ความสดใสที่หายไปตามกาลเวลา
วันนี้ก็เป็นวันแสนน่าเบื่ออีกหนึ่งวัน ของบุคคลผู้ล้มเหลวทางความสำเร็จอย่างฉัน อาจเป็นเพราะช่วงนี้รู้สึกจมูกอ่อนไหวมากกว่าปกติ คาดว่าโรคภูมิแพ้ฝุ่นของตัวเองน่าจะเริ่มกำเริบ เลยตัดสินใจลุกขึ้นมาทำความสะอาดห้องนอนที่รกเสียยิ่งกว่าอะไรดีของตัวเอง แม้ว่าภายในใจจะกรีดร้องว่าไม่อยากทำมากขนาดไหนก็ตาม ฉันเอื้อมมือไปหยิบไม้กวาดที่อยู่คู่บ้านคู่เรือนมาสิบกว่าปี สังเกตได้จากบริเวณขนไม้กวาดที่เหลืออยู่เทียบเท่ากับเส้นผมบนหัวของปังปอนด์ ฉันค่อย ๆ ปัดกวาดเศษผม และไรฝุ่นมากมายภายในห้อง ในระหว่างที่กำลังปัดกวาดเช็ดถูด้วยความเหนื่อยหน่ายอยู่นั่นเอง หางตาก็เหลือบไปเห็นอัลบั้มรูปภาพในวัยเด็กของตัวเอง ที่ซ่อนอยู่บริเวณซอกตู้เสื้อผ้าเข้า สภาพปกแข็งกรอบราวกับแค่เอานิ้วไปสัมผัสก็อาจทำให้มันพังทลายกลายเป็นผุยผง ฉันวางไม้กวาดในมือลง ก่อนจะค่อย ๆ ปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ แล้วเปิดดูรูปภาพด้านในอย่างประณีต
รูปถ่ายใบแรกที่เปิดไปเจอคือฉันในวัยแบเบาะ กำลังนั่งขี่คอพ่อของตัวเองด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความฉงนมากมาย พ่อยังหนุ่มอยู่เลยด้วยซ้ำ เส้นผมสีดำคลับและริ้วรอยเพียงเล็กน้อยนั่น เมื่อเทียบกับปัจจุบันก็ต่างกันอยู่หลายขุม พอมองรูปนี้นาน ๆ ฉันก็นึกประโยคหนึ่งที่แม่เคยพูดเอาไว้ ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ได้ขึ้นมา
“ตอนนั้นกูนึกว่ากูคลอดลิงออกมา”
นึกๆ ไปแล้วก็อดที่จะขำออกมาไม่ได้ แม่เคยเล่าให้ฟังว่าตอนที่ฉันเกิดมา ตัวของฉันถูกปกคลุมไปด้วยขนเส้นยาว ๆ มากมายราวกับลูกลิง ไหนจะน้ำหนักแรกเกิดที่แทบจะเกินมาตรฐาน แม่บอกว่าตอนที่ตั้งท้องฉันอยู่ แม่เกือบเอาตัวไม่รอด ตอนที่อุ้มท้องว่าลำบากแล้ว ตอนคลอดยิ่งแล้วใหญ่ แม่บอกว่าตัวฉันใหญ่มาก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ผู้เป็นแม่จะคลอดบุตรที่มีขนาดตัวใหญ่ขนาดนี้ โดยวิธีการธรรมชาติได้ แม่ฉันมีความคิดที่ว่าแผลคลอดธรรมชาติหายเร็วกว่าแผลผ่าคลอด แม่ไม่อยากพักฟื้นนานเพราะอยากรีบไปทำงานหาเงินไวๆ เลยเลือกที่จะคลอดแบบธรรมชาติ แม่บอกว่าตอนที่โดนฉีดยาบล็อกหลัง คือช่วงเวลาที่ทรมานที่สุด ทรมานมากกว่าตอนที่เบ่งฉันออกมาอีก แม่ยังเล่าติดตลกอีกว่าตอนที่ฉันเพิ่งเกิดใหม่ๆ หัวฉันยาวเหมือนเอเลี่ยน เพราะคุณหมอใช้เครื่องมืออะไรบางอย่างดูดส่วนหัวของฉันออกมา ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่แม่เล่ามานั้นเป็นแค่มุกตลก หรือว่าคือเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นกันแน่ เพราะตอนนี้ท่านก็ไม่ได้อยู่ให้ฉันถามอีกต่อไปแล้ว
ฉันเลื่อนเปิดดูหน้าถัดไป เป็นรูปของฉันสมัยเรียนอนุบาล ยืนยิ้มแฉ่งพร้อมฟันหน้าที่หายไปหนึ่งซี่ ชูสองนิ้วให้กล้องเพราะเป็นท่าโพสต์ประจำ เท่าที่จำได้คือเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ฉันวิ่งลงมาจากบ้าน ด้วยความที่บ้านของฉันเป็นบ้านไม้ จึงมีพื้นที่บางส่วนที่ไม่สม่ำเสมอกัน ประกอบกับที่ฉันไม่ระมัดระวังตัว สะดุดเข้ากับแผ่นไม้ที่เผยอออกมา ล้มหน้าคว่ำกลิ้งลงมาจากบันไดชั้นบนจนถึงชั้นล่าง โชคดีที่ตัวบันไดไม่ได้ยาวมาก มิเช่นนั้นอาจไม่ใช่แค่ฟันที่หัก แต่กระดูกก็ไม่น่าเหลือ ตอนนั้นแม่ตกใจมากเพราะพอฉันลุกขึ้นมาก็เห็นลูกตัวเองมีเลือดกบปาก พอรู้ว่าแค่ฟันหักก็หัวเราะลั่น เสียงหัวเราะนั่นพรากความมั่นใจส่วนหนึ่งไปจากฉันในช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว
หลังจากวันนั้นฉันก็สูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปเลย ไม่กล้ายิ้ม ไม่กล้าพูดคุยกับใคร พวกญาติผู้ใหญ่ที่เขาเอ็นดูก็มักจะเข้ามาแกล้งด้วยการขอดูฟันที่หลออยู่บ้าง ล้อปมด้อยเรื่องฟันหลอบ้าง จนทำให้ช่วงนั้นฉันเกลียดพวกท่านไปเลย ก็มีแต่แม่ของฉันเท่านั้นแหละที่บอกว่าไม่ต้องไปใส่ใจคำพูดของคนอื่น (ปล.ทั้ง ๆ ที่แม่คือคนแรกที่ล้อเรื่องฟันหลอของฉันด้วยซ้ำ) ฟันน้ำนมมันหักไปแล้วมันก็ขึ้นใหม่ได้ ไม่ต้องไปกังวล หลังจากนั้นฉันก็เลยมีความมั่นใจมากขึ้น จนสามารถยิ้มออกมากว้าง ๆ เหมือนในรูปใบนี้ได้
ไม่เคยคิดเลยว่าแค่การหยิบรูปถ่ายเก่าๆ มาดูมันจะน่าสนใจมากขนาดนี้ ว่าแล้วฉันก็ละมือจากการทำความสะอาดทั้งหมด หยิบอัลบั้มรูปภาพนั้นมาไว้แนบอก พร้อมเดินไปนั่งที่บนเตียง กางมันออกอีกครั้ง คราวนี้เปิดหน้าถัดไป เป็นรูปของฉันสมัยเรียนประถม ในรูปฉันใส่เสื้อแขนตุ๊กตากับกระโปรงยีนสีดำ ใบหน้าขาวโพลนกับทาปากสีแดงสด มองไปมองมาก็เหมือนพวกเกอิชาอยู่กลายๆ จำได้ว่าในตอนนั้นที่โรงเรียนระดับชั้นประถมจะมีการแข่งขันเต้นในวันลอยกระทง ฉันเลยจำเป็นต้องเข้าร่วมด้วย เสื้อผ้าแม่เป็นคนจัดการซื้อให้ที่ตลาดนัด ทว่าน่าเสียดายตรงที่ครอบครัวของฉันไม่มีใครมีเครื่องสำอางหรือแต่งหน้าเป็นเลย แม่จึงพาฉันไปหาเพื่อนบ้านที่เป็นครูอนุบาล เพราะเห็นท่านแต่งหน้าไปโรงเรียนทุกวัน แต่ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น อาจเพราะแป้งรองพื้นของเขากับผิวของฉันมันคนละสีเลยทำให้หน้าฉันในวันนั้นขาวผ่อง แทบจะสู้กับพระจันทร์ที่ส่องแสงมายามค่ำคืนได้ ช่วงแรก ๆ ฉันยังเต้นอยู่บนเวทีด้วยใบหน้าบึ้งตึง อาจเพราะเป็นคนไม่ชอบการแสดงอะไรแบบนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คงอาจเป็นเพราะเครื่องหน้าที่ดูจะเกินเบอร์ไปหน่อยเนี่ยแหละเลยทำให้ไม่กล้าแสดงออกอะไรมากมาย แต่พอได้พวงมาลัยเงินจากแม่ที่ไปแอบซื้อมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ฉันก็สลัดคำว่าอายทิ้งไปแล้วเต้นให้สนุกที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมมอบยิ้มหวานๆ เป็นการตอบแทนค่าพวงมาลัย
รูปถัดไปเป็นตอนฉันเรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมต้น วันนั้นฉันไปร่วมแสดงความยินดีกับวันรับปริญญาของพี่สาว ในรูปฉันทำเพียงยกยิ้มเล็กน้อยให้กล้องเพราะไม่มั่นใจในตัวเอง ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ฉันไม่ชอบตัวเองมากที่สุด ทุกครั้งที่มองไปที่กระจกฉันจะรู้สึกเกลียดตัวเองมากขึ้นทุกครั้ง เอาแต่กร่นด่าตัวเองอยู่ทุกวันว่าทำไมถึงอ้วน ทำไมถึงดำ ทำไมถึงไม่สวยเหมือนกับเพื่อนผู้หญิงคนอื่นๆ ในโรงเรียน
พอเราก้าวเข้ามาในสังคมที่ใหญ่ขึ้นทำให้เราได้พบเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา และด้วยเหตุนั้นฉันจึงเริ่มเทียบตัวเองกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปลักษณ์ เรื่องความสามารถ และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย และก็คงเริ่มมาตั้งแต่ช่วงเวลานั้นที่รอยยิ้มอันแสนไร้เดียงสาและความสดใสของฉัน มันเริ่มจืดจางลงไปเรื่อย ๆ ทีละนิด ๆ
ภาพถัดมาคือฉันตอนมัธยมปลาย หากเอารูปสองรูประหว่างตอนที่ฉันอยู่ม.ต้นกับม.ปลายมาเทียบกัน ก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ฉันเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่เพราะมีความรัก ฉันแอบชอบรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นเสมือนเดือนของโรงเรียน ฉันจึงมีความใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องเป็นแฟนกับพี่เขาให้ได้ ฉันเริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลผิวหน้า ผิวกาย การลดน้ำหนัก การกินอาหารเสริม ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันลดน้ำหนักไปได้มากกว่ายี่สิบกิโลกรัมตอนช่วงปิดเทอมใหญ่ ปฏิกิริยาของเพื่อน ๆ ที่อึ้งกับการเปลี่ยนแปลงของฉัน ทำให้ฉันภาคภูมิใจกับตัวเองมากในตอนนั้น ทว่ารอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจนั้นก็ต้องมลายหายไป เมื่อฉันค้นพบว่าการลดน้ำหนักแบบผิดวิธีมันจะนำพามาสู่วัฏจักรที่ไม่รู้จบของคำว่า “โยโย่” หรือ "โยโย่เอฟเฟกต์" ในวัยที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยไปแล้ว
อัลบั้มรูปภาพของฉันสิ้นสุดลงด้วยรูปของตัวเองตอนรับใบประกาศนียบัตรจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพราะพอย่างก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย การถ่ายรูปมันสามารถทำได้โดยการใช้แค่โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวแล้ว การถ่ายเก็บเป็นแผ่นภาพแบบเก่ามันยุ่งยาก พอถ่ายรูปจากกล้องดิจิตอลเสร็จก็ต้องเอารูปไปล้างที่ร้านต่ออีก เสียทั้งเวลาเสียทั้งเงิน ไม่สู้ถ่ายในโทรศัพท์มือถือไปเลยจะไม่ดีกว่าหรอกเหรอ ดังนั้นรูปฉันตอนเรียนมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มักจะอยู่ในโทรศัพท์มือถือเสียมากกว่า ฉันเลยตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา กดเปิดเข้าแกลลอรี่ เลื่อนไปยังรูปภาพที่เก่าที่สุดแล้วก็ได้แต่ประหลาดใจ
ในช่วงเวลานั้นฉันแทบไม่ถ่ายรูปตัวเองเอาไว้เลยด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่เป็นพวกรูปการบ้านจากสไลด์ จากใบงานที่ต้องทำ ไม่ก็รูปวิวท้องฟ้าจากนอกหน้าต่างหอพักของตัวเอง อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่ามันเกิดผลกระทบขึ้นหลังจากที่ฉันลดน้ำหนักแบบไม่ถูกวิธี อาการโยโย่ที่ว่าทำให้น้ำหนักฉันเพิ่มขึ้นมาราว ๆ สิบกิโลกรัมได้ ตอนนั้นฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะก็ไม่ได้มีความคิดว่าตัวเองดูอ้วนขึ้นมากขนาดนั้น จนกระทั่งกลับมาที่บ้านแล้วมีแต่คนทักว่าดูอ้วนขึ้น ฉันเครียดมาก กลัวว่าจะกลับไปอ้วนเหมือนเมื่อก่อน เลยพยายามลดน้ำหนัก แต่เป็นการลดน้ำหนักที่ไม่มีความบาลานซ์ ลดน้ำหนักแบบสุดโต่งมากจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น กินไข่ต้มแค่ฟองเดียวแล้วใช้ชีวิตตลอดทั้งวัน หรือกินแค่น้ำเปล่าเพียงแค่อย่างเดียว ช่วงนั้นฉันสุขภาพแย่มาก เรียกได้ว่าป่วยบ่อยจนต้องถึงขั้นหามเข้าโรงพยาบาล สุดท้ายเลยยกเลิกแผนการลดน้ำหนักเหล่านั้นไป กลับมากินปกติ ไม่กินจุกจิก น้ำหนักก็คงที่ ไม่ได้ลด ไม่ได้เพิ่มไปมากกว่าเดิมสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่ชอบถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้ในโทรศัพท์อยู่ดี
เลื่อนดูไปได้สักพักก็เจอเข้ากับรูปถ่ายตอนงานศพแม่ น่าจะเป็นคืนแรกที่ทางครอบครัวเป็นเจ้าภาพงานศพ พวกญาติ ๆ ก็เลยขอถ่ายรูปร่วมเฟรมกันเสียหน่อย ไล่สายตามองไปเรื่อย ๆ ก็เจอตัวเองที่นั่งพับเพียบอยู่ด้วยสีหน้าและท่าทางที่หม่นหมองเคล้าเศร้าโศก ประกอบกับดวงตาที่บวมปูดและแดงก่ำ ใบหน้าเหมือนพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ตลอดเวลา
แม่เคยพร่ำสอนฉันเอาไว้เสมอว่าน้ำตาคือสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ ดังนั้นอย่าร้องไห้ให้คนอื่นเห็นเด็ดขาด เพราะว่าแม่เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนแร้นแค้น ถูกสั่งสอนมาว่าน้ำตาไม่ได้ช่วยให้มีข้าวกิน ดังนั้นแม่จึงถือคตินั้นใช้ชีวิตตลอดมา ฉันเชื่อแบบเดียวกันมาจนกระทั่งวันหนึ่งตระหนักได้ว่า การร้องไห้ไม่ใช่การแสดงด้านที่อ่อนแอ น้ำตาไม่ใช่สัญลักษณ์ของการยอมแพ้เสมอไป เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่าน้ำตาคือสิ่งที่ซื่อตรงกับความรู้สึกของเรามากที่สุด ดังนั้นฉันมองว่าการร้องไห้ไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ แต่มันกลับช่วยระบายความอึดอัดภายในใจของเราออกมาต่างหาก
ช่วงมหาวิทยาลัยมีรูปตัวเองว่าน้อยแล้ว ช่วงชีวิตการทำงานยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในโทรศัพท์มือถือของฉันแทบจะมีแค่รูปภาพตอนทำงาน (ที่แสร้งถ่ายเพราะต้องใช้ไปประดับในแฟ้มสะสมผลงาน) ไฟล์งานที่เจ้านายสั่งให้ทำ และสลิปเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย พอลาออกฉันก็แทบจะโยนรูปพวกนั้นทิ้งลงถังขยะในโทรศัพท์มือถือทันที ฉันไม่แม้แต่จะอยากย้อนกลับไปดูด้วยซ้ำ แต่ไหน ๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ฉันเลยตัดสินใจเปิดไฟล์แฟ้มสะสมผลงานที่เคยบันทึกเอาไว้ขึ้นมาดู ดูไปเรื่อย ๆ ก็สังเกตเห็นสีหน้าตัวเองในรูปถ่ายเหล่านั้น พบว่ามันเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม สายตาที่ว่างเปล่าราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง มองรวม ๆ แล้วดูทรุดโทรมเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นมนุษย์
นึกย้อนไปก่อนที่ฉันจะได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์เงินเดือน ฉันยังมีความฝัน ความฝันอันยิ่งใหญ่ ฝันที่ใหญ่เกินไปจนไม่อาจเอื้อมไปถึง นั่นคือการได้เป็นนักเขียนนิยายชื่อดัง ฉันอยากเห็นนิยายของตัวเองถูกวางจำหน่ายที่ร้านหนังสือชื่อดังทั่วประเทศ อยากนั่งจิบชาสบาย ๆ พร้อมกับแต่งนิยายอย่างมีความสุข อยากถ่ายทอดจินตนาการของตัวเองผ่านตัวอักษร ให้ประจักษ์ต่อสายตาของนักอ่านทุกคน ทว่าความฝันนั้นหาใช่ว่าจะทำได้โดยง่าย
ฉันเป็นนักเขียนนิยายลงเว็บออนไลน์มาได้ก็ราว ๆ สิบปี เริ่มอัพนิยายเรื่องแรกลงบนเว็บก็ตั้งแต่ได้มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเอง ฉันมีความสุขกับการเขียนนิยาย มีความสุขที่ได้อ่านคอมเม้นต์จากผู้อ่านทุกท่านที่แวะเวียนผ่านไปผ่านมา ไม่ว่าจะแค่แวะมาทักทาย หรือเข้ามาติชมผลงาน ล้วนแล้วแต่ทำให้ฉันมีไฟเดินต่อไปข้างหน้าด้วยกันทั้งนั้น ทว่ามันกลับเป็นเพียงแค่ความสุขที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ราวกับสายลมที่โชยมาอ่อน ๆ เท่านั้น เพราะเหตุผลหลัก ๆ เลยก็คือฉันไม่สามารถหารายได้จากความฝันนี้ได้ ความฝันนี้จึงถูกพับเก็บลงไปไว้ในส่วนลึกของจิตใจ และไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ที่มันจะกลับมาเปล่งประกายได้อีกครั้ง
ฉันได้มาทำงานในสายงานและตำแหน่งที่ตัวเองเรียนจบมา แต่ตัวฉันเองกลับไม่ชื่นชอบมันเลยแม้แต่นิด ทำไปได้สักระยะฉันก็ทนไม่ไหวจึงตัดสินใจลาออก ลาออกโดยที่ไม่คิดที่จะหางานอื่นมารองรับ กลายเป็นคนว่างงานโดยสมบูรณ์ พยายามจะหารายได้จากช่องทางอื่นที่ไม่ต้องกลับไปทำงานรูปแบบเดิมให้ความทรมานมันวนลูปกลับมาอีก ทว่าความคิดนั้นไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากครอบครัว สุดท้ายฉันก็ต้องกลับไปเดินเส้นทางที่แสนทรมานที่จากมาอีกครั้ง อดทนจนครบหนึ่งปีก็รู้สึกว่าตัวเองไปต่อไม่ไหว จึงกลับมาตายที่รังเก่า นั่งซึมเศร้าเฝ้ารอวันสุดท้ายของชีวิตในห้องสี่เหลี่ยมเล็กแคบของตัวเองด้วยสายตาว่างเปล่า เก็บตัวราวกับเป็นผีดูดเลือดที่ไม่ยอมออกไปเจอผู้คนและแสงตะวัน จ้องมองไปที่ของมีคมรอบตัววันละเป็นพันครั้ง พร้อมกับความคิดที่จะจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควรอยู่ทุกวินาที จนกระทั่งนึกครึ้มอยากทำความสะอาดห้องของตัวเองขึ้นมา และได้มาเจอกับอัลบั้มภาพถ่ายเล่มนี้เข้า
ฉันเดินออกมาจากในห้องนอนแคบ ๆ ของตัวเอง เจอพ่อที่กำลังนั่งดูยูทูปอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีขาว เขาหันมามองหน้าฉันด้วยท่าทางประหลาดใจ ก่อนที่ฉันจะลงไปนั่งที่โต๊ะลายหินอ่อนที่ตั้งอยู่หน้าบ้านที่ห่างจากเขาไปได้ไม่ไกล เหม่อมองท้องฟ้าสีนวล ลมอ่อนพัดโชยมาเบา ๆ ฉันหลับตาพริ้มซึมซับบรรยากาศตรงหน้า เห็นที่หางตาว่ามีกระดาษหลายแผ่นกับปากกาวางเอาไว้ ฉันเอื้อมมือออกไป คว้ามันมาแล้วร้อยเรียงเขียนเรื่องราว ความคิดมากมายพรั่งพรูอยู่ในสมองถูกจรดลงบนปลายปากกา ฉันร่ายจินตนาการเหล่านั้นลากยาวจนกระดาษขนาดเอสี่สองสามแผ่นทั้งหน้าและหลังเต็มไปด้วยตัวอักษร
หลังจากเขียนเสร็จฉันรู้สึกราวกับตัวเองได้ปลดล็อกอะไรบางอย่าง ฉันตัดสินใจกลับมาเขียนนิยายอีกครั้ง โดยไม่สนว่ายอดอ่าน ยอดเพิ่มเข้าชั้น หรือยอดกดใจจะมากน้อยเพียงใด ฉันแค่อยากถ่ายทอดเรื่องราวที่ดำเนินอยู่ในหัวของตัวเองออกมา ในรูปแบบของตัวหนังสือให้ใครสักคนได้มาอ่านมันดูสักครั้งเท่านั้นเอง ฉันพยายามอัพนิยายวันละหลาย ๆ ตอนเพื่อให้มันขึ้นหน้าฟีด อย่างไรเสียก็ถือว่าเป็นการโปรโมทไปในตัว ฉันกลับมารักตัวเองและสามารถยิ้มออกมาได้อีกครั้ง ในวัยที่ทุกอย่างแทบจะเรียกว่าล้มเหลวแบบไม่เหลือชิ้นดี แม้ว่ารอยยิ้มที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อาจจะไม่ได้สดใสเท่าวัยเด็กที่ยังไร้เดียงสาอยู่ก็ตาม ฉันหวังว่าในสักวันฉันจะกลับมายิ้มกว้าง ๆ ได้เหมือนกับตัวเองในอดีตอีกครั้ง คุณผู้อ่านทุกท่านเองก็เช่นกัน ขอให้รอยยิ้มหรือความสดใสที่เคยจางหายไปกลับมาได้ในเร็ววันนะคะ ไว้เจอกันใหม่ สวัสดีค่ะ

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น