ว่าด้วยอักษร ฟินิโก-สยาม ฉบับที่1 และ2
*เรื่องทั้งหมดนี้คือเรื่องแต่งเลียนแบบสารคดีครับ*
ฉบับที่1
25 ธันวาคม พ.ศ. 257X
ไซต์บ้านควนโพธิ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ถึง: ศาสตราจารย์ ภาณุรักษ์ เทวจารึก
ภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรณ์
สวัสดีค่ะ อาจารย์ภาณุ ฉันไอรีณ มั่นศรัทธา เองค่ะ ขณะนี้ ตัวฉันได้มาอยู่ที่ ไซต์บ้านควนโพธิ์ เป็นระยะเวลาร่วมหนึ่งเดือน กับอีกสิบสองวัน อย่างที่อาจารย์น่าจะทราบ ไซต์การขุดนี้ มีอายุตามการระบุด้วยคาร์บอนจากกระดูกย้อนไปถึงช่วงยุคสำริด ซึ่งที่นี่ ก็มีอายุทัดเทียบกับ ไซต์บ้านเชียง ค่ะ
จากสมมติฐานเดิม พวกเราคาดว่า ที่นี่เอง ก็คงจะเป็นการตั้งรกรากของ มนุษย์ยุคสำริด ในเอเชียอาคเนย์ ที่น่าจะคล้ายคลึงกับบ้านเชียง... แต่พวกเราคิดผิดค่ะ
สิ่งที่พวกฉัน พวกเรา ค้นพบที่นี่นั้น อาจจะเปลี่ยนความเข้าใจของพวกเรา ที่มีต่ออาณาจักรโบราณต่างๆ รวมถึงการเดินทางติดต่อและแลกเปลี่ยน ของ มนุษย์ยุคสำริดค่ะ
ฉันต้องสารภาพตามตรงค่ะ ว่าฉันนั้น มีความเกรงกลัวเป็นอย่างมาก ที่จะทำการขุดค้นต่อ เพราะสิ่งที่เราเจอที่นี่ อาจผลิกเปลี่ยน ภูมิรัฐศาสตร์ และ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของเราไปตลอดกาล
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นแรกที่เราพบที่นี่ คือกะโหลกของมนุษย์ชาติพันธุ์ คอเคเชียน ซึ่งนับว่าประหลาดยิ่ง พวกเราตั้งสมมติฐานว่า อาจจะเป็นผู้คนจากอินเดีย หรืออะไรทำนองนั้น
แต่สมมติฐานนั้น ถูกปัดตกไปทันที ที่เราเจอหลักฐานอีกชี้นหนึ่ง ซึ่งก็คือฟอสซิลของผ้า ที่ถูกทำให้กลายเป็นแร่ธาตุข้างกับเครื่องสำริดที่ถูกฝังไว้ด้วยกัน เมื่อเราทำการตรวจสอบสีของผ้าที่แทบจะไม่เหลืออยู่แล้วนั้น พวกฉันจึงตั้งสมมติฐานจากการตรวจสอบเม็ดสี แล้วพบว่ามันน่าจะเคยมีสีม่วงราชวงศ์ และ เป็นผลผลิตจากเปลือก หอยมิวเรกซ์ ซึ่งมีเพียงชาว ฟินิเชี่ยน จากคาบสมุทรเมดิเตอเรเนี่ยน เท่านั้นที่ใช้
แต่ถ้าการค้นพบของเราจบลงแค่นี้ เราสามารถสรุปได้ว่า มนุษย์ยุคสำริดในแดนสุวรรณภูมิ เคยติดต่อค้าขายกับชาว ฟินิเชี่ยน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อยิ่งนัก ก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเสียเท่าไหร่
แต่พวกเราขุดพบ ศิลาจารึกจำนวนสิบแผ่นที่ถูกฝังไว้ มันถูกเขียนด้วยภาษาที่พวกเราไม่เคยรู้จัก ตัวอักษรมีความโค้งมน มีหัว คล้ายตัวอักษรขอม แต่โครงร่างของมันมีความเสมือนอักษร ฟินิเชี่ยน ไม่มีผิด ฉันจึงเริ่มการเปรียบเทียบทางภาษาศาสตร์ในทันที ซึ่งสรุปได้ว่า ตัวอักษรชุดนี้ มี21 ตัวอักษร ไม่มีสระ และ วรรณยุกต์ มีการออกเสียงที่คล้ายกับหมวดหมู่ที่มีภาษาแม่ ภาษาไซนาย และภาษาพี่น้องเป็นภาษากรีก และมีหลักไวยากรณ์แบบSVO ซึ่งประกอบเป็นประโยคแบบ ประธาน กริยา และ กรรม
ด้วยความตื่นเต้นปนกับความหวาดกลัว พวกเราจึงเริ่มทำการลงมือแปลในทันที
ซึ่งตัวฉัน สามารถสรุปได้ดังนี้ว่า
"ขอถวายการสักการะ แด่ ท่าน ผู้สร้างฟ้า ผู้สร้างสวรรค์ และ ผู้สร้างปฐพี ท่านได้ตรัสเรียกแสงสว่าง และแยกมันออกจากความมืดมิด ท่านได้สร้างมนุษย์คู่แรกขึ้น คือ ฮาดมม และ ฮวาม โดยการมอบลมหายใจให้พวกเขา แต่ก็เพราะพวกเขาที่ทำกรรมผิด พวกเขาเลยทำให้แผ่นดินถูกสาปแช่ง ต้นไม้มีหนาม และสัตว์ร้ายจึงเต็มแผ่นดิน เพราะความชั่วร้ายของมนุษย์ ท่านจึงทำให้เกิดน้ำท่วมทั้งปฐพี ท่านได้ให้ชายที่ชื่อ โนฮาม สร้างเรือเพื่อขนสัตว์ทุกชนิด อย่างละคู่ พร้อมกับตัวเขา และครอบครัว
หลังจาก โนฮาม ได้หวนคืนสู่แผ่นดินอีกครั้ง มนุษย์ ก็ได้เริ่มเพิ่มพูนจำนวน
ท่านได้ทรงเรียก ฮับราฮัม ให้เป็นบิดาของชนชาติที่พระองค์ทรงอวยพระพร เมื่ออายุ75ปี และสัญญาแก่เขาว่า เขาจะมีลูกหลานเยอะเหมือนดาวบนฟ้าสวรรค์ พวกเราเหล่าบุตรแห่ง โนฮาม นั้น ได้พบกับ ฮับราฮัม ที่ลุ่มแม่น้ำปิโชน ที่ดินแดน ฮาวิลาห์ ซึ่งเขาบอกกับพวกเราว่า 'จงไปที่ดินแดน ออร์-คาดิม และไปตั้งรกรากที่นั่นเถิด'
พวกเราเคยได้ยินเรื่องราวของดินแดน ออร์-คาดิม จากนักเดินเรือเก่าแก่ว่าเป็น ดินแดนตะวันออกไกลที่มีดีบุกมากนัก และเมื่อเวลามาถึง เราจึงออกเดินเรือทันที ในเรือมีลูกเรือทั้งหมดสี่สิบคน เราใช้เวลาเดินทางนานแสนนานนัก และเราก็มาถึงที่ดินแดนใหม่
เมื่อมาถึง เราก็พบกับชนชาติที่อยู่ที่นี่อยู่ก่อนหน้าแล้ว พวกเขามีความเป็นมิตรแต่พวกเขากำลังบูชาผีสาง เป็นอันตรายยิ่งนัก พวกเราเชื่อว่า ฮับราฮัม ส่งเรามาที่นี่ เพราะต้องการจะช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้ด้วย พวกเราเลยแลกเปลี่ยนกับพวกเขา และพวกเขาก็มาเชื่อในท่าน เหมือนกับพวกเรา และ ฮับราฮัม"
จารึกที่เหลือเสียหายเกินกว่าจะสามารถตีความได้ แต่จากการตีความและการแปลของฉัน จะเห็นได้ชัดว่า พวกเขา ชาวฟินิเชี่ยนที่เดินทางออกจากอ่าวเปอร์เซีย มาคาบสมุทรอินเดียนั้น เชื่อใน พระเจ้าของ อับราฮัม(หรือที่แปลว่าออกมาว่า ฮับราฮัม) ซึ่งนี่ คือเรื่องที่ใหญ่ และ ต้องรับมืออย่างละเอียดอ่อนมาก เพราะ เรื่องราวของ อับราฮัม นั้น ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือ ปฐมกาล ของพระคัมภีร์โทราห์ ใน พระคัมภีร์เดิม ของศาสนายูดาห์
ซึ่งนี่จะหมายความว่า นี่คือการเข้ามาครั้งแรกของ ศาสนาอับราฮัมมิก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้!
ความเชื่ออัราฮัมมิกไม่ได้เข้ามาที่ สยาม ตอนปี พ.ศ. 2110 แต่เป็นในยุคสำริด!
ตัวฉัน ที่ไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับข้อมูลที่เพิ่งค้นพบนี้อย่างไรดี จึงอยากสอบถามความเห็นของอาจารย์ค่ะ ว่าพวกเราสมควรจะจัดการกับเรื่องนี้ต่อเช่นไรดี?
ด้วยความเคารพยิ่ง
ไอรีณ มั่นศรัทธา
--- ---
ฉบับที่2
30 มกราคม พ.ศ. 257X
กรุงเอเธนส์ ภูมิภาคอัตติกา ประเทศกรีซ
ถึง: ศาสตราจารย์ ภาณุรักษ์ เทวจารึก
ภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรณ์
สวัสดีค่ะ อาจารย์ภาณุ ฉันไอรีณ มั่นศรัทธา เองค่ะ นี่เป็นรายงานอย่างไม่เป็นทางการฉบับที่สองที่ฉันส่งให้อาจารย์ค่ะ จากคำแนะนำของอาจารย์ ฉันจึงนำเรื่องนี้ไปเสนอแก่ ด.ร. เฮลิออส พารากาลอส ตามที่อาจารย์ได้แนะนำค่ะ ด.ร. พารากาลอส ได้แจ้งให้ฉันนำหลักฐานและเอกสารต่างๆมาที่ มหาวิทยาลัยของเขาในเอเธนส์
ฉันรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย เพราะฉันคิดว่าคนที่ควรจะไป คือ อาจารย์ภาณุ ไม่ใช่ฉัน แต่ฉันก็รู้ดีค่ะว่า อาจารย์นั้นติดงานที่ อินเดีย จึงเดินทางมาไม่ได้ เช่นนั้น ฉันจึงจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ อาจารย์ ให้ดีที่สุดค่ะ
กรุงเอเธนส์นั้น แตกต่างจากที่ฉันคิดไว้มากค่ะ เป็นเมืองที่สมกับเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมตะวันตก ฉันสามารถได้กลิ่นทะเลอ่อนๆขณะเดินในถนนที่คนพลุกพล่าน อีกทั้งยังมีอาหารที่แปลกตา แต่ก็ไม่ได้พิศดารเสียจนกินไม่ได้ค่ะ แต่ที่ถูกปากฉันมากคือ ยีโร เคบับ ค่ะ โดยมันทำจากเนื้อที่นุ่ม ซอสประจำถิ่นที่ฉันไม่แน่ใจว่าเรียกว่าอะไร และ ขนมปังแบนพิต้า ที่ม้วนทั้งหมดเข้าด้วยกัน
ฉันมาถึงก่อนกำหนดราวๆวันครึ่ง (ทั้งนี้เพราะ ด.ร. พารากาลอส กำลังเดินทางกลับมาจาก เทซาโลนิกี) เมื่อฉันพบเขาครั้งแรก เขามีลักษณะหน้าตาเหมือนกับ พวกนักปราชญ์กรีกโบราณอย่าง อริสโตเติล เขานั้นเป็นคนที่แลดูตรงไปตรงมา ไม่ค่อยอ้อมค้อมเสียเท่าไหร่นัก เมื่อเขามาถึงที่นัดหมายพร้อมกับคณะประชุมของเขา เขาจึงพาฉันไปที่ห้องประชุมทันที
ฉันจะสรุปการประชุมคร่าวๆให้ฟังค่ะ มันจบลงด้วยความน่าผิดหวัง ในการประชุมนั้น ฉันได้แสดงหลักฐานต่างๆนาๆที่ พวกเรา ขุดพบที่ไซต์บ้านควนโพธิ์ ทุกอย่างเหมือนว่าจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่เมื่อถึงการลงมติ ด.ร. พารากาลอส ก็ได้ไปพูดคุยกับคณะของเขาอย่างเงียบๆ และ จึงบอกว่า หลักฐานที่ฉันมีนั้น ยังไม่สามารถยืนยันอะไรได้ทั้งนั้น ฉันอยากจะแย้งนะคะ แต่ฉันรู้ตัวดีว่าฉันเป็นแค่นักศึกษาวิจัยจากประเทศที่เขามองว่าเป็นตะวันออกไกลค่ะ
ด้วยความผิดหวัง และ สงสัยในตัวเอง ฉันจึงมานั่งที่ คาเฟ่เงียบๆแห่งหนึ่งที่ เนินเขาไลคาเบตตุส ฉันเห็นวิวราคาหลักล้านจากเนินเขา ทะเลเมดิเตอเรเนี่ยนและกรุงเอเธนส์ที่ถูกย้อมให้เป็นสีส้มทอง แต่ฉันเหมือนว่าจะไม่สามารถมีความสุขกับมันเสียเท่าไหร่นัก เพราะฉันคิดว่า ฉันทำอะไรพลาดพลั้งไปรึเปล่า? และจะทำให้งานทั้งหมดตลอดหลายเดือนเสียไปรึเปล่า? ฉันสารภาพตามตรงค่ะอาจารย์ ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนว่าเป็นเด็กตัวเล็กๆที่ถูกแย่งของเล่นชิ้นโปรดไป ฉันสารภาพว่า ฉันอยากจะร้องไห้ค่ะ
แต่ ด.ร. พารากาลอส ก็มาหาฉันที่ คาเฟ่ แห่งนี้เป็นการส่วนตัว และทำท่าเหมือนจะขอโทษขอโพยเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น และ ทำให้ฉันเสียเวลาต้องบินมากรีซเพียงเพื่อจะถูกปฏิเสธ เขาถามฉันว่า ฉันเก็บความลับได้ดีแค่ไหน? เพราะเขาอยากให้เรื่องนี้เป็นที่รู้กันกับแค่ ฉัน ทีมงาน และ อาจารย์ภาณุ ค่ะ ฉันเลยสงสัยว่า นี่มันเรื่องอะไรกัน?
ด.ร. พารากาลอส บอกฉันว่า เขายังไม่แน่ใจ และ ไม่กล้ายืนยันว่า ผ้าสีม่วง และเครื่องสำริดต่างๆ เป็นของชาวฟินิเชี่ยนหรือไม่ แต่เขารู้จักอักษรในครอบครัวตระกูลฟินิเชี่ยนดี และทันทีที่เขาเห็น เขาบอกว่านี่ ไม่น่าจะเป็นความบังเอิญแน่ ซึ่งนั่น อาจจะหมายความได้หลายอย่าง เช่น ชาวฟินิเชี่ยน อาจจะติดต่อกับอินเดีย และจารึกเหล่านี้อาจจะเดินทางมาถึงสุวรรณภูมิ แต่ก็ยังไม่สามารถปฏิเสธว่า ในจารึกนั้น กล่าวถึง ออร์-คาดิม ซึ่งเป็นคำที่เขาเคยพบในบันทึกของนักเดินทางชาวโรมัน-ไบแซนไทน์ ในช่วงยุคสมัยของจักรพรรดิจัสติเนียน ก็ได้กล่าวถึงชื่อนี้ โดยตอนแรก ตัว ด.ร. พารากาลอส ก็งงว่า ทำไมชื่อนี้ถึงเหมือนกับชื่อ ฟินิเชี่ยน นัก แต่เมื่อเขาค้นคว้าเพิ่มเติม ก็ทราบว่า ออร์-คาดิม เป็นชื่อเดิมที่ชาว ฟินิเชี่ยน ตั้งให้ดินแดนแห่งหนึ่งในตะวันออกไกล แต่เขายังไม่กล้าสรุป เพราะหลักฐานยังไม่เพียงพอ
เขายังบอกอีกว่า นี่เป็นครั้งแรกๆในประวัติศาสตร์ ที่มีการกล่าวถึง อับราฮัม บิดาของศาสนาตระกูลอับราฮัมมิกโดยตรง นอกจากในพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมาก เพราะนักโบราณคดียุคปัจจุบัน ต่างก็ปฏิเสธถึงการมีตัวตนของเขา
เขาบอกว่าที่เขาต้องปฏิเสธในการประชุมอย่างเป็นทางการนั้น เพราะโลกยังไม่พร้อมรับกับการค้นพบนี้ เขาบอกว่าลองคิดถึงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นระหว่าง ศาสนา ภูมิรัฐศาสตร์ และ เชื้อชาติ จนอาจจะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ และอุดมการณ์ ก็ย่อมได้
ด.ร.พารากาลอส ยังบอกกับฉันว่า เขาไม่สามารถสนับสนุนโดยตรงในการค้นคว้าได้ แต่เขาจะออกทุนให้ฉันเพียงพอที่จะดำเนินงานต่ออย่างแน่นอน เพราะเขาเชื่อว่า แม้ตอนนี้โลกจะไม่พร้อมที่จะรับถึงการค้นพบนี้ แต่สักวันหนึ่ง ในวันที่มนุษย์เติบโตมากขึ้นในด้านจิตวิญญาณ การค้นพบนี้ จะเป็นที่ต้อนรับของคนทั้งหลาย
เอาตามจริง ฉันยังไม่รู้เลยว่า จะจัดลำดับความคิดของตนเองอย่างไรดี เหมือนกับว่าได้มีคนโยนโลกทั้งใบมาไว้บนบ่า ฉันไม่รู้ว่าต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับอีกนานแค่ไหน แต่ฉันก็เห็นด้วยกับเหตุผลของ ด.ร. พารากาลอส ค่ะ
ด้วยความเคารพ
ไอรีณ มั่นศรัทธา
ป.ล. 1 ฉันซื้อของฝากมาเพื่ออาจารย์ด้วยค่ะ เป็นผ้าพันคอที่เป็นลายธงของประเทศกรีซ ฉันรู้ดีค่ะว่า มันเป็นของฝากที่ดูสิ้นคิดมาก แต่ฉันว่าน่าจะเหมาะกับอาจารย์ค่ะ
ป.ล. 2 ด.ร. พารากาลอส ฝากทักทายอาจารย์ด้วยค่ะ เขาบอกว่าเมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง เขาก็อยากที่จะพบ และ ร่วมงานกับอาจารย์ และ มหาวิทยาลัยของเราค่ะ
ป.ล. 3 ฉันจะอยู่ที่ กรีซ เพื่อศึกษาอารยธรรม ฟินิเชี่ยน อีกสักราวๆสองสัปดาห์ และจากการค้นพบนี้ อาจต้องปรับเปลี่ยนหัวข้อธีสิสใหม่ให้สอดคล้องกับการค้นพบค่ะ ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย แต่ฉันคิดว่าการที่ฉันทำเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าค่ะ
---

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น