แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง : บทที่ 1

แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง : บทที่ 1

“สุดที่รักจ๋า ท่านพ่อหายไปไหนทุกวันเลย?” คำว่า “สุดที่รัก” ที่เด็กชายวัยเก้าปีพูดนี้ เป็นคำที่เขาจำมาจากท่านพ่อ เพราะทุกครั้งที่ท่านพ่อกอดแม่เวลานั่งด้วยกัน ท่านมักจะเรียกแม่ว่า “สุดที่รัก” เสมอ (รองจากการเรียกชื่อเล่น “อาแช” ของแม่) ท่านพ่อในความทรงจำปัจจุบันของอาเป๋งคือผู้ชายสูงใหญ่ ผิวกายแดงดั่งแสงอรุณแบบที่แม่เคยเล่า เพิ่มเติมคือท่านมีหนวดเคราที่ยาวพอสมควรแต่ก็เรียบร้อยไม่รกรุงรัง ข้อนี้อาเป๋งรู้สาเหตุว่ามาจากการที่แม่คอยชโลมด้วยน้ำมันหอมและหวีด้วยหวีไม้เป็นประจำ ท่านพ่อเป็นคนเงียบๆ ไม่พูดเยอะ แต่ทุกครั้งที่ท่านอุ้มเขาไว้แนบอกหรือเอาวางตัก อาเป๋งรู้สึกว่าท่านเป็นคนใจดีและอบอุ่นเหลือเกิน ตั้งแต่อยู่ที่เพงงวนก๋วน อาเป๋งพยายามนับแล้วนับอีก แต่เขาก็ไม่เคยเห็นท่านพ่อโกรธใครเลยสักครั้งเดียว ที่แน่ๆก็คือ ท่านพ่อรักแม่ของเขามาก เหมือนกับที่แม่ก็รักท่านพ่อมากเช่นกัน อาเป๋งไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแม่เคยบอกกับเขาว่า “หัวใจของแม่มีให้พ่อของอาเป๋งกับอาเป๋งก็พอแล้ว” ก็เพราะแบบนี้กระมัง อาเป๋งเคยเห็นท่านพ่อหอมหน้าผากไม่ก็หอมแก้มแม่ก่อนออกไปนอกเรือน บางทีตอนที่นั่งเล่นด้วยกันท่านก็จะเอามือไปจี้เอวของแม่จนแม่หัวเราะ (แต่บางทีถ้าทำตอนที่แม่กำลังปักผ้าหรือจดอะไรสักอย่าง ท่านอาจจะโดนแม่โวยวายใส่ก็ได้) และแน่นอน ท่านพ่อพูดกับแม่ด้วยถ้อยคำทั่วๆไปแต่ก็ลึกซึ้งและจริงใจที่สุดเท่าที่เด็กเก้าขวบแบบอาเป๋งเคยได้ยินมา อาเป๋งจำได้ คืนนั้นเขาอาจจะหลับๆตื่นๆ ไม่ก็แกล้งหลับ แต่ประโยคที่ท่านพ่อพูดกับแม่คือคำชื่นชม “สุดที่รัก ข้าขอบใจเจ้าที่เลี้ยงดูลูกของเรามาอย่างดีแม้ไม่มีข้า ไม่รู้ว่าถ้าเป็นตัวเองจะทำเช่นนี้ได้เท่าเจ้าหรือไม่” “พี่กวนอย่าชมข้าเลย ข้าอายเหลือเกิน” “มีอะไรที่ต้องอายหรือ? เล่าให้ฟังหน่อย” “ข้าเคยตีลูกแรงๆ เพราะเขาไปชกต่อยกับเด็กที่มาล้อเขาว่าเป็น ‘บุตรหญิงม่าย’ ข้าเป็นแม่ที่ไม่ดีใช่หรือไม่?” อาเป๋งรับรู้ได้ว่าเสียงที่แม่พูดเต็มไปด้วยความเศร้าและความรู้สึกผิด เขาอยากจะลืมตาไปปลอบแม่ แต่เสียงที่ท่านพ่อพูดตอบมาก็ทำให้เขาเบาใจและอุ่นใจในทันที “ความผิดของข้าเองที่ทิ้งเจ้าไป คนจะคิดว่าเจ้าเป็นม่ายก็ไม่ผิดดอก เรื่องที่ผ่านมาแล้วอย่าได้เอามาทิ่มแทงตัวเองอีกเลย ตอนนี้แค่มีเจ้า มีลูก ข้าก็พอใจ” อาเป๋งไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นแม่ยิ้มหรือเปล่า แต่แค่ได้ยินแบบนั้น…ปากของเขาก็ยิ้มทั้งๆที่หลับไปแล้วเรียบร้อย กลับมา ณ ปัจจุบัน หลังจากที่เด็กชายถาม “สุดที่รัก” ของเขาว่าท่านพ่อไปไหน แม่ที่นั่งจดนั่นนี่ไปเรื่อยก็ตอบว่า “ท่านพ่อไปเฝ้านายท่านเหมือนเดิมนั่นแหละจ้ะ” “นายท่านก็คือท่านลุงใหญ่น่ะสิ!” แม่ส่ายหน้า ทำเสียงจุ๊ๆเป็นเชิงเตือน “ลูกจ๋า ท่านพ่อบอกลูกแล้วไม่ใช่หรือว่าท่านเล่าเหี้ยนเต็กคือนายของเรา ถึงท่านพ่อกับนายท่านจะเป็นพี่น้องร่วมสาบาน แต่ท่านพ่อก็ยกย่องให้ท่านเป็นนายด้วย ฉะนั้น แม่กับลูกก็ต้องเรียกท่านว่านายท่านหรือท่านเหี้ยนเต็กนะจ๊ะ” “แต่ท่านลุงใหญ่เป็นพี่ของท่านพ่อ” อาเป๋งพยายามยกเหตุผล “แล้วก็เป็นพี่ของอาสาม ที่สำคัญท่านก็อนุญาตด้วย เพราะฉะนั้นอาเป๋งเรียกท่านลุงใหญ่ได้!” ท่านทั้งหลาย เด็กชายคนนี้มักจะทำหรือพูดอะไรแปลกๆเสมอ แต่เพราะแบบนี้นี่แหละ คนรอบข้างถึงรักเขามากเหลือเกิน มาถึงตรงนี้ เราก็มาดูกันดีกว่าว่า “ครอบครัว” ของเด็กน้อยแซ่กวนมีความพิเศษอย่างไร คนแรกคือ “ท่านลุงใหญ่” ท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการของอำเภอเพงงวนก๋วน ท่านเป็นผู้ชายตัวเล็ก ผิวขาว และมีติ่งหูที่ยาวจนอาเป๋งสังเกตได้ ตาของท่านลุงใหญ่ก็รีๆรับกับคิ้วบางทำให้ท่านดูเป็นคนที่ใจดีและน่ารักคนหนึ่งในสายตาของอาเป๋ง เด็กชายวัยเก้าขวบผู้น่ารักคนนั้น ท่านลุงใหญ่ดูจะเอ็นดูเขามาก อาจจะเป็นเพราะท่านยังไม่ได้แต่งงานและมีลูกเล็กๆสักคน บางคืนท่านจะขอกับท่านพ่อให้พาอาเป๋งมานอนด้วยกันพร้อมกับอาสาม หรือบางที ท่านก็แค่อุ้มอาเป๋งไปมาหรือเอามานั่งตัก ก่อนจะชวนคุยนั่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย “ท่านลุงใหญ่ครับ ตำแหน่งผู้ว่าการทำให้ท่านเหนื่อยบ้างไหมครับ?” เด็กชายถามในวันหนึ่งขณะที่นั่งตักท่านลุงใหญ่ ท่านลุงใหญ่ยิ้มบางๆ ก่อนจะตอบเขาว่า “เหนื่อยเหมือนกัน บางทีลุงก็เจอเรื่องที่คนโตๆบางคนก็ทะเลาะกันเพราะแย่งข้าวของเพียงชิ้นเดียว บางทีก็เรื่องผู้หญิงกับผู้ชายทะเลาะกันเพราะความน้อยใจ หรือไม่ก็พ่อค้าแม่ขายไม่ขายของแบบตรงไปตรงมา ลุงในฐานะคนที่ดูแลทุกคนในเมืองนี้ก็ต้องรับผิดชอบ” มาที่อีกคนที่เขารักและสนิทใจด้วยแบบ “อาสาม” ชายร่างใหญ่ตัวดำที่ใครต่อใครบอกว่าดุเหมือนเสือ สำหรับเด็กชายแล้ว ที่เหมือนเสือที่สุดเห็นจะมีแต่ดวงตากลมโตกับเสียงดังๆของเขาก็เท่านั้น นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเลยสักนิด อาสามเป็นผู้ชายโผงผาง เสียงดัง บางทีก็ขี้โวยวายไปหน่อยเวลาถูกท่านลุงใหญ่หรือท่านพ่อเอ็ด บางทีก็ชอบเดินโซเซเพราะดื่มเหล้า แต่ถ้าให้ถามเด็กชายแล้ว อาสามก็เป็นอีกคนที่รักเขา รักมาตั้งแต่วันที่ได้พบกันครั้งแรกที่ฮอตัง ไม่สิ อาจจะรักมาตั้งแต่ได้ยินจากคำพูดผ่านของท่านพ่อเมื่อนานมาแล้วก็ได้ อันที่จริง พ่อหนูน้อยก็น่าจะสังเกตได้เหมือนกับผู้อ่านทุกท่านว่าคนที่ดูจะมีพื้นฐานทางสินทรัพย์ที่มากที่สุดในกลุ่มก็คืออาสาม ถ้าเป็นในสายตาอาเป๋งแล้วนั้น ความมั่งมีถูกแปรรูปมาเป็นของขวัญต่างๆที่อาสามหามาให้ ไม่ว่าจะเป็นของเล่น ขนม เสื้อผ้า หรือแม้แต่ม้าตัวหนึ่งที่อาสามหามาให้เขาขี่เล่น เหล่านี้ก็ทำให้อาเป๋งแอบคิดว่า ‘นอกจากจะเป็นทหารแล้ว อาสามต้องเป็นพ่อค้าด้วยแน่ๆเลย’ แล้วถ้าถามว่าแต่ละคนในจวนคิดยังไงกับเด็กชายคนนี้…ก็คงต้องดูเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าจะยกขึ้นมาเล่าให้ท่านได้รับทราบโดยทั่วกัน “คิดดูนะ!” อาสามบ่นขึ้นมาลอยๆในวันหนึ่งขณะเป็นคู่เล่นหมากล้อมให้ท่านลุงใหญ่ “หลังๆมาข้าจะพูดจะจาอะไรก็ต้องระวังระไวไปเสียหมดไม่ให้มีคำหยาบคายออกมา” “ทำไมเล่า?” ท่านลุงใหญ่เลิกคิ้ว ยิ้มเหมือนเดาอะไรออกอยู่เลาๆ ก่อนวางหมากลงไป “ก็ข้ากลัว! กลัวที่สุด! กลัวว่าอาเป๋งมันจะเกลียดข้าที่ข้าเป็นคนไม่น่ารัก! หรือไม่…มันอาจจะเอาคำหยาบคายจากปากข้าไปพูดเองนี่ล่ะ!” ท่านลุงใหญ่หัวเราะหึๆในลำคอ กอดอก “หลานข้าไม่ได้สวยแค่รูปอย่างเดียว แต่กิริยาท่าทาง คำพูดคำจาทุกคำก็งาม อีกทั้งยังกล้าหาญชาญชัยเกินเด็กอีกด้วย” “นั่นสิ” อาสามเอนหลังพิงกำแพง กลอกตาไปมา “มันสวยเหมือนแม่ แต่ก็สง่าเหมือนพ่อจริงๆนั่นแหละ!” แม้ว่าโลกเล็กๆของอาเป๋งจะเป็นโลกที่ดูสมบูรณ์พูนสุขมากปานใด บางครั้งอาเป๋งก็รู้สึกเหงาทุกครั้งที่ท่านพ่อต้องออกไปหาท่านลุงใหญ่ เพราะทุกวินาทีที่ท่านก้าวออกไปและหายไปนานๆ นั่นหมายความว่าเขาจะไม่ได้เล่นหรือกอดท่านพ่ออีก “ท่านพ่อครับ” อาเป๋งเอ่ยขึ้นในวันหนึ่งขณะนั่งตักของท่าน มือเล็กจับเคราไปมา “ทำไมต้องไปเฝ้าท่านลุงใหญ่ด้วยล่ะครับ?” “ลูกเอ๋ย นายท่านเป็นคนที่มีทั้งคนรักแล้วก็คนไม่ชอบ พ่อมีกำลัง มีความสามารถพอจะคุ้มกันท่านได้ พ่อก็ต้องไปดูแลท่านน่ะสิ” ท่านพ่อยิ้มน้อยๆแล้วก็ลูบหัวอาเป๋งไปมา อาเป๋งเอนตัวไปซบอกท่าน คลอเคลียไปมา “นอกจากเฝ้าท่านลุงใหญ่…ท่านพ่อมีหน้าที่อื่นๆอีกไหมครับ?” “ก็…มีคุมการฝึกซ้อมรบในบางครั้ง ไปตรวจตราเหตุการณ์จากบนกำแพง แล้วก็อาจจะมีลงไปช่วยคนที่เดือดร้อนน่ะ” “ฟังดูเหนื่อยจังเลย” อาเป๋งขมวดคิ้วน้อยๆ “แล้วท่านพ่อไม่เบื่อเหรอครับ?” ท่านพ่อหัวเราะเบาๆ “พ่อชินเสียแล้วล่ะ บางทีต่อให้เราเหนื่อยหรือเบื่อ คนโตๆแบบพวกเราก็ต้องปล่อยผ่านไป ไม่ก็หาอะไรมาทำแก้เบื่อไปพลางๆ” ไม่รู้เพราะอะไร กวนเป๋งเงยหน้ามองท่านพ่ออยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เรียกขึ้น “ท่านพ่อครับ” “จะถามอะไรอีกเล่า? เจ้านกกระเรียนน้อยของพ่อ ช่างซักไซ้เสียจริง” เสียงของท่านไม่ได้รำคาญเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความขบขันระคนเอ็นดู “ถ้าอาเป๋งโตขึ้น อาเป๋งจะได้เป็นแม่ทัพต่อจากท่านพ่อไหมครับ?” ท่านพ่อเงียบไปครู่หนึ่ง กลอกตาช้าๆเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ก่อนจะกลับมามองตากลมโตของเด็กชาย “ได้นะ แต่…มันไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะสิ” “ทำไมถึงไม่ง่ายล่ะครับ? ไม่ใช่ว่าตำแหน่งนี้ถ่ายทอดให้ลูกหลานได้หรือ? แบบฮ่องเต้กับรัชทายาทน่ะครับ” “การเป็นโอรสสวรรค์หรือการแม่ทัพก็ตาม ต้องผ่านบททดสอบหรือผ่านความเห็นชอบของใครหลายคน” ท่านพ่อเอื้อมมือมาลูบหัวเขาอีกครั้ง มองตาเขาด้วยสายตาจริงจังนิดๆ “อย่างพ่อหรือแม้แต่นายท่านกับอาสาม กว่าจะได้ความดีความชอบ ได้ตำแหน่งมา พวกเราต้องไปช่วยทางการสู้รบกับพวกโจรกบฏเสียก่อน หลวงท่านจึงจะให้เราเป็นแม่ทัพ ขุนพลหรือเจ้าเมืองตามสมควร” อาเป๋งกอดท่านพ่อไว้แน่นเหมือนไม่อยากให้ท่านไปไหน เอาหน้าไถๆไปมาเหมือนที่เคยทำกับแม่ สายตาเหม่อมองออกไปที่นอกห้องนั่งเล่น มองไปยังความว่างเปล่าในอากาศ เด็กน้อยไม่รู้หรอกว่าความยากในการได้ความดีความชอบคืออะไร ไม่รู้ด้วยว่าการเป็นผู้ใหญ่หนักและเหนื่อยขนาดไหน รู้แต่เพียงว่า…โลกเล็กๆของเขามีท่านพ่อ มีแม่ มีท่านลุงใหญ่ มีอาสาม และคนที่รักเขาก็เพียงพอแล้ว “ถ้าอาเป๋งเป็นแม่ทัพแบบท่านพ่อ…” เขากระซิบ “แบบนี้ทุกคนเรียกอาเป๋งว่า ‘แม่ทัพน้อย’ ได้ไหมครับ?” ท่านพ่อก้มหน้ามาหอมกระหม่อมเขาหนึ่งที กระซิบตอบ“คงได้กระมัง?” “ถึงตอนนี้อาเป๋งจะยังไม่เก่ง…อาเป๋งจะเป็นแม่ทัพน้อยของท่านพ่อกับแม่ได้ไหมครับ?” “ได้สิลูก” “ขอบคุณมากครับ”

Author Avatar
อนามิกา - แมวดำผู้ไร้นาม
ลูกแมวอวกาศที่เดินทางข้ามกาลเวลาพร้อมเรื่องราวและนิทานเต็มประเป๋าเป้ พร้อมเสมอในการเล่าเรื่องให้ทุกคนได้ฟัง

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ