อนิจจัง บลูส์

อนิจจัง บลูส์

"หากความทุกข์ทรมานไม่ใช่จุดประสงค์หลักของชีวิต ชีวิตของเราก็คงผิดพลาดต่อเป้าหมายของมันอย่างสมบูรณ์ มันช่างไร้สาระที่จะ พิจารณาถึงความทุกข์ทรมานขนานยักษ์ที่ดาษดื่นทุกหนทุกแห่ง ที่มาจากความต้องการ และ ความจำเป็น ที่ไม่สามารถแยกออกจาก ชีวิต ในตัวของมันเองได้ ว่า(ความทุกข์ทรมาน)จะไม่ได้มีความหมายอะไรเลย และ เป็นผลของเพียงความน่าจะเป็น ความโชคร้าย เมื่อมันมาถึง เหมือนกับว่า ไม่ผิดแน่ ว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดธรรมดา แต่ความโชคร้าย โดยปกตินั้น คือกฏ" -ว่าด้วยความทุกข์ทรมานของโลกใบนี้, อาธัวร์ โชเพนเฮาเออร์ นักปรัชญา ครั้งหนึ่ง... เคยมีกษัตริย์โบราณท่านหนึ่ง ที่มีทุกอย่างบนโลกใบนี้ พระองค์มีงาช้างจากอินเดีย และ ทองจากอาราเบีย... พระองค์มีพระราชวังอันยิ่งใหญ่ พร้อมกับสวนที่เต็มไปด้วยองุ่น และมะกอก พระองค์มีนางสนมนับร้อย ที่รวมถึงราชินีจาก เชบาฮ์ผู้ชาญฉลาด พ่อของพระองค์ทรงสร้างอาณาจักรเอาไว้ให้พระองค์อย่างเพรียบพร้อม ราชาผู้ได้ชื่อว่า มีสติปัญญามากที่สุด เพราะเขาได้มันเป็นของประทานจากพระเจ้า... มีครั้งหนึ่ง ที่ผมได้เข้าเฝ้าพระองค์ ผมถามพระองค์ว่า "โอ้ องค์เหนือหัวผู้ช่างน่าสรรญเสริญ... โปรดบอกข้าพระองค์เถิด ท่าน ได้เรียนรู้สิ่งใด?" พระองค์จึงหยิบพิณเสียงทุ้มของพระองค์ขึ้นมา และเริ่มดีดมัน "อนิจจัง! อนิจจัง! อนิจจังแท้ๆ! ทุกสิ่งบนโลกนั้น ช่างอนิจจัง ไร้แก่นสาร!" "ดูเถิด! พวกเรานั้นได้ประโยชน์อะไรจากการทำงานหรือ? พวกเขา พวกเรา ทำงานตรากตำใต้ดวงอาทิตย์! คนรุ่นหนึ่งจากไป และ คนรุ่นใหม่มาแทน! นี่ก็อนิจจัง" "ดูสิ! ลมพัดอีกครา ข้าสร้างปราสาทขึ้นจากหิน ตรากตำ แย่งชิงหินจากภูเขาของศัตรู และได้หลั่งเลือดคนนับมาก เพื่อสร้างปราสาทหลังนี้! แต้รู้อะไรไหม? ลมที่พัดจากเหนือ ไปใต้ ผ่านวัน และคืน ปราสาทของข้าก็ถูกลดจนเหลือธุลี... และก็จะมีคนสร้างปราสาทใหม่ ทับปราสาทของข้า..." "ข้าจึงศึกษาร่ำเรียนสิ่งต่างๆ จนผู้คนเรียกว่านักปรัชญา... และได้ขึ้นปกครองเยรูซาเล็ม และข้าก็ศึกษาต่อ ไปเรื่อย จนฉลาดกว่ากษัตริย์ทุกองค์ที่ปกครองเยรูซาเล็ม แต่แล้วมันทำไมหรือ? แต่ข้าก็ได้รู้ว่า... ยิ่งฉลาดมาก ยิ่งทุกข์มาก" "เช่นนั้น...ข้าจึงทิ้งตัวไปกับความรื่นรมย์... แต่นี่ก็อนิจจัง... ช่างโง่เขลา... หัวเราะ แล้วได้อะไรหรือ? ทุกสิ่งนี้เชกเช่นการวิ่งตามลม ภายใต้ดวงอาทิตย์..." "แล้วว่า ความฉลาด กับความบ้าคลั่ง... เป็นแน่ว่าความฉลาดย่อมดีกว่าบ้า แต่นั่น ก็อนิจจัง... เพราะพวกเขา พวกเราก็เป็นเหยื่อของสิ่งๆเดียวกัน... ชะตากรรม" "เช่นนั้น ข้าจึงเกลียดชีวิต... เพราะการทำงานใต้ดวงอาทิตย์นั้น ช่างโศกสลด... ข้าตรากตำทำสิ่งต่างๆอย่างดีเยี่ยม แต่เมื่อกาลมาถึง ข้าก็ต้องส่งมอบให้คนต่อไป... พวกเขา พวกเรา ได้ประโยชน์สิ่งใดหรือ จากการตรากตรำคร่ำเครียดตลอดชีวิต งานนั้น ก็เจ็บปวดแสนจะพรรณา แม้ยามค่ำนอน จิตใจก็ไม่เคยสงบ... นี่ก็อนิจจัง" "ข้าคิดอีก... สำหรับมนุษย์ ที่พระเจ้าจะทรงทดสอบพวกเขา... เหมือนกับปศุสัตว์... ชะตากรรมของมนุษย์ กับ ปศุสัตว์หาต่างกันไม่... ฝ่ายหนึ่งล้มตาย อีกฝ่ายเช่นกัน..." "โอ...และข้าก็ได้เห็น การกดขี่ทุกรุปแบบ ใต้แสงอาทิตย์ไร้ปราณี... น้ำตาของข้าหลั่งออกมา เหมือนกับน้ำตาของพวกเขา ที่ไม่มีใครคอยเช็ด... "ดูเถิด! ข้าจึงป่าวประกาศว่า คนที่ตายไปแล้ว มีความสุขกว่าคนที่อยู่! แต่จะดีที่สุดเลย ถ้าเขาไม่ได้เกิดมาเจอกับความชั่วร้ายที่เรียกว่าชีวิต!" "แล้วเราทำอะไรได้รึ? มุ่งหน้าสู่ นิพพาน ที่ไม่รู้อีกกี่แสนชาติเราจะไปถึงได้… นี่ก็อนิจจังเช่นกัน… เรา…ข้า เจ้า ทุกคน… ต่างก็เป็นเหยื่อน่ะซี! ที่ต้องเกิดมาในโลกนี้!… ข้า เจ้า และ ทุกคน เกิดมาอย่างไม่ได้เลือก และจะต้องตาย อย่างเลือกไม่ได้… พวกเรา ช่างไร้พลังนัก… นี่ ก็อนิจจัง…” พระองค์ทรงหยุดลง น้ำตาไหลออกมาสายหนึ่ง... "แล้ว ทำไม พระองค์ถึงยังมีแท่นบูชาพระเจ้าอยู่ล่ะครับ? ถ้าเป็นข้าพระองค์ คงจะขับแค้นนัก ฉีกกระชากผ้า และ เผาแท่นบูชา ด่าทอพระเจ้าที่สร้างโลกแบบนี้ขึ้นมา ทำไมพระองค์ถึงยังไม่ทำเช่นนั้นอีกหรือ?" พระองค์ทรงยิ้ม และถามผมว่า "เพราะว่าศรัทธา... คือรางวัลในตัวของมันเองเช่นนั้นสิ้นแล้ว..."

Author Avatar
GAIUS PICTOR
Mihi nomen est Gaius! สวัสดีครับ กายอุส ครับ

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ