5 วัน 4 คืน แสนหฤโหด 1
ตอนที่ 1: วันแห่งการเริ่มต้น
ชีวิตในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เทอม 2 มันเป็นช่วงเวลาที่มีรสชาติแปลกประหลาดที่สุดในชีวิตวัยรุ่นของเราแล้วครับ มันคือส่วนผสมที่ไม่อาจเข้ากันได้ของความรู้สึกสองขั้วที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ด้านหนึ่ง มันคือความรู้สึกของการเป็น “รุ่นพี่ใหญ่” ที่สุดในโรงเรียน คืออิสรภาพที่ใกล้จะเอื้อมถึง คือช่วงเวลาทองของการเก็บเกี่ยวความทรงจำสุดท้ายกับเพื่อนฝูงในรั้วโรงเรียนที่กำลังจะกลายเป็นเพียงอดีตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เราเดินไปมาในโรงเรียนด้วยความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของสถานที่ บทเรียนในห้องเรียนดูเหมือนจะเบาบางลง ความสนใจของเรามุ่งไปที่อนาคตที่เปิดกว้างอยู่ตรงหน้า
แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือความกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น มันคือสมรภูมิของการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย คือทางแยกนับพันที่บีบให้เราต้องเลือกเดิน คือความกังวลว่าอนาคตที่วาดฝันไว้จะเป็นจริงหรือไม่ และสำหรับพวกผม... เด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่เลือกเดินในเส้นทางคู่ขนานของ “นักศึกษาวิชาทหาร” (นศท.) มันยังมีอีกหนึ่งภารกิจสุดท้ายที่รอคอยเราอยู่ ภารกิจที่เป็นเหมือนบททดสอบสุดท้ายของความเป็นชายหนุ่ม ก่อนที่เราจะสลัดคราบนักเรียนมัธยมปลายไปอย่างสมบูรณ์
ภารกิจนั้นคือ “การฝึกภาคสนาม 5 วัน 4 คืน”
แค่เอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาในวงสนทนา บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที มันคือบททดสอบสุดท้ายที่แท้จริง คือตำนาน คือเรื่องเล่าขานที่รุ่นพี่ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ทั้งเรื่องจริง เรื่องตลก และเรื่องขนหัวลุก มันคือสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามจากเด็กมัธยมที่ยังมีครูคอยประคบประหงม ไปสู่บางสิ่งที่... ดิบเถื่อนขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ต้องขอบอกก่อนนะครับว่า สำหรับนักศึกษาวิชาทหาร ปี 3 อย่างพวกเรา การฝึกภาคสนามคือจุดไคลแมกซ์ที่ทุกคนรอคอย (ไม่ว่าจะรอคอยด้วยความตื่นเต้นหรือความหวาดกลัวก็ตาม) แต่โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่อาจทราบได้ พวกเราไม่ได้ไปฝึกกันที่ “เขาชนไก่” จังหวัดกาญจนบุรี ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าขานถึงความโหดหินแบบออริจินัล ทั้งการโดดหอสูง, การฝึกในป่าลึก, หรือตำนานผีทหารที่เล่ากันไม่รู้จบ แต่เราจะฝึกกันที่ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบก (มทบ.) ของเราเอง ซึ่งตั้งอยู่ไกลถึงจังหวัดข้างเคียง แม้มันจะไม่ใช่เขาชนไก่ แต่ชื่อเสียงเรื่องความเข้มข้นก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย รุ่นพี่ที่กลับมาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เตรียมใจไปเลยมึง นรกดีๆ นี่เอง”
ข่าวคราวเรื่องการฝึกเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนครับ เพจ Facebook ของศูนย์ฝึกได้ประกาศกำหนดการฝึกภาคสนามอย่างเป็นทางการ พวกเราโรงเรียนผมถูกจัดให้ไป “ผลัดที่ 5” ซึ่งเป็นผลัดสุดท้ายของนักศึกษาวิชาทหารปี 3 ประจำปีการศึกษานั้น กำหนดการคือช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป มันคือช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกันอย่างพอดิบพอดีอย่างน่าประหลาด ระหว่างการสอบปลายภาคครั้งสุดท้ายของชีวิตมัธยมกับความตื่นเต้นก่อนการยื่นคะแนนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
คุณครูที่ปรึกษาชมรมนักศึกษาวิชาทหารของโรงเรียน หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ครูฝึก” (ซึ่งเป็นครูพละที่ไปอบรมหลักสูตรครูฝึกมา) ก็ได้เริ่มแจ้งให้พวกเราเตรียมความพร้อมในแถวรวมตอนเย็นหลังเลิกเรียน ท่านยืนกอดอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “พวกเธอ ปี 3 ผลัด 5 เตรียมตัวให้พร้อม รายการของที่จะต้องเตรียมเดี๋ยวครูจะแปะไว้ให้ที่บอร์ดชมรม ไปดูซะ”
และรายการของนั้นก็ยาวเป็นหางว่าว ตั้งแต่ชุดฝึกสำหรับเปลี่ยน 2-3 ชุด, เสื้อยืดสีเขียวขี้ม้าคอกลม (ย้ำว่าคอกลม ห้ามคอวีโดยเด็ดขาด), กางเกงใน (เอาไปเผื่อด้วย!), ถุงเท้าสีดำหนาๆ (ย้ำว่าหนาๆ เพราะต้องเดินเยอะ), รองเท้าคอมแบตหนังแท้ที่ต้องขัดให้เงาวับชนิดที่ว่าส่องแทนกระจกได้ (ซึ่งเป็นอะไรที่ผมนรกแตกมาก), ยาประจำตัว, ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง (สำคัญมาก), ยาทากันยุง (สำคัญที่สุด), สบู่, แชมพู (ซึ่งส่วนใหญ่แนะนำให้เอาแบบ 3-in-1 ที่ใช้ได้ทั้งอาบน้ำสระผมล้างหน้า เพื่อความรวดเร็ว), แป้งเย็น (ไอเท็มสวรรค์), ไปจนถึงของจิปาถะอย่างเข็มกับด้ายสีเขียวขี้ม้าสำหรับเย็บป้ายชื่อที่อาจจะหลุดลุ่ย
แต่เอาเข้าจริงนะครับ ด้วยบรรยากาศที่แสนจะชิลสบายของพี่ ม.6 เทอมสุดท้าย มันทำให้เรื่องการฝึกภาคสนามที่ดูหนักหนาและน่าสะพรึงกลัว ถูกผลักไปไว้ในซอกหลืบของความคิดชั่วคราว “อีกตั้งนาน” คือคำที่เราใช้ปลอบใจตัวเอง พวกเรากำลังสนุกกับการใช้ชีวิตมัธยมปลายช่วงสุดท้ายกันอย่างเต็มเหวี่ยง การแกล้งกันในห้องเรียน, การโดดเรียนคาบบ่ายไปเตะฟุตบอลที่สนามหลังโรงเรียน, การนั่งล้อมวงคุยกันเรื่องอนาคตที่ยังมองไม่เห็นภาพชัดเจน, การแอบชอบรุ่นน้อง ม.5 ทุกอย่างคือความทรงจำสีจางๆ ที่เราพยายามเก็บเกี่ยว ซึมซับ และบันทึกไว้ในใจให้ได้มากที่สุด ก่อนที่วันบอกลาจะมาถึง
เวลาดูเหมือนจะติดปีกบิน เผลอแวบเดียว “อีกตั้งนาน” ก็กลายเป็น “อีกหนึ่งสัปดาห์” และในที่สุด “วันพรุ่งนี้” ก็กลายเป็น “3 วันสุดท้ายก่อนเริ่มวันฝึก”
คุณครูที่ปรึกษาเรียกพวกเราไปรวมตัวกันอีกครั้งที่หน้าเสาธงในตอนเย็น ท่านย้ำเตือนกำหนดการอย่างละเอียด “วันจันทร์ เวลา 06:00 น. รวมตัวที่ลานจอดรถหน้าอาคาร 1 ห้ามสายเด็ดขาด รถทหารจะมารับ 07:00 น. ตรงเวลา!”
ท่านเดินตรวจแถว มองหน้าพวกเราทีละคน “ใครยังไม่ได้ตัดผม! ไปตัดให้เรียบร้อย! ครูไม่อยากให้โดนลงโทษตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มฝึก! รองทรงสูง! ขาวสามด้าน! เข้าใจมั้ย!”
“ครับ!”
“ยาประจำตัวใครเป็นอะไร เขียนชื่อติดซองยาไว้ให้ชัดเจน บอกครูด้วย! ใครเป็นหอบหืด ใครมีโรคประจำตัว ห้ามหมกเม็ดเด็ดขาด!”
“ครับ!”
“รองเท้าใครยังไม่เงา กลับไปขัดซะ! นี่คือศักดิ์ศรีของโรงเรียนเรา! ครูไม่อยากให้โรงเรียนอื่นมาดูถูกว่าโรงเรียนเราไม่มีวินัย!”
เสียงเข้มๆ ของท่านดึงสติพวกเรากลับมาจากความชิล ให้ตระหนักว่านี่คือของจริง มันไม่ใช่นิทาน มันไม่ใช่วันหยุดพักผ่อน นี่คือการฝึกภาคสนาม คืนนั้นผมนั่งขัดรองเท้าคอมแบตอยู่หน้าบ้านเป็นชั่วโมงๆ ขัดไปก็คิดไป... “กูจะรอดมั้ยวะ”
และแล้ว วันนั้นก็เดินทางมาถึง... วันแรกของการฝึกภาคสนาม วันจันทร์ที่ผมจะไม่มีวันลืม
เวลา 04:30 น. ของเช้าวันที่ 1...
“ตริ๊ด! ตริ๊ด! ตริ๊ด! ตริ๊ด!”
เสียงนาฬิกาปลุกดิจิทัลบนหัวเตียงดังแผดเสียงขึ้น มันกรีดร้องทำลายความเงียบสงบอันแสนสุขของเช้าตรู่ มันเป็นเสียงที่น่ารังเกียจที่สุดในโลกในวินาทีนั้นครับ อากาศในห้องนอนของผมมันเย็นเยียบ ผมจำได้ว่ามันเป็นเช้าที่หนาวมาก หนาวแบบที่อากาศของต่างจังหวัดในช่วงต้นปีกุมภาพันธ์จะเป็นได้ ผมมุดตัวลึกลงไปในผ้าห่มอุ่นๆ ต่อรองกับตัวเองในใจ “อีกห้านาที... แค่ห้านาทีเอง” แต่ภาระหน้าที่มันค้ำคออยู่ นี่ไม่ใช่วันที่ผมจะไปโรงเรียนสายได้ ถ้าไปสาย... ไม่ใช่แค่ครูที่โรงเรียนด่า แต่โดนครูฝึกทหารที่มารับแดกยับแน่นอน
สุดท้ายผมก็ต้องรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย ดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างทุลักทุเล
ความง่วงปะทะกับความหนาวอย่างจัง ผมเดินกึ่งหลับกึ่งตื่นเข้าไปในห้องน้ำ มือควานหาสวิตช์ไฟจนเจอ แสงไฟนีออนที่สว่างวาบขึ้นมาทำเอาผมต้องหยีตา ผมยืนอยู่หน้ากระจก มองสภาพตัวเองที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง ขอบตาดำคล้ำเล็กน้อยเพราะความตื่นเต้นที่ทำให้นอนไม่ค่อยหลับเมื่อคืน “เอาวะ... 5 วันเอง” ผมพึมพำกับตัวเองในกระจก
ผมเปิดฝักบัว... และนั่นคือการปลุกที่แท้จริงและโหดร้ายที่สุด น้ำเย็นๆ ที่สาดกระทบผิวหนังทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว ร้อง “อื้อหือ!” ออกมาเบาๆ ผมรีบอาบน้ำ แปรงฟัน จัดการธุระส่วนตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามทำทุกอย่างให้เงียบเชียบที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนที่บ้านที่ยังไม่ตื่น
ผมแต่งตัวด้วยชุดนักเรียน (ยังไม่ใช่ชุดฝึก) เพราะครูสั่งให้ใส่ชุดนักเรียนไปก่อน แล้วค่อยไปเปลี่ยนที่ค่ายทีเดียว ผมเดินย่องออกมาที่กลางบ้าน ที่ซึ่งเป้สนามสีเขียวใบยักษ์ของผมวางกองอยู่ มันดูเหมือนสัตว์ประหลาดตัวอ้วนที่รอคอยผมอยู่เงียบๆ ผมเปิดมันออกเพื่อเช็คของใช้จำเป็นที่กองรวมกันไว้เป็นครั้งสุดท้าย
เสื้อยืดสีเขียว 5 ตัว (ม้วนอย่างดี), กางเกงใน 5 ตัว (เผื่ออีก 2), ถุงเท้า 5 คู่ (ม้วนอย่างดี), ผ้าเช็ดตัวผืนบางที่แห้งง่าย, สบู่และแชมพูในขวดเล็ก, แปรงสีฟัน ยาสีฟัน, แป้งเย็นกระป๋องใหญ่ (นี่คือไอเท็มแห่งความหวัง), ยาหม่อง, พลาสเตอร์ยา, ยาแก้ปวด, ไฟฉายคาดหัว, ถ่านสำรอง AAA สองแพ็ค, เข็มกับด้าย, และถุงนอนที่มัดแน่นอยู่ด้านนอกเป้... ทุกอย่างดูครบถ้วน ผมรูดซิปปิดมันดัง “ครืด!”
ผมคว้าข้าวเช้าที่คุณแม่เตรียมไว้ให้ตั้งแต่เมื่อคืน (ข้าวเหนียวหมูปิ้งที่เย็นชืด) เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างรวดเร็ว ความตื่นเต้นและความกังวลมันตีกันจนรสชาติอาหารแทบจะไม่ผ่านการรับรู้ของลิ้น ผมแค่รู้ว่าต้องกิน ต้องเอาพลังงานเข้าร่างกายให้ได้มากที่สุด
ผมเริ่มแบกของทั้งหมดมาวางกองไว้ที่หน้าบ้าน ข้างๆ รถมอเตอร์ไซค์คันเก่งคู่ใจของผม มีทั้งเป้สนามใบยักษ์, ถุงนอน, และเครื่องสนามบางส่วนที่ยังยัดลงเป้ไม่หมด ก่อนจะหันไปตะโกนบอกคุณยายที่เริ่มตื่นมาขลุกอยู่ในครัวแล้ว ผมได้ยินเสียงท่านสับอะไรบางอย่างอยู่บนเขียง “ยาย! ผมไปแล้วเด้อ!”
เสียงสับหยุดลงชั่วครู่ ก่อนที่เสียงที่คุ้นเคยจะตอบกลับมา “เออ... ไปดีมาดีเด้อ ตั้งใจฝึกเขาล่ะ อย่าไปดื้อไปซนกับครูเขา”
“ครับยาย!” คำอวยพรสั้นๆ นั้นเหมือนเกราะป้องกันภัยบางๆ ที่ทำให้ใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย
ผมแบกเป้สนามขึ้นบ่า ความหนักอึ้งของมันทำให้ผมเซไปข้างหลังเล็กน้อย “เชี่ย... หนักกว่าที่คิด” ผมสบถเบาๆ ก่อนจะพยายามจัดท่าทางให้เข้าที่ แล้วขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ สตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงเครื่องที่ดังกระหึ่มขึ้นในความเงียบของหมู่บ้านเป็นสัญญาณของการออกเดินทางอย่างแท้จริง
ผมขี่รถฝ่าความมืดและความหนาวเหน็บออกไป แสงไฟหน้ารถส่องทางคดเคี้ยวในหมู่บ้าน อากาศหน้าหนาวตอนเช้าของต่างจังหวัดมันไม่ได้แค่เย็นธรรมดาครับ แต่มันเย็นจนถึงกระดูก ลมที่ปะทะใบหน้าและมือที่กำแฮนด์รถมันทั้งชาและเจ็บแปลบไปหมด ผมต้องกลั้นใจขี่ต่อไปเรื่อยๆ ผ่านถนนที่ว่างเปล่า มีเพียงผมกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจ ถนนในชนบทตอนตีห้ามันเงียบสงัดจนน่ากลัว มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ของผมกับเสียงจิ้งหรีดที่ยังคงร้องระงม
บ้านของผมกับโรงเรียนอยู่ห่างกันประมาณ 30 นาที เป็น 30 นาทีที่ยาวนานและทรมานพอสมควรครับ ผมขี่ไปเรื่อยๆ พยายามนึกถึงเรื่องอื่น เรื่องตลกที่เพื่อนเล่าเมื่อวาน เรื่องมหาวิทยาลัยที่อยากเข้า... แต่ในหัวมันก็อดคิดถึงการฝึกไม่ได้ รุ่นพี่เล่าว่า “วันแรกน่ะหนักสุด เขาจะข่มขวัญเรา” ผมจะไหวไหมวะ? แล้วถ้าโดนสั่งให้คลานในโคลนล่ะ? ผมเกลียดโคลน
เมื่อผมขี่รถเข้าใกล้เขตตัวเมือง แสงอาทิตย์ก็เริ่มจับขอบฟ้า ความมืดเริ่มจางหายไป กลายเป็นสีเทาอมส้ม อากาศก็เริ่มอุ่นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ หรืออาจจะเป็นเพราะความตื่นเต้นที่เริ่มสูบฉีดในร่างกายจนผมลืมความหนาวไปแล้วก็ไม่ทราบได้ ผมเห็นพระเริ่มออกบิณฑบาต เห็นร้านขายโจ๊กที่เริ่มมีควันลอยขึ้นมา ชีวิตในเมืองเริ่มตื่นแล้ว
ผมนำรถไปจอดไว้ในโรงรถของโรงเรียนที่ถูกจองไว้สำหรับพวกเราโดยเฉพาะ ก่อนจะเดินลากสัมภาระอันหนักอึ้งไปยังจุดรวมตัวที่ลานจอดรถหน้าอาคาร 1 ที่นั่น... ผมเห็นเพื่อน 2-3 คนที่มาถึงก่อนแล้วกำลังยืนคุยกัน ควันสีขาวลอยออกจากปากของพวกเขาทุกครั้งที่พูด
“เฮ้ย! มาเช้าเหมือนกันนะมึง” ผมทักทายพวกเขาแต่ไกล
“เออว่ะ พึ่งมาถึงเหมือนกัน หนาวชิบหาย” ไอ้เก่ง เพื่อนอีกห้องหนึ่งตอบกลับมา มันกำลังยืนกระทืบเท้าอยู่กับที่ “มึงว่าเขาจะให้เราทำไรมั่งวะวันแรก”
“ไม่รู้ว่ะ แต่กูว่าโดนแดกยับแน่นอน” ผมตอบพลางวางเป้ลงบนพื้นดัง “ตุ้บ!”
“กูกลัวอย่างเดียวเลย... กลัวข้าวไม่อร่อย” ไอ้ตี๋พูดขึ้นมา ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะจากพวกเราได้เบาๆ
หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนๆ คนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยกันมาเรื่อยๆ จากกลุ่มเล็กๆ 2-3 คน ก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเป็นสิบ เป็นยี่สิบ เสียงพูดคุยจอแจเริ่มดังขึ้น กลบความเงียบเหงาของเช้าตรู่จนหมดสิ้น บรรยากาศมีความตื่นเต้นปนความกังวลอย่างเห็นได้ชัด บางคนก็หน้าตางัวเงียเพราะยังไม่ตื่นดี บางคนก็คึกคักเป็นพิเศษ เดินอวดรองเท้าคอมแบตที่ขัดมาเงาวับ
เวลาประมาณ 06:40 น. คุณครูที่ปรึกษาในชุดครูฝึกเต็มยศก็เดินมาถึง ท่านถือสมุดเช็คชื่อเล่มหนามาด้วย ท่านมองพวกเราแวบหนึ่งก่อนจะออกคำสั่งเสียงดังฟังชัด “ทั้งหมด! จัดแถวตอนเรียงสี่!”
พวกเราสะดุ้งและรีบวิ่งไปเข้าแถวโดยอัตโนมัติ ความโกลาหลเล็กๆ เกิดขึ้น “เฮ้ย แถวกู!” “มึงไปนู่นเลย!”
“เงียบ! จัดแถวให้มันเร็วๆ หน่อย!” ครูฝึกตะคอก
ครูฝึกเริ่มเช็คชื่อทีละคน เสียงขานรับ “ครับ!” ดังขึ้นเป็นจังหวะอย่างแข็งขัน
“ถึงสุข!”
“ครับ!”
“วรฤทธิ์กุล”
“ครับ!”
จนกระทั่งถึงชื่อหนึ่ง... “เสนจันธิไชย!”
...ความเงียบคือคำตอบ...
ครูฝึกขมวดคิ้ว “ไอ้มายด์ไปไหน! ใครเพื่อนมัน!”
ฉิบหายแล้วครับ! “ไอ้มายด์” เพื่อนซี้ตัวแสบของผมเอง มันเป็นแบบนี้ตลอด ไม่เคยทันเวลาในเรื่องสำคัญเลย ผมรีบควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์มันอย่างรวดเร็ว ในใจก็สบถด่ามันไปหลายร้อยคำ เพราะอีกแค่ 10 นาทีกว่าๆ รถบัสทหารก็จะออกเดินทางแล้ว
ผมถือสายรอไม่นาน... “ตื๊ด... ตื๊ด... คลิก!”
“ฮัลโหล!” เสียงงัวเงียอย่างกับคนเพิ่งตื่นดังมาจากปลายสาย
“ไอ้สัสมายด์! มึงอยู่ไหนเนี่ย! รถจะออกแล้ว! ครูเช็คชื่อแล้ว!” ผมตะโกนใส่โทรศัพท์ พยายามคุมเสียงไม่ให้ดังจนครูฝึกได้ยิน
“เออ... เออ... ตื่นแล้ว! ตื่นแล้ว! กำลังออกจากบ้าน! ใกล้ถึงแล้ว! แค่นี้แหละ!” ปลายสายตะโกนกลับมาก่อนจะตัดสายไปเลย
“มันบอกใกล้ถึงแล้วครับครู! กำลังออกจากบ้านครับ!” ผมหันไปรายงานครูฝึก
ครูฝึกส่ายหัวอย่างเอือมระอา “ให้เวลามัน 5 นาที ถ้าไม่มา ครูทิ้งไว้ที่นี่แหละ”
หลังจากนั้น 5 นาทีที่แสนจะบีบคั้นหัวใจ ในขณะที่พวกเราเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไอ้เพื่อนรักผมมันก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดเทียบด้วยท่าทางลนลานสุดขีด โดยมีแม่ของมันซ้อนท้ายมาด้วยพร้อมกับส่งเสียงบ่นมาตลอดทาง “บอกแล้วใช่มั้ยให้รีบตื่น! เห็นมั้ยเพื่อนเขารอกันหมดแล้ว!”
มันรีบคว้าเป้ที่ดูเหมือนจะจัดแบบลวกๆ แล้ววิ่งหน้าตั้งมารเข้าแถว
“โทษทีๆ เกือบไม่ทัน” มันหันมากระซิบกับผม หน้าตาตื่นๆ
“เกือบไม่ทันพ่องมึงสิ กูเกือบโดนครูแดกเพราะมึงเนี่ย” ผมด่ามันกลับเบาๆ
เมื่อครบองค์ประชุม ครูฝึกก็สั่งให้พวกเราทั้งหมดขึ้นรถบัสทหารสีเขียวขี้ม้าคันใหญ่ที่จอดรออยู่ พวกเราต้องเดินทางไปยังศูนย์ฝึก นศท.มทบ. ซึ่งตั้งอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง ใช้เวลาเดินทางพอสมควร
รถบัสทหารค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากรั้วโรงเรียนที่คุ้นเคยในเวลา 07:05 น. ช้าไป 5 นาที... เพราะไอ้มายด์คนเดียว ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือรั้วโรงเรียนที่กำลังจะกลายเป็นอดีตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
บรรยากาศบนรถค่อนข้างเงียบครับ อาจจะเพราะตื่นกันเช้าเกินไป หรืออาจจะเพราะต้องเก็บแรงไว้สำหรับนรกที่รออยู่ข้างหน้า หลายๆ คนเลยเลือกที่จะเอนหลังพิงกับเบาะแข็งๆ ที่ไม่มีฟองน้ำนุ่มๆ รองรับ แล้วพากันหลับเอาแรง แต่สำหรับผม... ผมที่ค่อนข้างตื่นเต้นกับประสบการณ์ครั้งนี้ มันข่มตาหลับไม่ลงเลยครับ
ผมนั่งมองวิวข้างทางที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ รถทหารคันนี้ไม่มีแอร์ครับ มีแต่พัดลมเล็กๆ ที่ติดอยู่บนเพดาน ซึ่งมันก็ไม่ค่อยจะช่วยอะไรเท่าไหร่ ผมเปิดหน้าต่างรับลมเย็นๆ (ที่ตอนนี้เริ่มจะไม่เย็นแล้ว) ปะทะใบหน้า ผมนั่งมองเพื่อนๆ... ไอ้มายด์ที่นั่งข้างๆ ผม มันหลับไปแล้วครับ หลับลึกชนิดที่ว่าหัวสั่นหัวคลอนไปตามแรงกระแทกของรถ ผมล่ะอิจฉามันจริงๆ
ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง จากตึกรามบ้านช่องในเมือง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นทุ่งนาสีเขียวขจี ป้ายบอกทางที่ระบุว่าเรากำลังจะออกจากเขตจังหวัดของเรา ทำให้ใจผมเต้นแรงขึ้น... การผจญภัยได้เริ่มขึ้นแล้วจริงๆ ผมไม่รู้ว่าอีก 5 วันข้างหน้าจะเป็นยังไง ผมจะได้เจออะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ มันจะเป็น 5 วันที่ผมไม่มีวันลืม ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ “มันจะโหดเหมือนที่รุ่นพี่เล่ามั้ยวะ?”, “แล้วถ้าเราทำไม่ไหวล่ะ?”, “อาหารจะกินได้มั้ย?” คำถามนับล้านวนเวียนอยู่ในหัว จนกระทั่งผมเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้
ผมสะดุ้งตื่นอีกทีเพราะเสียงเบรกดัง “เอี๊ยด!” และแรงกระแทกที่ทำให้หัวผมเกือบโขกกับเบาะข้างหน้า
“ถึงแล้ว! ตื่น! ตื่น! ลงจากรถ! เอาของลงมาให้หมด!” เสียงครูฝึกตะโกนมาจากหน้ารถ
พวกเรางัวเงียตื่นกันขึ้นมา มองหน้ากันเลิ่กลั่ก “ถึงแล้วเหรอวะ”
เรามาถึงศูนย์ฝึกเกือบจะสิบโมงเช้าครับ แดดเริ่มแรงและร้อนเปรี้ยงแล้ว รถบัสจอดสนิทที่หน้ากองร้อย สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้คือ “ฝุ่น” กลิ่นดินแห้งๆ และ “ความร้อน” ที่แผ่ซ่านมาจากพื้นปูน
“ลงจากรถ! จัดแถวหน้ากระดานเรียงสี่! เอาสัมภาระวางไว้ข้างหน้า! เร็ว!”
พวกเราทยอยกันลงจากรถและเดินเข้าแถวไปยังจุดลงทะเบียนเพื่อเช็คชื่ออีกครั้ง และรับอุปกรณ์ที่ทางศูนย์ฝึกแจกให้เพิ่มเติม ซึ่งก็มีป้ายชื่อพลาสติกสีขาวที่สลักชื่อเราไว้ (ซึ่งต้องเอาไปเย็บติดหน้าอกเสื้อฝึกเอง), สมุดจดเล่มเล็กๆ กันน้ำ, ปากกา, และที่สำคัญที่สุด... “หมวกเหล็ก”
ใช่ครับ หมวกเหล็กของจริง สีเขียวเข้ม หนักอึ้ง ผมรับมันมาถือไว้ในมือ ความหนักของมันทำให้ผมประหลาดใจ นี่เราต้องใส่มันตลอดเวลาเลยเหรอวะ?
หลังจากเช็คชื่อกันเสร็จแล้ว เราก็ถูกสั่งให้ไปนั่งเข้าแถวรออยู่ด้านหน้าลานรวมพลขนาดใหญ่ ที่นี่มีนักเรียนจากโรงเรียนอื่นๆ ที่พึ่งมาถึงเหมือนกันทยอยกันมาสมทบเป็นร้อยๆ คน เสียงจอแจดังไปทั่วบริเวณ ทุกคนอยู่ในสภาพง่วงๆ งงๆ และร้อน
ไม่นานนัก ครูฝึกหน้าตาดุดันหลายท่าน (ซึ่งหน้าตาไม่คุ้นเลยสักคน) ก็เดินออกมา
“ทั้งหมดเงียบ!” เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นจนพวกเราสะดุ้ง “ต่อไปจะเป็นการแบ่งกองร้อยและหมวดหมู่! ฟังชื่อโรงเรียนของตัวเองให้ดี!”
ครูฝึกเริ่มขานชื่อโรงเรียนและจัดกลุ่ม พวกเราโรงเรียนผมถูกจัดให้อยู่ “กองร้อยที่ 2 หมวดที่ 1”
และแล้ว... ก็มาถึงช่วงเวลาที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุดในชีวิตครับ
“เอาล่ะ! หมวด 1 ร้อย 2! ใครจะเป็นหัวหน้าหมวด!” ครูฝึกตะโกนถาม เสียงดังก้องไปทั่วลาน
ความเงียบเข้าปกคลุม... ทุกคนในกลุ่มโรงเรียนผมมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครอยากเป็น ไม่มีใครอยากรับภาระบ้าๆ นี่
ทันใดนั้น... “ไอ้มายด์” เพื่อนซี้ตัวแสบของผม มันยกมือชี้มาที่ผม “ไอ้นี่ครับครู! มันเรียนเก่ง! เป็นหัวหน้าห้องด้วยครับ!”
เท่านั้นแหละครับ ไอ้เพื่อนๆ ที่รักในโรงเรียนผมอีกหลายคนก็พร้อมใจกันชี้มาที่ผมแล้วตะโกนสนับสนุน “ใช่ครับครู! มันเลยครับ! เหมาะสมที่สุดแล้ว!”
ผมยืนอึ้ง... “เดี๋ยวดิวะ... พวกมึง!...” ผมหันไปมองพวกมันอย่างคาดโทษ แต่สายไปแล้ว
“เอ้า! ดี! เธอนั่นแหละ! ออกมาข้างหน้า!” ครูฝึกชี้มาที่ผมทันที ไม่มีการถามความสมัครใจใดๆ ทั้งสิ้น
ผมโดนไอ้เพื่อนเวรถีบส่งขึ้นมาเป็น “หัวหน้าหมวด” อย่างไม่เต็มใจและไม่ทันตั้งตัว นี่มันนรกชัดๆ! จากที่ผมวางแผนว่าจะมาฝึกแบบเงียบๆ Low Profile พยายามไม่ให้เป็นที่สังเกต ตอนนี้ผมกลายเป็นเป้าสายตาของคนทั้งหมวด แถมยังต้องมารับผิดชอบคนอีกหลายสิบชีวิตในหมวดแล้ว
ผมเดินคอตกออกไปข้างหน้า ครูฝึกยื่นปลอกแขนสีแดงที่มีคำว่า “หน.หมวด” ใหญ่ๆ ติดอยู่มาให้ผม “เอาไปใส่ซะ แล้วดูแลเพื่อนในหมวดเธอให้ดีด้วย ถ้ามีปัญหา หัวหน้าหมวดโดนก่อนคนแรก!”
“ครับ...” ผมรับปลอกแขนมาสวมด้วยมือที่สั่นเทานิดๆ รู้สึกถึงชะตากรรมที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเป้บนหลังเสียอีก “พวกมึงตาย...” ผมคิดในใจพลางส่งสายตาอาฆาตไปให้ไอ้มายด์ ซึ่งมันทำได้แค่ยิ้มแหยๆ กลับมา
หลังจากนั้น ครูฝึกก็สั่งให้พวกเราเดินแถวตอนไปยังบริเวณลานฝึกกลางแจ้งที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ที่นี่ไม่มีร่มไม้เลยแม้แต่ต้นเดียว เพื่อเตรียมทำพิธีเปิดการฝึก
นักศึกษาวิชาทหารหลายร้อยคนในชุดฝึกภาคสนามสีเขียวลายพราง (หลายคนเพิ่งเปลี่ยนชุดกันอย่างทุลักทุเลหลังรถบัส) ยืนเข้าแถวรอท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆ กันอย่างเป็นระเบียบ แสงแดดของเดือนกุมภาพันธ์ตอนสิบโมงกว่านี่มันไม่ปรานีใครเลยครับ เหงื่อเริ่มไหลท่วมตัวผมตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มฝึก หมวกเหล็กที่ถืออยู่ในมือก็เริ่มร้อนจนแทบจะจับไม่ได้
หลังจากยืนตากแดดรอจนผิวแทบจะสุกกันพักใหญ่ ผู้บัญชาการศูนย์ฝึกก็เดินทางมาถึง พิธีเปิดดำเนินไปอย่างเรียบร้อยและค่อนข้างรวดเร็ว (ซึ่งเป็นพระคุณอย่างสูง) มีการกล่าวต้อนรับ ให้โอวาท และย้ำเตือนถึงกฎระเบียบต่างๆ
“การฝึกภาคสนาม คือการทดสอบร่างกายและจิตใจ!” เสียงท่านผู้บัญชาการดังก้องผ่านลำโพง “...ณ ที่แห่งนี้ ไม่มีคำว่าสบาย ไม่มีลูกคุณหนู มีแต่คำว่า อดทน ระเบียบวินัย และพวกพ้อง! ขอให้ทุกคนอดทน ตั้งใจ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด! และที่สำคัญ... อย่าเจ็บ อย่าป่วย!”
เมื่อพิธีเปิดเสร็จสิ้น ครูฝึกได้ปล่อยพวกผมไปนำสัมภาระขึ้นไปเก็บบนโรงนอน
“กองร้อย 2 ทั้งหมด! ตามข้าพเจ้ามา!”
ต้องบอกว่าผลัดของพวกผมโชคดีมากๆ ครับ ที่เราเป็นผลัดที่ได้นอน “โรงนอน” ซึ่งเป็นอาคารปูนสองชั้น แม้จะเก่าและสีซีดจางไปตามกาลเวลา แต่ก็ดูแข็งแรงและกันแดดกันฝนได้ดี ผิดกับผลัดอื่นๆ ที่ผมได้ยินมาว่าต้องกางเต็นท์นอนกลางสนาม ซึ่งคงจะลำบากและร้อนกว่านี้หลายเท่า
โรงนอนของกองร้อย 2 อยู่ชั้นบนครับ เราแบกเป้ที่หนักอึ้งขึ้นบันไดไป แย่งกันจับจองที่นอนซึ่งเป็นเตียงเหล็กสองชั้น ผมเล็งเห็นทำเลทอง... เตียงบน ริมหน้าต่าง ผมรีบโยนเป้ขึ้นไปจองทันที เพื่อหวังว่าอย่างน้อยจะได้ลมเย็นๆ พัดผ่านบ้างในตอนกลางคืน
สภาพโรงนอนก็... ตามสภาพครับ มันคือห้องโถงโล่งๆ กว้างๆ ที่มีเตียงเหล็กสองชั้นตั้งเรียงกันเป็นตับ กลิ่นอับๆ ของไม้เก่า ฝุ่น และกลิ่นสาบของที่นอนผสมปนเปกันจนเป็นกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ผมจัดเก็บข้าวของยัดเข้าตู้เหล็กเล็กๆ ข้างเตียงที่สภาพบานพับแทบจะหลุดออกมา พอให้พ้นหูพ้นตา
พอจัดของเสร็จ พวกผมก็เดินลงมาที่บริเวณลานฝึกอีกครั้ง เพื่อคุยกับเพื่อนๆ จากโรงเรียนอื่นๆ ที่ไม่ได้เจอกันนาน “เฮ้ย! เป็นไงมึง โรงเรียนมึงโดนอะไรมั่งยัง”
บรรยากาศกำลังเป็นไปอย่างผ่อนคลาย เรายืนคุยกันใต้ร่มไม้เล็กๆ ที่พอจะมีอยู่แค่หย่อมเดียวตรงริมลานฝึก...
“ปรี๊ดดดดดด! ปิ่ด! ปิ่ด! ปิ่ด! ปิ่ด! ปิ๊ด!”
เสียงนกหวีดที่ไม่ได้ยินมานานก็ดังขึ้นแสบแก้วหู มันเป็นเสียงที่กระตุกสัญชาติญาณดิบในตัวพวกเราทุกคนทันที!
“เฮ้!” พวกผมตอบรับเสียงนกหวีดนั้นโดยสัญชาตญาณที่ถูกฝึกมาตลอด 3 ปี แบบไม่ต้องคิด
หลังจากนั้น ภาพที่เกิดขึ้นคือความโกลาหล นักศึกษาวิชาทหารหลายร้อยคนรีบวิ่งไปยังจุดรวมพลอย่างรวดเร็วและไร้ทิศทางที่สุด ฝุ่นควันจากพื้นดินแห้งๆ คละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนแทบมองไม่เห็นทาง เสียงตะโกนโหวกเหวกดังไปหมด “แถวไหนวะ!”, “ร้อย 2 ทางนี้!”
เนื่องจากพวกผมยืนคุยกันอยู่ใกล้ลานฝึกอยู่แล้วจึงไปถึงอย่างรวดเร็ว ในฐานะหัวหน้าหมวดที่เพิ่งได้รับตำแหน่งมาหมาดๆ ผมรู้ชะตากรรมของตัวเองทันที ผมรีบยกมือขวาที่สวมปลอกแขนสีแดงขึ้นสูงเป็นสัญญาณให้ลูกหมวดวิ่งมาหา พร้อมกับตะโกนออกไปสุดเสียงเป็นครั้งแรกในชีวิต...
“หมวด 1 ร้อย 2! หาข้าพเจ้า!!”
หลังจากนั้นก็เป็นภาพการจัดแถวที่แสนจะวุ่นวายครับ ต่างคนต่างวิ่งชนกันมั่วไปหมด กว่าจะหาแถวของตัวเองเจอ กว่าจะจัดหน้ากระดานได้...
“ปิ๊ด! หมอบ!”
เสียงนกหวีดสั้นๆ ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมคำสั่งที่ชัดเจนและเด็ดขาด
“ซวบ!”
ร่างของพวกเราหลายร้อยชีวิตฟุบตัวลงไปหมอบกับพื้นดินแข็งๆ และเต็มไปด้วยฝุ่นในทันที ผมได้ยินเสียง “โอ๊ย!” เบาๆ จากเพื่อนข้างๆ ที่อาจจะหมอบลงไปโดนก้อนหิน ผมคิดในใจ... ‘ฉิบหายแล้ว... ยังไม่ทันได้เริ่มฝึกอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ก็โดนแดกกันซะแล้ว!’
ครูฝึกที่ยืนหน้าดำคร่ำเครียด กอดอกยืนอยู่หน้าแถว เดินไปมา “พวกคุณทำไมจัดแถวช้ากันแบบนี้! เป็นเต่าหรือไง! หรือต้องให้ผมไปเชิญมาทีละคน! พวกคุณมาที่นี่เพื่อมาฝึก ไม่ได้มาเดินเล่น! ผมจะให้โอกาสคุณอีกครั้ง! ลุก!”
“เฮ้!” พวกเรารีบดีดตัวลุกขึ้นยืนในท่าตรงอย่างรวดเร็ว ฝุ่นเกาะเต็มหน้าอกและเข่าไปหมด ผมแอบปัดฝุ่นที่มือเบาๆ
“จัดแถวใหม่! ผมให้เวลาพวกคุณ 30 วินาที! ถ้าไม่เสร็จ! หมอบคลานรอบลานนี้!”
เท่านั้นแหละครับ! การจัดแถวครั้งที่สองเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกคนวิ่งเข้าที่ของตัวเองราวกับมีแม่เหล็กดูด ความกลัวนี่มันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีจริงๆ ครับ
“เอาล่ะ! ดีมาก! ถือว่าพวกคุณมีการพัฒนา!” ครูฝึกตะโกนชม (หรือประชดก็ไม่รู้) “”พวกคุณรู้ใช่มั้ยว่าเสียงนกหวีดยาวหมายถึงอะไร! เสียงนกหวีดสั้นหมายถึงอะไร! ทบทวนซิ!”
“ปรี๊ดดด (ยาว) เตรียมรวม! ปิ๊ด (สั้น) หยุด!” พวกเราตะโกนตอบ
“แล้วเมื่อกี้มันเสียงอะไร!”
“ปิ่ด ปิ่ด ปิ่ด ปิ่ด ปิ๊ด (รัว) ครับ!”
“มันหมายความว่าไง!”
“รวมแถวเร่งด่วนครับ!”
“แล้วพวกคุณทำได้เร่งด่วนมั้ย!”
“...” (เงียบ)
“จำไว้! ที่นี่ทุกอย่างคือความเร็วและระเบียบวินัย! ...เอาล่ะ! เที่ยงแล้ว เดี๋ยวผมจะให้พวกคุณไปทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารด้านหลังก่อน หลังจากนั้น 13:00 นาฬิกา เราจะมารวมกันตรงนี้อีกครั้ง! ห้ามสายแม้แต่วินาทีเดียว! ทราบไม่ทราบ!”
“ทราบ!” พวกเราตะโกนตอบกลับไปสุดเสียง
“เอาล่ะ! หมู่ 1 หมวด 1! กลับหลังหัน! หน้าเดิน! วิ่ง!”
หลังจากนั้น แต่ละหมู่ก็ค่อยๆ ทยอยวิ่งแถวกันไปยังโรงอาหารอย่างเป็นระเบียบ เนื่องจากผมเป็นหัวหน้าหมวด ผมจึงต้องรอให้ลูกหมวดในโรงเรียนผม (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพื่อนผม) เดินนำไปก่อน ส่วนผมก็วิ่งตามไปทีหลัง คอยคุมแถวให้เรียบร้อย “อย่าแตกแถวโว้ย! วิ่งให้มันพร้อมๆ กันหน่อย!” ผมตะโกนบอกเพื่อน
โรงอาหารเป็นโรงขนาดใหญ่และโปร่งโล่ง แต่ก็อัดแน่นไปด้วย นศท. จากทั้งสองกองร้อย กลิ่นอับๆ ของโรงอาหารผสมกับกลิ่นอาหารลอยมาเตะจมูก อาหารมื้อแรกของเราในการฝึกครั้งนี้ ถูกตักใส่ถาดหลุมสแตนเลสที่รอเราอยู่แล้ว มันคือ... ข้าวสวย, ผัดกะเพราหมูสับ และต้มจืดลูกชิ้น
เมื่อผมรับถาดหลุมใส่อาหารมาเรียบร้อย ก็เดินไปนั่งกับกลุ่มเพื่อนที่โต๊ะยาว โต๊ะของพวกเราเพิ่งจะนั่งกันจนเกือบเต็ม ทันใดนั้น ครูฝึกที่เป็นเวรดูแลการกินข้าว (คนละคนกับที่ลานฝึก) ก็เดินมา “ปัง!” เขาวางถาดหลุมของตัวเองลงที่หัวโต๊ะ แล้วนั่งลงในท่า “ขัดฉาก” (นั่งตัวตรง มือไพล่หลัง) จ้องมองพวกเราเขม็ง ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะมานั่งขัดฉากจ้องพวกเรากินข้าวไปทำไม มันทำให้กินไม่ลงมากกว่า
“วันนี้เป็นมื้อแรกของคุณที่ค่ายแห่งนี้!” เขาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กดดัน “ที่นี่มีกฎ! เวลาทาน! ห้ามมีเสียงช้อนกระทบกับถาดโดยเด็ดขาด! ใครทำเสียงดัง ผมจะสั่งให้หยุดกินทันที! และหากใครไม่อิ่ม ให้เติมได้ แต่มีวิธี! ให้ลุกขึ้นยืนตรง แล้วพูดดังๆ ว่า ‘ขออนุญาตเติมอะไหล่ครับ!’ ทราบไม่ทราบ!”
“ทราบ!” พวกเราตอบเสียงอ่อยๆ คำว่า “อะไหล่” นี่มันอะไรวะ...
“ดี... อย่าให้ผมได้ยินละ... ทานได้!”
พวกเราทุกคนรีบยกมือไหว้ถาดข้าว แล้วเริ่มท่องบทสวดก่อนกินข้าวที่พวกเราท่องกันจนขึ้นใจ “ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า ผู้คนอดอยาก มีมากนักหนา สงสารบรรดา เด็กตาดำๆ...”
เมื่อท่องเสร็จ เราก็เริ่มลงมือทานอาหารมื้อแรกกันอย่างเงียบกริบ... โคตรเงียบ บรรยากาศมันมาคุอย่างบอกไม่ถูก ผมบรรจงใช้ช้อนตักข้าวเข้าปากอย่างแผ่วเบา และวิ���าทีที่ข้าวสัมผัสลิ้น...
ผมแทบจะคายทิ้ง...
“ข้าว” ที่ตักร่วงลงจากช้อนนั่นเป็นเม็ดข้าวที่สวยงามมากครับ... สวยงามแบบเม็ดพลาสติกขัดเงา มันแข็งและร่วนซุยอย่างไม่น่าเชื่อ เคี้ยวทีนี่ปวดกรามไปหมด มันคือข้าวเสาไห้ที่หุงได้... แข็งมาก
“ผัดกะเพราหมูสับ” ก็จืดชืดเหมือนคนทำลืมใส่ขวดน้ำปลาหรือซอสปรุงรสลงไปครับ กลิ่นกะเพราแทบจะไม่มี มีแต่หมูสับที่ถูกผัดกับน้ำมันและพริกหยวกซอย สีซีดๆ จางๆ
ส่วน “ต้มจืดลูกชิ้น” นั้น... มันคือหายนะที่แท้จริง มันเหมือนน้ำเปล่าต้มใส่เกลือจางๆ แล้วโยนลูกชิ้นแป้งที่ไร้รสชาติลงไปลอยตุ๊บป่อง
“เชี่ย... นี่มันอาหารคนเหรอวะ” ไอ้มายด์กระซิบกับผมเบาๆ
“แดกๆ ไปเหอะมึง เดี๋ยวบ่ายไม่มีแรง” ผมกระซิบตอบ
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเราก็ต้องพยายามฝืนกินมันเข้าไปครับ เพราะเรารู้ดีว่าเราต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาลในการฝึกช่วงบ่ายที่กำลังจะมาถึง เราต้องอยู่ให้รอด
ในขณะที่ทุกคนกำลังตั้งหน้าตั้งตากินข้าวที่แสนอร่อยนั้น...
“แกร๊ง!”
เสียงช้อนของใครคนหนึ่งกระทบกับถาดหลุม... มันดังไม่มาก แต่มันดังก้องไปทั่วโรงอาหารที่เงียบกริบ
“ปิ๊ด! ขัดฉาก! เอามือไพล่หลัง!”
เสียงนกหวีดดังขึ้นทันที พวกเราสะดุ้งสุดตัวและรีบวางช้อน นั่งตัวตรง มือไพล่หลังโดยอัตโนมัติ ใจผมเต้นตุบๆ
“ผมบอกแล้วใช่มั้ย! ว่าทานข้าวอย่าให้มีเสียงดัง! พวกคุณนี่มัน!” ครูฝึกที่นั่งหัวโต๊ะตะคอก “ใครทำ! ลุกขึ้น!”
...เงียบ... ไม่มีใครกล้ายอมรับ
“ดี! ไม่ยอมรับ! งั้นก็ไม่ต้องกินกัน... แต่ผมถือว่านี่เป็นมื้อแรก! ผมจะให้โอกาสคุณอีกครั้ง! ทานให้เสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้! ถ้าผมได้ยินอีกแม้แต่แกร๊งเดียว! พวกคุณเทถาดทิ้งแล้วไปวิ่งรอบสนามเดี๋ยวนี้! ทราบไม่ทราบ!”
“ทราบ!”
“ทานได้!”
“ขอบคุณครับ...” พวกเราตอบเสียงเบาหวิว แล้วค่อยๆ หยิบช้อนขึ้นมาบรรจงตักข้าวเข้าปากอย่างแผ่วเบาที่สุดในชีวิต เสียงเดียวที่ได้ยินในโรงอาหารตอนนั้นคือเสียงเคี้ยวเบาๆ และเสียงกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ เท่านั้นเองครับ
หลังจากทานข้าวเสร็จ (หรือยัดเข้าไปจนหมด) เราก็นำถาดหลุมไปเก็บ และล้างช้อนของตัวเองที่ก๊อกน้ำรวมด้านหลังโรงอาหาร สภาพที่ล้างช้อนก็อนาถามากครับ เป็นก๊อกน้ำเรียงกันเป็นแถว น้ำไหลเอื่อยๆ
มันเป็นช่วงเวลาพักที่แสนสั้นครับ เพราะหลังจากที่เราเพิ่งจะได้นั่งคุยกันใต้ร่มไม้ที่พอจะมีร่มเงารำไรได้ไม่กี่นาที เพื่อย่อยข้าวหินในท้อง...
“ปรี๊ดดดดดด! เตรียมรวม!”
เสียงนกหวีดเจ้ากรรมก็ดังขึ้นอีกแล้ว บ่ายโมงตรงเป๊ะ ไม่มีขาดไม่มีเกิน
“เตรียมรวม! เตรียมรวม! เตรียมรวม!” พวกเราขานรับต่อๆ กันไปอย่างอิดโรย
ในระหว่างที่หลายๆ คนกำลังเดินอืดอาดมุ่งหน้าไปยังลานฝึก ไม่นานนัก เสียงนกหวีดรัวๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ปรี๊ดดดดดด! ปิ่ด! ปิ่ด! ปิ่ด! ปิ่ด! ปิ๊ด!”
“เฮ้!” พวกผมตอบรับโดยสัญชาตญาณอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ไม่ต้องรอให้โดนด่า การจัดแถวมีระเบียบและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บทเรียนเมื่อตอนหมอบกลางแดดและการอดข้าว ยังคงฝังใจอยู่ครับ
ครูปกครองได้ชี้แจงตารางการฝึกในช่วงบ่าย เราจะทำการฝึกเป็นฐานการเรียนรู้ทั้งหมด 2 ฐาน โดยสลับกันระหว่างกองร้อย กองร้อยที่ 1 (ซึ่งเป็นโรงเรียนอื่น) จะเริ่มที่ฐานการกู้ชีพด้วยการทำ CPR ส่วนกองร้อยที่ 2 ของผม จะได้เริ่มที่ฐาน “การทำเปลหาม” ก่อน
เมื่อครูปกครองชี้แจงเสร็จ เราก็แยกย้ายกันไปเข้าฐานฝึกของตัวเอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากลานรวมพลนัก
ฐานการทำเปลหาม ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีร่มไม้บ้างเล็กน้อย ครูฝึกที่สอนฐานนี้อธิบายให้เราฟังด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่ามันมีประโยชน์อย่างมากในสถานการณ์จริง
“ลองนึกภาพตามนะ” ครูฝึกเริ่ม “ถ้าพวกเธอต้องเดินป่าลึก แล้วเกิดมีเพื่อนในหมู่ได้รับบาดเจ็บ ขาหัก หรือโดนงูกัดจนเดินไม่ไหว และพื้นที่มันเป็นป่าทึบ เฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถบินเข้าไปรับได้ พวกเธอจะทำยังไง? จะแบกเขากลับออกมายังไง? นี่คือสิ่งที่เราจะเรียนกัน... การทำเปลสนามฉุกเฉิน”
วิธีการทำเปลสนามของ นศท. นั้นก็ง่ายและใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวอย่างที่ผมบอกครับ คือการหาไม้ที่แข็งแรง 2 อัน (เช่น ไม้ไผ่ หรือกิ่งไม้ใหญ่ที่ตรงและแข็งแรง) และใช้ “เสื้อนอก” ของชุดฝึก นศท. ของเรานี่แหละครับ เสื้อมันหนาและทนทานอยู่แล้ว ถือเป็นอุปกรณ์ที่ดีและเหมาะสมมาก
ครูฝึกสาธิตให้ดูโดยการเรียกอาสาสมัครมา 2-3 คน “ถอดเสื้อนอกเธอออกมา! เร็ว!” จากนั้นท่านก็ปลดกระดุมเสื้อ แล้วนำไม้ทั้งสองสอดเข้าไปในแขนเสื้อแต่ละข้าง “สอดเข้าไปแบบนี้! ให้ไม้มันทะลุแขนเสื้อทั้งสองข้าง” ทำแบบนี้ซ้ำๆ กันประมาณ 3-4 ตัว เสื้อก็จะเรียงต่อกันกลายเป็นเปลหามที่แข็งแรงอย่างน่าทึ่ง “เห็นมั้ย! ง่ายนิดเดียว แต่ใช้ได้จริง!”
จากการฝึกฐานนั้น ผมได้ความรู้ใหม่ว่า เสื้อ รด. ของเราเนี่ย มันถูกออกแบบมาให้ทนทานจริงๆ มันสามารถรับน้ำหนักคนได้มากกว่า 120 กิโลกรัมสบายๆ เลยทีเดียวครับ เพราะอาสาสมัครที่มานอนเป็นแบบให้พวกเราลองแบกนั้น มีขนาดตัวที่ค่อนข้าง “จ้ำม่ำ” เลยทีเดียว พวกเรา 4 คนช่วยกันยกยังแทบไม่ขึ้น
หลังจากสาธิตเสร็จ แต่ละหมวดก็ได้แยกย้ายกันไปลองฝึกทำและกลับมารวมกันอีกครั้ง ระหว่างที่หมวดที่ 1 ของผมกำลังแยกกลุ่มมาฝึกทำกันอยู่นั้น มีครูฝึกท่านหนึ่งที่เราไม่คุ้นหน้าเดินเข้ามาดูพวกเราอย่างใกล้ชิด ท่านมีผิวคล้ำแดดและแววตาที่ดูเด็ดเดี่ยว
พวกเราจึงได้สอบถามพูดคุย และได้ความว่า ครูท่านนี้เพิ่งกลับมาจากการปฏิบัติภารกิจที่ชายแดนภาคเหนือ และมาช่วยงานฝึกภาคสนามในครั้งนี้
พอได้ยินว่ามาจากชายแดน พวกผมก็ตาลุกวาวเลยครับ มันเหมือนได้เจอฮีโร่ในหนัง “ครูครับ! ที่นู่นเป็นไงมั่งครับ ยิงกันดุไหม” ไอ้มายด์ถามขึ้นมาอย่างไม่กลัวตาย
ครูท่านนั้นยิ้มที่มุมปาก “มันก็ไม่ได้ยิงกันทุกวันหรอก แต่ความลำบากมันมีตลอดเวลา” ท่านเล่าให้ฟังว่า ตอนอยู่ที่ชายแดนภาคเหนือ ได้ปฏิบัติภารกิจที่น่าตื่นเต้นมาก คือการเข้าทำลายไร่ฝิ่นของพวกลักลอบปลูกยาเสพติด
“การจะไปจับพวกนี้มันยากลำบากมากนะ” ครูเล่าต่อ “เพราะพวกมันจะแอบปลูกกันบนหน้าผาที่สูงชัน ซึ่งเข้าถึงได้ยากมากๆ บางทีต้องเดินเท้าเป็นวันๆ ข้ามเขา 2-3 ลูก เมื่อไปถึงที่หมายก็มักจะไม่เจอใครแล้ว เพราะพวกมันไหวตัวทันหนีไปก่อน บางทีก็มีกับระเบิดดักไว้ด้วย สิ่งที่เราทำได้ก็คือการทำลายของกลาง (ต้นฝิ่น) ทิ้งให้หมด แล้วก็ต้องระวังการซุ่มโจมตีตอนขากลับด้วย”
เรื่องเล่าของครูทำให้พวกเรารู้สึกว่าการฝึกของเรานี่มันเด็กๆ ไปเลยครับ นี่สิของจริง! หลังจากฝึกทำเปลแล้ว นอกจากเปลเรายังได้เรียนรู้การเข้าเฝือกแบบฉุกเฉินโดยใช้ไม้ดามที่หาได้แถวนั้น และใช้ผ้าพันคอ (หรือเศษผ้า) มัดให้แน่นอีกด้วย
เมื่อเสร็จสิ้นฐานแรก เราก็สลับฐานกับกองร้อยที่ 1 ไปยังฐานต่อไป นั่นก็คือฐาน “การกู้ชีพด้วยการ CPR” ครับ
ฐานนี้ตั้งอยู่ที่ลานใต้อาคารโรงนอนพอดีครับ บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นมาทันที เพราะพวกผมคุ้นเคยกับครูฝึกที่สอนฐานนี้ดีเลย ทั้งครูโอ๋, ครูซัน หรือแม้แต่ครูหัวหน้าฐาน เพราะตอนที่เราฝึกอยู่ที่ศูนย์ฝึกจังหวัด เราก็เคยเรียนกับครูเหล่านี้มาแล้ว ท่านเป็นครูฝึกสายฮา ไม่ดุเท่าไหร่
พอมาถึงฐาน ครูหัวหน้าก็สั่ง “เอ้า! ทั้งหมด นั่งพัก 30 นาที! ตามสบาย!”
โอ้โห สวรรค์เลยครับ พวกเรานั่งพักกันอย่างสบายอารมณ์ เหยียดแข้งเหยียดขา ดื่มน้ำจากกระติกที่พกติดตัวมา และครูหัวหน้าก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ ท่านเริ่มคุยโม้โอ้อวดเรื่องราวของท่านอีกเช่นเคย โดยเฉพาะเรื่อง “สาวใต้” ที่ท่านชอบอ้างว่าเคยไปจีบตอนไปราชการ “โหยย พวกเธอไม่รู้หรอก สาวใต้นี่นะ ตาคม ผิวเข้ม สวยดุ...” (ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหน แต่ก็ฟังๆ ไปครับ เพลินดี)
หลังจากพักจนหายเหนื่อยแล้ว ครูฝึกก็ให้แต่ละหมวดนั่งรวมกันเป็นวงกลม เพื่อเตรียมการฝึก ครูหัวหน้าได้เริ่มบรรยายทบทวนเกี่ยวกับขั้นตอนการทำ CPR ที่ถูกต้อง และการประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าช่วยเหลือ “อันดับแรก! ต้องดูอะไรก่อน!”
“ความปลอดภัยครับ!” พวกเราตะโกนตอบ
“ดีมาก! ปลอดภัยเรา ปลอดภัยเขา! ไม่ใช่ฮีโร่พรวดพราดเข้าไปช่วย สรุปโดนไฟดูดตายคู่ แบบนี้ไม่เอา!”
1. หลังจากสาธิตให้ดูบนหุ่นยางที่ชื่อ “เจนนี่” (ครูเขาตั้งชื่อเอง) เรียบร้อยแล้ว ครูฝึกก็ให้เราจับคู่กันฝึกซ้อม โดยมีขั้นตอนทตรวจสอบความปลอดภัยโดยรอบ (เช่น ไฟ, ควัน, น้ำมัน, แก๊ส)
2. ตรวจสอบการหายใจและสติของผู้ป่วย (โดยการตบไหล่แรงๆ และเรียกดังๆ “คุณ! คุณ! เป็นอะไรหรือเปล่า!”)
3. โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ (1669) และหาเครื่อง AED (ถ้ามี)
4. เริ่มกดหน้าอก (ปั๊มหัวใจ):
1) จัดท่าผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นราบ
2) วางส้นมือข้างที่ถนัดตรงครึ่งล่างของกระดูกหน้าอก และวางมืออีกข้างทับประสานกัน
3) เหยียดแขนให้ตรง! ตั้งศอกตรง! โน้มตัวให้หัวไหล่อยู่เหนือมือที่กด
4) กดหน้าอกให้ลึกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร (ประมาณ 2 นิ้ว)
5) กดด้วยจังหวะสม่ำเสมอ 100-120 ครั้งต่อนาที (ครูเปิดเพลง “อ๊อดแอด” ให้ฟังเป็นจังหวะ)
6) ปล่อยมือให้สุดเพื่อให้อกคืนตัวทุกครั้ง (สำคัญมาก!)
5. (ในสถานการณ์จริง หากมีที่ครอบปาก) ทำการผายปอด 2 ครั้ง สลับกับการปั๊ม 30 ครั้ง (30:2)
6. ทำต่อเนื่องจนกว่าผู้ป่วยจะฟื้น หรือจนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง
7. เมื่อฟื้นแล้ว ให้จัดท่านอนพักฟื้น (ตะแคงข้าง)
หลังจากพวกผมซ้อมกันไปได้สักพักใหญ่ ครูหัวหน้าก็ให้พวกเราส่งตัวแทนหมวดออกมาสอบทีละหมวด “ถ้าปฏิบัติผิดพลาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง! หมวดนั้นรับผิดชอบร่วมกัน! วิ่งรอบสนาม!”
หมวด 1 ของผมเป็นหมวดแรกที่ต้องสอบครับ ในฐานะหัวหน้าหมวด และด้วยความที่ผมเคยฝึกเรื่องนี้มาแล้วจากการเป็นอาสาสมัครกาชาดของโรงเรียน และก็เพิ่งเรียนมา ผมจึงอาสาออกไปสอบเอง... “เอาวะ เป็นไงเป็นกัน”
ผมเริ่มทำตั้งแต่ขั้นที่ 1 จนถึงขั้นสุดท้ายอย่างคล่องแคล่ว “ตรวจสอบพื้นที่ปลอดภัย! ไฟ! ควัน! น้ำมัน! แก๊ส! ปลอดภัย!” ... “คุณ! คุณ! ไม่รู้สึกตัว! หายใจเฮือก!” ... “ช่วยด้วยครับ! โทร 1669! เอาเครื่อง AED มาด้วยครับ!” ... แล้วก็เริ่มปั๊ม...
“ผ่าน! ดีมาก!” ครูหัวหน้าพยักหน้า “หมวด 1 ผ่าน!”
ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก เดินกลับไปนั่งที่ท่ามกลางเสียงปรบมือเบาๆ ของเพื่อนในหมวด
ต่อมาคือหมวด 2 ครับ ตัวแทนหมวด 2 (ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้) ก็ทำท่าทางได้ดีครับ ดูมั่นใจมาก จนกระทั่งถึงขั้นตอนที่ 1) ตรวจสอบความปลอดภัย...
“ตรวจสอบพื้นที่! ไฟ! ควัน! น้ำมัน... น้ำมันพืชครับ!”
เท่านั้นแหละครับ... ทั้งฐานเงียบกริบไป 2 วินาที... ก่อนที่ครูฝึกทั้งฐานจะระเบิดเสียงหัวเราะกันลั่นเลย “ฮ่าๆๆๆ! น้ำมันพืช! มึงจะทอดไข่หรือไงวะ!”
“ไป! หมวด 2 ทั้งหมวด! วิ่งไปวนรอบต้นไม้ตรงนู้น (ที่อยู่ห่างไปประมาณ 100 เมตร) แล้ววิ่งกลับมาสอบใหม่! ไป!”
หมวด 2 ทั้งหมวดลุกขึ้นวิ่งหน้าเจื่อนๆ ไปทันที
หมวด 3 ก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น และหมวด 2 ก็วิ่งหอบแฮ่กกลับมาสอบใหม่ (และตะโกนว่า “แก๊ส!” ได้อย่างถูกต้องในที่สุด)
ส่วนหมวด 4 กำลังจะสอบ แต่ก็ทำผิดพลาดในขั้นตอนการจัดท่าพักฟื้น...
“ปรี๊ดดดดดด! (เสียงนกหวีดยาว)”
เสียงนกหวีดหมดเวลาการฝึกช่วงบ่ายดังขึ้นพอดี! หมวด 4 รอดตัวไปอย่างหวุดหวิดครับ ครูหัวหน้าจึงบ่นอุบอิบ “เออ! โชคดีไปมึง! ฝากไว้ก่อนนะหมวด 4! พรุ่งนี้กูเอาคืนแน่!”
หลังจากเสียงนกหวีดดัง เราก็ได้กลับมารวมกันที่ลานฝึกอีกครั้ง สภาพทุกคนคืออิดโรย เคลือบไปด้วยฝุ่น และหิวโหย
ครูปกครองได้ชี้แจงว่าจะให้พวกเราพักผ่อน 30 นาที “ล้างหน้าล้างตา ดื่มน้ำให้เรียบร้อย” หลังจากนั้นจะเรียกรวมเพื่อไปทานอาหารเย็น
พวกเราแยกย้ายกันไปนั่งพักใต้ร่มไม้ (ที่เดิม) เป็น 30 นาทีที่มีความสุขที่สุดครับ เรานั่งคุยกันถึงการฝึกในวันนี้ เรื่องตลก “น้ำมันพืช” ของหมวด 2 และเรื่องเล่าของครูฝึกชายแดนที่ยังคงติดอยู่ในหัวผม
ในขณะที่เวลาแห่งความสุขกำลังจะหมดไป... เสียงนกหวีดก็ดังขึ้นเรียกรวมอีกครั้ง
หลังจากจัดแถวเสร็จ ครูฝึกได้แจ้งว่าให้แต่ละกองร้อยแบ่งงานกันทำความสะอาดหลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ โดย กองร้อย 1 ดูแลความสะอาดโรงนอนและห้องอาบน้ำของร้อย 1 ส่วนกองร้อย 2 ของเรา (อีกแล้ว) รับผิดชอบดูแลความสะอาดบริเวณลานฝึก (เก็บขยะ) และห้องน้ำรวม
หลังจากนั้น จึงปล่อยแถวให้เราไปทานอาหารเย็น
มื้อเย็นวันแรกนี้ ค่อนข้างเงียบครับ อาจจะเพราะบทเรียนราคาแพงเมื่อช่วงกลางวันที่ยังฝังใจ หรืออาจจะเพราะทุกคนเหนื่อยกันมากจนไม่มีแรงจะคุยแล้ว กับข้าวเย็นนี้ดูดีกว่ามื้อกลางวันครับ มียำปลากระป๋อง (ที่รสชาติพอรับได้) และ “หมูยอทอด” ที่ค่อนข้างอร่อยเลยทีเดียว! มันกรอบนอกนุ่มในและมีรสชาติ! ผมเองก็สงสัยว่ามันอร่อยเพราะพวกเราเหนื่อยจนลิ้นเพี้ยน หรือว่ามันอร่อยจริงๆ กันแน่ (ผมว่าอย่างหลังนะ)
หลังจากทานเสร็จ เราก็แยกย้ายกันไปทำความสะอาดตามพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย กองร้อย 2 ของเราก็เดินเรียงหน้ากระดานเก็บขยะรอบลานฝึก และส่งทีมไปขัดห้องน้ำรวมกันจนสะอาดเอี่ยม
จนเวลาเกือบหกโมงเย็น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้ม เสียงนกหวีดเรียกรวมก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นการรวมแถวเพื่อเคารพธงชาติในเวลา 18:00 น.
เสียงเพลงชาติดังกึกก้องไปทั่วทั้งค่ายฝึก พวกเราทุกคนยืนตรงนิ่ง เคารพธงชาติที่ค่อยๆ ลดระดับลงจากยอดเสา มันเป็นโมเมนต์ที่รู้สึกขลังและเหนื่อยล้าไปพร้อมๆ กัน
หลังจากเคารพธงชาติเสร็จ ครูปกครองก็นัดแนะ และซักซ้อมพิธีการรับธงศูนย์ฝึก ซึ่งเป็นพิธีที่จัดขึ้นทุกคืนเพื่อมอบธงประจำศูนย์ฝึกให้ นศท. เป็นผู้ดูแลในยามค่ำคืน “นี่คือเกียรติ! ธงนี้ห้ามตกถึงพื้นเด็ดขาด! พวกเธอต้องเฝ้ามันด้วยชีวิต!” เราซ้อมกันอยู่หลายรอบจนเวลาเกือบทุ่ม พิธีการจริงก็เริ่มขึ้น
รองผู้บัญชาการศูนย์ฝึกเป็นผู้มาเป็นประธานในพิธี หลังจากที่ท่านมอบธงให้กับตัวแทน นศท. (ซึ่งเป็นหัวหน้ากองร้อย) แล้ว ท่านก็เดินมาพูดคุยกับพวกเรา ถามไถ่เกี่ยวกับการฝึกในวันแรกว่าเป็นอย่างไรบ้าง “เหนื่อยไหมพวกเธอ!”
“ไม่เหนื่อยครับ!” (แม้ว่าขาจะสั่นแค่ไหนก็ตาม)
“อาหารการกินเป็นยังไง! อร่อยมั้ย!”
“อร่อยมากครับ!” (พวกเราตะโกนตอบพร้อมกัน โดยพยายามไม่นึกถึงข้าวหินมื้อกลางวัน)
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการ ครูฝึกก็ได้ชี้แจงการเข้าเวรยามในช่วงกลางคืนอย่างละเอียด และ... “เอาล่ะ! วันนี้พอแค่นี้! แยกย้าย! ไปอาบน้ำ! พักผ่อนได้!”
วินาทีที่ได้ยินคำว่า “อาบน้ำ” มันเหมือนเสียงสวรรค์ที่ดังก้องในหูเลยครับ เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่ผมรู้สึกอยากอาบน้ำมากที่สุดขนาดนี้ ผมนี่วิ่งนำหน้าเพื่อนๆ ไปเลยครับ ไม่สนใจแล้วว่าต้องคุมแถว
ผมวิ่งขึ้นโรงนอน ถอดชุดฝึกที่เหม็นเหงื่อ ดิน และฝุ่น ออกภายในเวลาไม่กี่วินาที กลิ่นนี่สุดจะบรรยายครับ มันคือกลิ่นรวมของความเหนื่อยล้าทั้งวัน ผมเหลือแต่กางเกงในตัวเดียว คว้าผ้าเช็ดตัวกับสบู่ แล้วรีบวิ่งลงไปที่ห้องอาบน้ำด้านหลังโรงนอน
ห้องอาบน้ำเป็นอ่างรวมขนาดใหญ่ครับ เป็นซีเมนต์เปลือยๆ ที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดมหึมาอยู่ตรงกลาง เราต้องใช้ขันตักน้ำจากอ่างมาอาบกันเอง เราอาบน้ำด้วยกันหลายสิบคนในสภาพ “วันเกิด” ครับ ไม่มีความเขินอายใดๆ ทั้งสิ้นในตอนนั้น เพราะต่างคนต่างเหนื่อยและอยากให้ร่างกายได้สัมผัสความเย็นของน้ำมากกว่าจะมาสนใจอย่างอื่น
ผมตักน้ำขันแรกราดลงบนหัว... “ซู่!”
“โอ้โห...” ผมอุทานออกมาเบาๆ มันคือความรู้สึกที่ดีที่สุดในโลก! น้ำที่เย็นเฉียบช่วยชะล้างความเหนื่อยล้า ฝุ่นผง และความร้อนที่สะสมมาทั้งวันออกไปจนหมดสิ้น เสียงจอแจดังลั่นห้องน้ำ ทุกคนดูมีความสุขกับการอาบน้ำครั้งนี้มาก
หลังจากอาบน้ำสระผมเสร็จอย่างรวดเร็ว (เพราะคนรอคิวเยอะ) เราก็นำผ้าเช็ดตัวและชุดฝึกที่ซัก (แบบลวกๆ แค่ขยำๆ กับน้ำเปล่า) ไปตากที่ราวตากผ้าด้านข้างโรงนอน
พอแต่งตัวเปลี่ยนเป็นชุดลำลอง (เสื้อยืดเขียวขี้ม้า กางเกงขาสั้น) เสร็จเรียบร้อย พลังงานที่เสียไปทั้งวันมันก็เรียกร้องหาของกินอีกครั้งครับ อาหารเย็นมื้อนั้นมันไม่พอจริงๆ
พวกเราลงไปหาซื้ออะไรกินกันที่ร้านค้าสวัสดิการชั่วคราว บริเวณด้านหน้าโรงนอนของกองร้อย 1
โอ้โห... มันคือสวรรค์บนดินครับ มันคือโอเอซิสกลางทะเลทราย! มีบรรดา “เมียจ่า” (ภรรยาของนายทหารในค่าย) หลายๆ ท่านมาเปิดร้านตั้งแผงขายของกินกันเยอะแยะเลยครับ ทั้งลูกชิ้นทอด, ไก่ทอด, ไส้กรอกอีสาน, น้ำอัดลม, ขนมขบเคี้ยว
แต่ร้านที่ดูเหมือนจะขายดีที่สุดและคิวยาวที่สุด เป็นร้านของ “ครูเบิร์ด” (ครูฝึกท่านหนึ่ง) ที่ท่านมายืนย่าง “หมูปิ้ง” ขายเองเลยครับ กลิ่นนี่หอมฟุ้งไปทั่ว ควันโขมง
ส่วนผม ผมทนรอคิวไม่ไหวครับ กระเพาะมันบีบตัวจนทนไม่ไหวแล้ว ผมเลยเลี่ยงไปซื้อ “หมี่ไก่ฉีก” ที่ร้านข้างๆ แทน ชามละ 20 บาท รสชาติอร่อยใช้ได้เลยครับ หรืออาจจะเพราะผมหิวก็ไม่รู้ พวกเรานั่งล้อมวงกินกันบนพื้นหญ้า คุยกันเสียงดังอย่างมีความสุข มันคือช่วงเวลาพักผ่อนที่แท้จริงของวัน
“ไอ้สัส ‘น้ำมันพืช’ มึงทำพวกกูซวยเลย” เพื่อนในหมวด 2 ตะโกนแซวเพื่อน
“กูก็ไม่รู้ กูตื่นเต้นนี่หว่า!”
“แล้วมึงเป็นไงมั่งวะ หัวหน้าหมวด” ไอ้มายด์หันมาถามผม
“ก็เหี้ยดิครับ มึงนั่นแหละตัวดี ถีบกูซะ” ผมด่ามันพลางเคี้ยวหมี่
เรานั่งคุย นั่งเล่นกันจนเวลาล่วงเลยมาถึง 22:00 น. (สี่ทุ่ม)
“ปรี๊ดดดดดด! ร้อย 1 รวมหน้าโรงนอนร้อย 1! ร้อย 2 รวมหน้าโรงนอนร้อย 2!”
หมดเวลาสนุกแล้วสิ... ครูปกครองของแต่ละกองร้อยเรียกเรียกรวมที่หน้าโรงนอนของตัวเอง เมื่อจัดแถวเสร็จ เราก็ต้องออกกำลังกายกายบริหารเล็กน้อยก่อนนอน (ทั้งที่เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว) ยืดเส้นยืดสาย และสวดมนต์ไหว้พระพร้อมกัน เสียงสวดมนต์ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งค่ายในความมืด เป็นโมเมนต์ที่สงบและเหนื่อยปนๆ กันไป
หลังจากนั้น ครูปกครองก็ปล่อยพวกเราขึ้นโรงนอน
แต่... ภารกิจของผมในฐานะหัวหน้าหมวดยังไม่จบครับ หลังจากขึ้นมาบนโรงนอนแล้ว ไฟยังไม่ปิด ผมต้องเรียกหัวหน้าหมู่แต่ละหมู่ในหมวด 1 ของผมมาประชุม เพื่อชี้แจงรายละเอียดการเข้าเวรยามในตอนกลางคืน
“โอเค ฟังนะ คืนนี้หมวด 1 เรารับผิดชอบเวรยามหน้าโรงนอน” ผมพยายามทำเสียงเข้ม “ครูฝึกสั่งมาว่าต้องมีคนเฝ้าตลอด ห้ามหลับยามเด็ดขาด”
ผมแบ่งหน้าที่กันดังนี้ครับ:
• การเข้าเวรยามเฝ้าโรงนอน จะแบ่งเป็นผลัดๆ ละ 1 ชั่วโมง ยืนคู่กัน 2 คน
o หมู่ 1 (23:00 – 00:00 น.)
o หมู่ 2 (00:00 – 01:00 น.)
o หมู่ 3 (01:00 – 02:00 น.)
o หมู่ 4 (02:00 – 03:00 น.)
o หมู่ 5 (03:00 – 05:00 น.)
• ส่วนหมวด 2, 3, 4 ผมก็ต้องไปแจ้งพวกเขาว่า พรุ่งนี้ หมวด 2 ดูแลความสะอาดโรงนอน, หมวด 3 ดูแลความสะอาดห้องอาบน้ำ, และหมวด 4 รับผิดชอบการเฝ้าธงศูนย์ฝึก (ซึ่งต้องไปเฝ้าที่หน้ากองร้อย)
หลังจากชี้แจงหน้าที่กันเสร็จสรรพ ผมก็กลับมาที่เตียงของตัวเอง... เตียงชั้นบนริมหน้าต่าง ผมปีนขึ้นไป ล้มตัวลงนอนบนผ้าปูที่นอนแข็งๆ ที่มีกลิ่นอับๆ แต่ในวินาทีนั้น มันคือที่นอนที่นุ่มสบายที่สุดในโลก
เวลา 23:00 น. ตรง...
“ปรี๊ดดดดดดดดดดด (เสียงนกหวีดยาว)”
เสียงนกหวีดนอนดังขึ้น เป็นสัญญาณการจบสิ้นภารกิจของการฝึกวันที่ 1 อย่างเป็นทางการ ไฟทั้งโรงนอนดับลงทันที เหลือเพียงความมืดและเสียงพัดลมเพดานที่ดังเอื่อยๆ ผสมกับเสียงกรนเบาๆ ของเพื่อนบางคนที่เพิ่งหัวถึงหมอนก็หลับไปแล้ว
ผมนอนมองความมืดออกไปนอกหน้าต่าง... ร่างกายมันเหนื่อยล้าจนแทบสลาย ปวดไปทุกส่วน แต่ในใจมันกลับยังตื่นเต้น... ‘เพิ่งจะวันแรกเองเหรอวะเนี่ย’ ผมคิดในใจ... ‘เหลืออีกตั้ง 4 วัน 3 คืน...’
และผมก็หลับไปในที่สุด... โดยไม่รู้ว่านรกของจริงในวันต่อๆ ไป กำลังรอผมอยู่...

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น