แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 3

แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 3

หลังจากคืนนั้น ท่านพ่อกับอาสามก็จับพวกโจรลักเด็กได้สำเร็จ โดยเริ่มจากการที่สายสืบคนหนึ่งจับตัวโจรคนที่มีปิ่นทองแดงกลัดเสื้อมาให้อาสามดูตัว “อาสามตีโจรคนนั้นเลยเหรอครับ?” แม่ทัพน้อยถามอาสามในเช้าวันต่อมา ขณะกำลังนั่งตักแล้วก็เล่นพันด้ายไปด้วย “จริงสิ! ก็มันกล้าขโมยเจ้าไปจากอานี่นา!” อาสามหัวเราะร่วน ก่อนจะทำท่าทางดุๆ ร้องขึ้น “อาก็ด่ามันไปว่า ‘ไอ้ตัวร้าย! เอ็งรู้มั้ยว่าเด็กนั่นน่ะลูกของพี่รองข้าเอง! เอ็งขโมยเด็กผิดคนแล้วล่ะ! แล้วอาก็แจกหมัดไปตุ้บสองตุ้บ เอาให้น่วมพอ!” “โห…น้าคนนั้นน่าจะเจ็บพอดูเลยนะครับ” แม่ทัพน้อยก้มหน้าพึมพำ “น่าสงสารจัง” อาสามหันมามองตาเขียวแบบงอนๆ “บ๊ะ! จะไปสงสารมันทำไม? พวกโจรมันขโมยของ ขโมยลูกเล็กเด็กแดงคนอื่น ใจร้ายจะตาย!” “สุดที่รักเคยบอกอาเป๋งว่า…” ‘คนเป็นโจรได้เพราะเขาไม่มีทั้งเงินแล้วก็ความรู้ พอเห็นคนอื่นมีก็เลยอยากมีบ้าง แต่แทนที่เขาจะทำงานดีๆ เขาก็เลือกที่จะไปขโมยของหรือทำร้ายคนอื่นเพื่อให้ได้เงินมา’ “อาเป๋งว่าพวกเขาก็น่าสงสารนะครับ บางทีถ้าเลือกได้ เขาก็คงไม่อยากเป็นคนไม่น่ารักเหมือนกัน” พูดจบแม่ทัพน้อยก็ก้มหน้ามองพื้นหงอยๆ “หรือบางที…ถ้าเขามีพ่อแม่ที่ใจดีแบบสุดที่รักกับท่านพ่อ เขาก็อาจจะโตมาไม่ทำร้ายใครก็ได้” ท่านลุงใหญ่ที่นั่งสานหมวกอยู่ข้างๆหัวเราะเบาๆ “ที่เจ้าพูดมาก็ถูก คนที่ไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้ขัดเกลาจิตใจ นานวันๆก็กลายเป็นคนชั่วได้ถ้าโอกาสพาไป” “จะว่าไป เรื่องของเด็กๆที่เราช่วยมาได้นี่ว่าอย่างไรล่ะพี่?” อาสามหันไปถาม สีหน้าตื่นเต้นนิดๆ ท่านลุงใหญ่หยุดงานในมือลง ก่อนจะกลอกตาทำท่าครุ่นคิดอยู่นาน แล้วก็เรียก “แม่ทัพน้อยของลุง ไปตามพ่อมาทีซิ” “ได้ครับ!” แม่ทัพน้อยกวนเป๋งปีนลงจากตักอาสามแล้วก็รีบวิ่งกลับไปที่เรือนตัวเองทันที ก่อนจะกลับมาพร้อมท่านพ่อ แล้วถึงค่อยไปแอบฟังสิ่งที่คนตัวโตเขาคุยกันที่หลังประตู “มีเด็กอยู่ 80 คน” ท่านลุงใหญ่พูดพลางกอดอก ท่าทางเคร่งเครียด “อีก 30 คนได้กลับบ้านแล้ว แต่ 50 คนนี่สิ…บางคนก็เล็กมากจำบ้านตัวเองไม่ได้ บางคนก็น่าจะถูกโจรลักมาจากที่อื่น บางคนนี่ก็เข้าวัยหนุ่มสาวรุ่นๆแล้ว จะทำยังไงดีล่ะ?” “เราก็เอาเด็กพวกนี้มาเลี้ยงไว้ก่อนก็ได้” ท่านพ่อเสนอ “บางทีพ่อแม่ของเด็กบางคนอาจจะยังอยู่ในเพงงวนก๋วนแต่ตามหาลูกไม่เจอ ถ้ารู้ว่าลูกอยู่ในที่ปลอดภัยก็คงมารับกลับไปเอง หรือถ้าไม่มี ก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน” “แล้วฮูหยินของเจ้าจะไม่ว่าเอาหรือ?” ท่านลุงใหญ่ถามย้ำ “อาแชน่ะรึ? รายนั้นน่ะมาถามข้าตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว นางว่า…” ‘เลี้ยงพวกเขาเอาไว้เถอะนะพี่ เด็กพวกนี้น่าสงสารจริงๆ อีกอย่างอาเป๋งจะได้มีเพื่อนเล่นด้วย’ นับตั้งแต่นั้น แม่ทัพน้อยกวนเป๋งก็เลยได้มี “พี่น้อง” กับเขาจริงๆเสียที ไม่ใช่พี่น้องที่เกิดจากแม่คนเดียวกัน แต่เป็นพี่น้องที่เข้ามาอยู่ในจวน แม้ว่าแม่ทัพน้อยจะเคยได้ยินพวกพี่เลี้ยงซุบซิบกันว่า “เด็กพวกนี้ก็เป็นได้มากแค่เด็กรับใช้ในเรือนของท่านกวนจงกุ๋นเท่านั้นแหละ” แต่แม่มักจะบอกกับแม่ทัพน้อยเสมอๆว่า “อาเป๋งจำไว้นะ เด็กๆที่พวกเรารับเข้ามาอยู่ที่นี่จะได้ทุกอย่างเท่าที่อาเป๋งได้ พวกเขาจะได้อ่านเขียน ได้ฝึกงานที่อยากจะทำ ลูกอย่ามองพวกเขาว่าเป็นลูกน้องหรือคนที่ด้อยกว่า แต่จงมองพวกเขาเหมือนเป็นพี่น้องของลูก” “แล้ว…อาเป๋งเป็นคนที่เท่าไหร่ของท่านพ่อกับสุดที่รักเหรอครับ?” แม่ทัพน้อยถามในคืนหนึ่งที่นอนด้วยกัน ท่านพ่อยิ้ม เอื้อมมือมาลูบหัวเบาๆ “คนที่หนึ่งสิ เจ้าเป็นลูกคนแรกของพ่อกับแม่นะ” “หนึ่งในใจไม่มีสองงั้นสินะครับ?” แม่ทัพน้อยพึมพำ “แบบที่ท่านพ่อรักแม่จ๋า” ท่านพ่อกับแม่ถึงกับหัวเราะทันทีที่เขาพูดมาแบบนั้น แม่ทัพน้อยก็เลยรู้สึกงง “เอ่อ มีอะไรน่าขำเหรอครับ?” “พี่กวน ลูกเราโตไปจะปากหวานแบบในวันนี้ไหม?” แม่หันไปถามท่านพ่อ “ไม่รู้สิ อย่ามีสาวมาติดพันเยอะก็พอ เดี๋ยวปวดหัว” ‘อาเป๋งไม่อยากมีสาวมาติดพันเลยครับ…’ แม่ทัพน้อยคิดขณะที่ความง่วงค่อยๆคืบคลาน ‘แค่มีสุดที่รัก ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก อาเป๋งก็พอใจแล้ว’ ถ้าให้พูดถึงพี่น้องของแม่ทัพน้อย ส่วนมากก็ดูเป็นเด็กธรรมดาๆไม่แตกต่างจากเด็กทั่วไป แต่บางคนก็มีแขนขาไม่เท่ากัน บางคนมีขาข้างเดียว บางคนหูไม่ได้ยิน บางคนพูดไม่ได้ บางคนตามองไม่เห็น และบางคนถึงไม่ได้ดูแปลก แต่ท่าทางและหน้าตาก็ดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย พี่สาวของแม่ทัพน้อยคนหนึ่งชื่อตันอันกี๋ (陳安褀 เฉินอันฉี) แรกๆก็ดูเป็นเด็กผู้หญิงอายุสิบสามที่ดูร่าเริงสดใสดี แต่บางครั้งแค่พวกคนใช้ผู้ชายเดินผ่านก็ถึงกับร้องไห้ ถ้าเป็นท่านพ่อแวะมาเยี่ยมก็ยิ่งร้องไห้ไปใหญ่ “พี่อันกี๋กลัวผู้ชายเหรอ?” แม่ทัพน้อยถามในวันหนึ่ง “ก็ไม่อยากกลัวหรอกเจ้าค่ะ” พี่อันกี๋สะอื้น กอดแม่ทัพน้อยไว้แน่น “แต่ข้า…ข้าโดนพวกโจรจับตัวทั้งๆที่ไม่ชอบ ก็เลยยังไม่หายกลัว” “แต่อาเป๋งก็เป็นผู้ชายนะ พี่ไม่กลัวเหรอ?” “ไม่เจ้าค่ะ คุณชายยังเป็นเด็ก แล้วก็น่ารัก เป็นสุภาพบุรุษด้วย อันกี๋ไม่กลัวหรอกเจ้าค่ะ” พูดจบพี่อันกี๋ก็กอดเขาแน่น แล้วก็ร้องไห้อีก น้องชายอีกคนหนึ่งของแม่ทัพน้อยที่ชื่อกิมเสง (金成 จิ้นเฉิง) ก็เป็นเด็กอายุห้าปีที่ดูปกติ มีแขนขาครบ ตาหูจมูกปาก ไม่ได้มีอะไรแปลก แต่เวลาเล่นกับพี่น้องคนอื่นๆมักจะเล่นแรง บางทีก็ผลักจนล้มกระแทกพื้น บางทีก็จับพี่น้องอีกคนไปฟาดตรงนั้นตรงนี้ ท่าทางของกิมเสงดูจะเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวแบบที่แม่ทัพน้อยไม่เคยเห็นมาก่อน “หยุดนะ! ถ้ายังไม่หยุดแกล้งเขาอีก ข้าจะตีแล้ว!” ท่านพ่อว่าขณะที่วิ่งมาจับกิมเสง กิมเสงดีดดิ้นร้องกรี๊ดในอ้อมแขนของท่านพ่อไปมาก่อนจะกัดเข้าที่มือของท่าน แต่ท่านก็ไม่สะดุ้งกลัวเลยสักนิด “ตีเลยสิ! ข้าจะได้เอามีดแทงให้ตายๆไปเลย!” กิมเสงตะโกนแบบนั้น ‘เอามีดแทงให้ตายเหรอ?’ แม่ทัพน้อยที่นั่งอ่านตำรามองจากไกลๆ ‘จะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะ? แค่ไม้กวาดกิมเสงยังถือแล้วทำล้มเลย’ แม่ที่จัดยาอยู่ในห้องเดียวกับแม่ทัพน้อยวางถาดใส่ยาลูกกลอนลงบนโต๊ะก่อนจะลุกเดินออกไปที่ลาน ดึงตัวกิมเสงมากอดไว้แล้วโคลงตัวไปมา ท่าทีของกิมเสงที่เคยหยาบกระด้างก็ดูอ่อนลงทันตา และยิ่งอ่อนลงไปเรื่อยๆเมื่อแม่ยื่นตุ๊กตาดินตัวหนึ่งส่งให้ “ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ ไม่มีใครทำร้ายหนูได้ ป้าสัญญา” แม่พูดแบบนั้นขณะอุ้มกิมเสงกลับมาที่ห้องที่แม่ทัพน้อยอยู่ “ท่านผู้ว่าการ ท่านแม่ทัพแล้วก็ป้าจะไม่ตี ไม่ดุหนูเลย แต่ต่อไปห้ามทำหรือพูดไม่ดีแบบนี้อีกเข้าใจไหม?” “อื้อ” กิมเสงตอบห้วนๆ พยักหน้ารับ ดวงตาของเด็กชายวัยห้าขวบยังเต็มไปด้วยน้ำตา ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด มีฝาแฝดอยู่สองคู่ คู่แรกเป็นแฝดหญิงแซ่กง คนพี่ชื่อกงลิม(龔琳 กงหลิน) คนน้องชื่อกงเจ็ง (龔晶 กงจิ้ง) เด็กหญิงวัยสามขวบทั้งสองมีหน้าตาคล้ายกันทั้งคู่ ทำให้บางครั้งพวกคนโตๆก็สับสน เรียกอาลิมและอาเจ็งสลับกันเสมอๆ จะมีแค่ท่านพ่อกับแม่ที่รู้และแยกออกได้ว่าใครเป็นใคร พอใครถามว่าทำไมถึงแยกออก ท่านพ่อก็จะบอกพร้อมรอยยิ้มของคนที่รู้ทัน “คงเพราะข้ากับอาแชเป็นพ่อแม่กระมัง คนเป็นพ่อแม่ทุกคนต้องจำลูกได้ อันที่จริง ต่อให้มีลูกแฝดอีกสิบคู่ ข้าก็คงต้องจำให้ได้แหละ” อีกคู่คือแฝดชายแซ่จิว คนพี่ชื่อจิวจิ๋น (โจวเจิน 周真) คนน้องชื่อจิวตี้ (โจวจือ 周智) อายุเป็นพี่ของแม่ทัพน้อยราวๆสามปี แรกๆก็แยกไม่ออกเหมือนกัน จนกระทั่งวันที่สองพี่น้องแซ่จิวไปปีนต้นหลิวเล่นแล้วอาตี้ร่วงตกลงมาหัวแตก แม่จับอาตี้นอนบนตั่งในห้อง แล้วเริ่มเย็บแผลด้วยด้ายที่ทำจากใยป่าน ระหว่างการเย็บแผลนั้น ดูเหมือนว่าอาตี้จะพยายามอย่างมากที่จะไม่ร้องไห้ แม้ว่าน้ำตาไหลอาบแก้มตลอดก็ตาม โดยมีแฝดแบบอาจิ๋นคอยจับมือและไม่ยอมห่างไปไหน “อดทนได้ดีมากเลยจ้ะ เก่งมาก เป็นลูกผู้ชายต้องรู้จักอดทน นานวันไปจะเจอเรื่องที่เจ็บกว่านี้อีก” แม่ว่าก่อนจะลูบหัวอาตี้เบาๆหลังจากพันผ้าให้แล้ว ตั้งแต่นั้นมา ทุกคนเลยแยกแฝดแซ่จิวออก เพราะอาตี้มีแผลเป็นที่หน้าผากนั่นเอง หลายสัปดาห์ต่อมา ก็มีเรื่องให้น่าตื่นเต้น เมื่ออามู่ พี่เลี้ยงของแม่ทัพน้อยรวมถึงเป็น “แม่” ให้กับพวกพี่น้องทั้ง 50 คน วิ่งกระหืดกระหอบมาจากเขตเรือนน้อยๆที่ท่านลุงใหญ่จัดให้พวกเขาอยู่กัน ร่างผอมบางของหล่อนแทบจะทรุดเมื่อมาถึงหน้าห้องนั่งเล่นที่ท่านพ่อกับแม่นั่งอยู่ “ต้นไม้ติดเด็ก! เอ๊ย! เด็กติดต้นไม้! ห้อยต่องแต่งลงมาแล้วเจ้าค่า!” ท่านพ่อได้ยินแบบนั้นก็ผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งไปก่อนคนแรก ตามด้วยแม่กับพวกบ่าวชายที่วิ่งตาม แม่ทัพน้อยเองก็เช่นกัน ทุกคนมาหยุดอยู่ที่หน้าต้นหลิวเจ้าปัญหาต้นเดิมที่อาตี้เคยร่วงตกลงมาหัวแตกคราวก่อน “อาจิ๋น! ลงมาเดี๋ยวนี้! ไอ้พี่บ้า เอ็งจะปีนให้ตัวเองตกลงมาทำไมโว้ย!” อาตี้ร้องเรียกให้พี่ลงมา ทั้งๆที่ตอนนี้ชายแขนเสื้อคลุมข้างหนึ่งของอาจิ๋นไปติดเข้ากับกิ่งหลิว ทำให้เขาอยู่ในสภาพห้อยแต่งแบบที่อามู่ว่าจริงๆ เป็นอันว่า ท่านพ่อก็ต้องไปเรียกอาสามให้มาช่วยดึงตัวอาจิ๋นลงมา ส่วนแม่ที่รออยู่ด้านล่างก็ลงไปนอนหัวเราะอยู่ที่พื้นหญ้า “อาจิ๋นจ๋า เป็นฝาแฝดไม่จำเป็นต้องเหมือนกันก็ได้จ้ะ” ดังนั้น ก็เลยมีแค่อาตี้ที่มีแผลเป็น และอาจิ๋นก็ลาขาดจากการปีนต้นไม้แทบจะตลอดไป ส่วนพี่น้องที่โตที่สุดก็คือพี่สาวอีกคนที่มีชื่อว่า จูเลี่ยง (จูเหลียน 朱蓮) อายุสิบหกปี แม่ทัพน้อยชอบเรียกหล่อนว่า พี่เลี่ยงเลี่ยงเสมอ อันที่จริง พี่เลี่ยงเลี่ยงก็มีพ่อแม่อยู่ในเพงงวนก๋วนเหมือนกัน แต่แม่บอกว่าพ่อแม่ของหล่อนเป็นคนยากไร้ รู้ดีว่าคงจะดูแลไม่ไหวเลยยกพี่เลี่ยงเลี่ยงให้อยู่ในอุปการะของจวนผู้ว่าการเสียเลย พี่เลี่ยงเลี่ยงสวยเหมือนดอกบัวแบบชื่อของนางจริงๆ ผิวขาวอมชมพูนิดๆ เหมือนกลีบบัวหลวงที่อยู่ในบ่อหน้าเรือนผมก็ดำขลับเหมือนขนนกกาน้ำ ดวงตาไม่ได้กลมโตแบบตาของแม่แต่ก็ดูสวยและมีเสน่ห์ในแบบของนาง และปากก็แดงอวบอิ่ม ดูสุขภาพดีอีกด้วย เพราะเป็นพี่ที่โตที่สุด พี่เลี่ยงเลี่ยงเลยย้ายมาอยู่ในเรือนนอนที่พวกสาวใช้และพี่เลี้ยงอยู่กัน และพี่เลี่ยงเลี่ยงก็อยู่ข้างตัวแม่ตลอด คอยเป็นลูกมือปรุงยาก็บ่อยครั้ง จนบางทีแม่ก็ไว้ใจให้พี่เลี่ยงเลี่ยงปรุงยาสำหรับเอาไปแจกจ่ายให้คนที่มาหาท่านลุงใหญ่เอง พี่เลี่ยงเลี่ยงมีสมุดไผ่อยู่ม้วนหนึ่ง ในนั้นมีชื่อของพี่น้องทุกคนอย่างถูกต้องครบถ้วน เอาไว้เลือกคนที่จะได้ขนม ของเล่น ของฝากต่างๆ ตามแต่คุณงามความดีที่พวกเขาได้ทำ แรกๆพวกพี่โตๆมักจะบ่นว่าพี่เลี่ยงเลี่ยงงก ไม่ก็เป็นพวกลำเลิกบุญคุณและความดีเพื่อจะได้อุบอิบของฝากจากคนใจดีเอาไว้เอง แต่ภายหลัง ทุกคนก็ได้รู้ว่าที่พี่เลี่ยงเลี่ยงทำแบบนั้นก็เพราะนางพยายามจะแบ่งของฝากเหล่านั้นให้เท่าเทียมที่สุด ถ้าเกิดว่าคนหนึ่งไม่ได้ในวันนี้ก็ได้ในวันต่อๆไป และที่สำคัญที่สุด พี่เลี่ยงเลี่ยงไม่เคยมีของฝากเหล่านั้นอยู่ในครอบครองเลยแม้แต่ชิ้นเดียว แม่ทัพน้อยคิดถึงเรื่องพี่น้องทั้งเจ็ดที่ตนนึกออกจากทั้ง 50 คนอยู่บนเตียงเมื่อนอนคนเดียว เขารู้ดีว่าถึงพี่น้องเหล่านี้อาจจะไม่ได้อยู่ในบ้านเดียวกันกับเขา แต่เดี๋ยวเช้ามา เขาก็จะได้ไปเล่นกับพี่น้องพวกนี้อยู่ดี แต่พี่เลี่ยงเลี่ยงนี่สิ แม่ทัพน้อยเคยได้ยินว่าพวกผู้หญิงอายุเท่านี้ๆ มักจะได้แต่งงาน แล้วพอแต่งงานก็จะต้องออกไปอยู่ที่อื่น ‘ถ้าพี่เลี่ยงเลี่ยงได้แต่งงาน…อาเป๋งขอให้พี่เจอคนที่กล้าหาญและใจดีแบบท่านพ่อนะครับ’ แม่ทัพน้อยอธิษฐานจบแล้วก็หลับไป

Author Avatar
อนามิกา - แมวดำผู้ไร้นาม
ลูกแมวอวกาศที่เดินทางข้ามกาลเวลาพร้อมเรื่องราวและนิทานเต็มประเป๋าเป้ พร้อมเสมอในการเล่าเรื่องให้ทุกคนได้ฟัง

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ