรูปแบบชีวิตที่ตัวเองเป็นอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่จำเป็นต้องสนใจด้วยเช่นกันว่า ใครจะตัดสินอย่างไร เพราะอย่างน้อยก็สามารถเก็บเงินไว้ในกระเป๋า โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมแบบนั้นนับวันจะยิ่งทำให้ความรู้สึกด้อยค่าในตัวเองมีมากขึ้น เนื่องจากการพยายามมี พยายามที่จะเป็นในขณะที่ความเป็นจริงยังต้องผ่อนชำระจนทำให้เกิดภาวะความตึงเครียดได้
จากที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นหรือมีเหมือนกับทุกคนในสังคมเลย และการไม่มีในสิ่งที่คนอื่นมีก็ไม่ได้หมายความว่า เราล้มเหลวหรือไม่ดีพอแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้ามเรากับมีความกล้ามากพอที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องสำหรับตัวเอง เพราะว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้เลย และสิ่งที่กล่าวมาก็แสดงให้เห็นว่า ทุกคนสามารถเลือกได้เลยว่าจะปล่อยให้ชีวิตขมขื่นเพียงชั่วคราวจากการเลือกเพื่อตัวเอง หรืออยากจะให้ชีวิตข่มขื่นตลอดไปเพื่อยอมที่จะลิ้มรสความหอมหวานแค่เพียงชั่วคราว เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากคนแค่บางกลุ่มเท่านั้น เมื่อมีโอกาสเลือกอะไรก็ตามให้กับตัวเอง จงตั้งใจเลือกให้ดีที่สุด เพราะไม่มีใครสามารถเลือกแทนใครได้ และทุกการเลือกก็ต้องยอมรับทุกผลลัพธ์ให้ได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์ในระยะสั้นหรือในระยะยาวล้วนมาจากสิ่งที่ตัวเองเลือกทั้งสิ้น
บางครั้งเราก็อาจจะเคยเลือกผิดไปบ้าง แต่อย่างน้อยจงกล้าที่จะซื่อสัตย์ต่อตัวเอง กล้าที่จะยอมรับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการเลือกของเราเองทั้งสิ้น การมีช่วงเวลาที่เจ็บปวดหรือเสียใจอาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต หากเรายอมรับและปรับตัวเพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่หากสิ่งที่เป็นอยู่ทำให้ชีวิตแย่ลง ก็จงกล้าที่จะเผชิญหน้าและปรับความคิดที่เคยมี เพราะความคิดที่เปลี่ยนไปจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงเสมอ ทุกอย่างจึงอยู่ที่การเลือกทั้งสิ้น ดังนั้นต่อให้การเลือกในแต่ละครั้งอาจจะไม่ใช่ครั้งที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแบบที่ต้องการเสมอไป แต่ทุกการเลือกจะทำให้มองเห็นความชัดเจนของสิ่งที่เกิดขึ้นได้กว้างมากขึ้น มองได้เข้าใจมากขึ้น เมื่อเข้าใจมากขึ้นความผิดพลาดที่เคยเป็นบทเรียนจะไม่ย้อนกลับคืนมาอีก แต่จะกลายเป็นรูปแบบของบทเรียนในรูปแบบใหม่เสมอ และทุกบทเรียนจะยากหรือง่ายนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากการเปิดใจและยอมรับที่จะปรับตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
แค่ยอมรับว่า ชีวิตไม่มีทางที่จะราบรื่น หรือเต็มไปด้วยความสุขเสมอไป แต่อย่างน้อยทุกการเลือกก็คือส่วนหนึ่งของการเลือกความสุข และการเลือกที่จะรับมือกับความทุกข์ในแบบที่ไม่ต้องการได้ง่ายมากขึ้น ทุกความรู้สึกเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว รสชาติที่ว่าขมก็เพียงชั่วคราว ความหอมหวานก็ชั่วคราว ซึ่งทุกคนต่างก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับทั้งความสุขและความทุกข์ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมองและวิธีการจัดการต่อความรู้สึกของตัวเองทั้งนั้น ยิ่งผ่านเรื่องราวที่หลากหลายเพราะความกล้าที่จะเผชิญหน้า สิ่งที่ผ่านเข้ามาก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายต่อการจัดการ ต่อให้วันนี้ยังจัดการได้ไม่ดีพอ แต่การกล้าพาตัวเองออกมาเผชิญหน้า ค่อยๆเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ ทุกกระบวนการที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
การเริ่มต้นทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมก็นับว่าเป็นการเลือกรูปแบบการใช้ชีวิตให้กับตัวเองเช่นเดียวกัน หากอยากมีชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม ก็จำเป็นที่จะต้องกล้าทำอะไรที่แตกต่าง และจงเชื่อเสมอว่า การใช้ชีวิตไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดขนาดนั้น เพราะบางครั้งก็แค่ต้องปล่อยให้สิ่งที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้นในแบบที่มันควรจะเป็น เมื่อยอมรับได้ความสุขจะเข้ามาแทนที่ความทุกข์ แต่หากพยายามฝืน ความทุกข์จะยิ่งทวีคูณมากขึ้นไปอีก ในขณะที่บางครั้งชีวิตก็จำเป็นต้องก้าวต่อไปข้างหน้าทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่า ทางข้างหน้านั้นจะราบรื่นหรือขรุขระ แต่การก้าวครั้งนี้อาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตในแบบที่ก้าวกระโดดไปเลยก็อาจจะเป็นไปได้ เห็นหรือไม่ว่า การใช้ชีวิตไม่มีข้อจำกัด ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน ทุกคนต่างมีอิสระเสรีในการเลือก ตราบใดที่การเลือกนั้นไม่ได้ทำร้ายใคร หรือสร้างความเดือดร้อนอะไรต่อสังคม ทุกการเลือกคือส่วนหนึ่งของการเลือกรูปแบบการใ้ช้ชีวิต หากอยากมีความสุขก็จงเลือกสิ่งที่สบายใจ เลือกอะไรก็ตามที่ไม่ต้องฝืน หรือต่อให้อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่จำเป็นต้องเลือกอย่างอื่นก่อนตัวเอง ก็จงยอมรับว่าการเลือกครั้งดังกล่าวแค่ชั่วคราว เช่นเดียวกับความรู้สึกที่ไม่ต้องการ ทุกอย่างจะผ่านไป และจะวนกลับมาที่ความต้องการในแบบที่เราเลือกอยู่เสมอ
อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับการยอมรับในบางครั้ง ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดในภายหลัง แต่เชื่อไหมว่า การเลือกที่สร้างความเจ็บปวดจะนำมาซึ่งบทเรียนและความรอบคอบหรือแม้แต่การปกป้องตัวเองได้มากขึ้น และครั้งต่อไปมันจะไม่เกิดขึ้นอีก หรือต่อให้เกิดขึ้นอีกครั้ง ความเจ็บปวดที่เคยมีจะทุเลาลงหรือแทบจะไม่มีผลต่อความรู้สึก เพราะประสบการณ์จากการเรียนรู้ที่ผ่านมา และหากว่าการเลือกเป็นความสุข เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทิศทางที่ดีขึ้น ก็จงขอบคุณกับความพยายามและการปรับตัวเสมอมาเพื่อพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ต้องการ หรือหากว่าความสุขนี้จำเป็นต้องสิ้นสุดลงในช่วงเวลาสั้นๆ ก็นับว่าเป็นความโชคดีที่อย่างน้อยก็ได้สัมผัสกับความสุข ได้ลิ้มลองกับรสชาติที่หอมหวาน เพราะทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกันต่างก็มอบประสบการณ์ในรูปแบบชีวิตให้เสมอ แค่รอช่วงเวลาที่เหมาะสม แค่ชื่นชมกับช่วงเวลาที่ต้องการ และปล่อยวางในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะบางครั้งประสบการณ์ชีวิตก็ไม่ใช่เส้นทางที่ราบรื่นเสมอไป จำเป็นต้องผ่านความยากลำบากเพื่อขัดเกลาทุกคนในแต่ละกระบวนการให้เติบโตมากกว่าที่เป็นอยู่ ยิ่งยอมรับได้เร็ว ยิ่งผ่านไปได้เร็วเช่นเดียวกัน
บางครั้งการลิ้มรสความขมก็เป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่ทำให้การลิ้มรสความหวานนั้นยาวนานกว่า และคุ้มค่ามากกว่า ดังนั้นอย่าเพิ่งหมดความหวังตราบใดที่ยังมีลมหายใจ มีเรี่ยวแรงที่จะลองทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม อย่างน้อยประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นก้าวแรกที่สำคัญเพื่อพาไปยังจุดที่ดีขึ้นอยู่เสมอ ความเข้มแข็งที่เคยมีก็จะกลายเป็นเกราะป้องกันเวลาเจอปัญหาหรืออุปสรรคที่ผ่านเข้ามา เพราะความเจ็บปวดคือตัวกระตุ้นที่ดีที่ช่วยผลักดันให้ทุกคนเกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นตัวบังคับว่า หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลง สถานการณ์จะยิ่งบีบบังคับให้เลือกในท้ายที่สุด แต่เชื่อไหมว่า สถานการณ์ที่บังคับนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อทำร้ายให้เจ็บปวดหรือสูญเสียเพียงอย่างเดียว แต่กระบวนการเหล่านี้กำลังบอกว่า ถึงเวลาเปิดรับสิ่งใหม่ๆที่ดีและคู่ควรมากกว่า แม้ว่าจะยังมองไม่เห็นผลลัพธ์ในแบบที่อยากได้ แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเปิดใจยอมรับและพร้อมที่จะเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง
สุดท้ายนี้อยากจะบอกกับทุกคนว่า สุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นล้วนเกิดขึ้นมาเพื่อเราทั้งสิ้น ไม่มีความเจ็บปวดใดที่ทำลายให้เราสูญเสียโดยไม่มอบอะไรให้เราเลย แต่การสูญเสียกำลังมอบสิ่งใหม่ที่ดีกว่าผ่านกระบวนการจากการลงมือทำอะไรสักอย่างที่แตกต่างไปจากเดิม หรือแม้แต่ความสุขที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นเพราะต้องการย้ำเตือนให้เห็นว่า ทุกคนคู่ควรกับความสุข และมีความสุขเป็นต้นทุนแบบเดียวกันทั้งหมด นั่นก็คือโอกาสในการใช้ชีวิต ซึ่งไม่ได้หมายถึง การใช้ชีวิตที่สุขสบายจากความร่ำรวยเพียงอย่างเดียว แค่การมีบางอย่างเพื่อดำรงชีวิต มีร่างกายที่แข็งแรง แค่นี้ก็เรียกว่าความสุขขั้นพื้นฐาน คือ ต้นทุนความสุขที่ทุกคนได้รับมา แต่การมีมากขึ้นต่างหากคือความต้องการที่มีอย่างไม่รู้จักจบสิ้น และนำไปสู่รูปแบบการใช้ชีวิตทั้งรูปแบบที่ต้องการและไม่ต้องการนั่นเอง และจงมีความเชื่อมั่นต่อตัวเองอยู่เสมอว่า ทุกคนสามารถมีความสุขได้จากสิ่งที่ตัวเองมี หรือแม้แต่ความทุกข์ในทุกรูปแบบที่ทุกคนไม่ต้องการก็มักจะเกิดขึ้นกับชีวิตเสมอ อยู่ที่ว่ามุมมองของแต่ละคนนั้นจะยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน ใครยอมรับได้เร็ว ก็จะเรียนรู้และก้าวข้ามไปได้เร็วเช่นเดียวกัน หากใครไม่ยอมรับก็อาจจะต้องใช้เวลายาวนานเพื่ออยู่กับสิ่งที่ไม่ต้องการ เพราะไม่เคยเรียนรู้และไม่ยอมรับว่า ความทุกข์นั้นกำลังสอนอะไร และให้อะไรกับชีวิต
เพราะแท้จริงแล้ว การใช้ชีวิตไม่ได้สอนให้อยู่กับความสุขหรือความทุกข์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการยอมรับว่า ทุกอย่างเป็นไปตามความพึงพอใจเสมอ พึงพอใจมากก็มีความสุข ไม่พึงพอใจก็กลายเป็นความทุกข์นั่นเอง เพราะความสุขหรือความทุกข์ก็คือความส่วนหนึ่งของความพึงพอใจในการใช้ชีวิตตามรูปแบบที่แต่ละคนพึงพอใจ และขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทุกคนที่อยู่ในช่วงเวลาของความยากลำบากจนหาทางออกไม่เจอ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดเลย เพราะเราต่างก็เจอกับปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งแรก แค่ให้เวลากับตัวเองมากขึ้น ค่อยๆเรียนรู้และยอมรับเพื่อก้าวต่อไป หรือหากว่าวันนี้ทุกคนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็ตาม จงยอมรับว่า พวกคุณนั้นเก่งมากแค่ไหน พยายามจนก้าวข้ามมาได้ และหวังว่า พวกคุณทุกคนจะกล้าให้อภัยตัวเองกับทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เพราะทุกเหตุการณ์คือส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้ทุกคนก้าวมาถึงจุดนี้ด้วยความภาคภูมิใจในการใช้ชีวิตต่อไป

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น