ตากุ้งยิง

ตากุ้งยิง

ทุกเช้าแม้ว่าฉันจะยังตื่นไม่เต็มตาดี มือก็จะควานหาน้ำยาล้างทำความสะอาดบริเวณเปลือกตาก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถูกคุณหมอกำชับไว้เสมอ ว่าถ้าอยากหายจากโรคนี้แบบขาดลอยก็ต้องคอยรักษาความสะอาดเข้าไว้ ฉันเดินไปที่หน้ากระจก กดบีบโฟมสีขาวลงบนสำลีแผ่น ค่อย ๆ บรรจงเช็ดบริเวณขนตาและขอบตาของตัวเองอย่างประณีต พยายามขจัดคราบความสกปรกทั้งหลายทิ้งไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลังจากนั้นก็ล้างโฟมออกด้วยน้ำสะอาด ใช้ทิชชูเปียกเช็ดคราบโฟมที่หลงเหลืออยู่ แล้วซับน้ำที่หยดลงมาด้วยทิชชูแห้งอีกที ฉันถอนหายใจเล็กน้อยกับขั้นตอนการรักษาสุขภาพดวงตาของตัวเองที่สุดแสนจะซับซ้อน ก่อนจะเดินไปหยิบเจลประคบตาที่กำลังอุ่นได้ที่ มาวางเอาไว้บริเวณดวงตาทั้งสองข้าง นี่คือกิจวัตรประจำวันของฉันในทุก ๆ เช้าก่อนจะลุกไปทำอย่างอื่นต่อ และด้วยความสม่ำเสมอแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้โรคตากุ้งยิ่งที่ครั้งอดีตเคยพรากความสดใสไปจากฉัน ไม่ได้หวนกลับมาหากันอีกเลย ฉันเริ่มเป็นโรคตากุ้งยิงก็เมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น จำได้คร่าว ๆ ว่าน่าจะประมาณช่วงชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม วันนั้นฉันตื่นมาด้วยอาการระคายเคืองบริเวณหนังตา ขยี้เท่าไหร่ก็ไม่หายเคือง พอไปส่องกระจกก็มองเห็นว่าหนังตามันบวมขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะตอนนั้นคิดว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะโดนแมลงกัดต่อยก็เป็นได้ ทว่าพอนานวันเข้าหนังตามันก็ค่อย ๆ บวมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ตาทั้งสองข้างมันไม่เท่ากัน ทุกครั้งที่ส่องกระจกก็จะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง แต่ฉันในตอนนั้นก็หวาดกลัวการเข้ารับการรักษากับทางโรงพยาบาลอยู่พอสมควรเลยทีเดียว สุดท้ายแม่ของฉันก็ทนเห็นตาที่ค่อย ๆ ปิดลงมาเพียงแค่ข้างเดียวของฉันไม่ไหว ก็เลยตัดสินใจพาฉันไปรักษาที่คลินิกจักษุแพทย์ที่อยู่ในตัวเมืองอีกที ทว่าสิ่งที่คุณหมอท่านนี้ทำ กลับเพียงแค่บอกว่าสภาพตาข้างนี้ของฉันมันอักเสบ ต้องทำการระบายหนองออกมาโดยด่วน และหลังจากนั้นฉันก็โดนพาไปขึ้นเตียง หัวใจฉันเต้นระรัวเพราะไม่เคยต้องมานอนบนเตียงผ่าตัดแบบนี้มาก่อน ไหนจะเป็นครั้งแรกที่ได้รับการผ่าตัดอะไรแบบนี้อีก ฉันนอนเกร็งอยู่บนเตียง เหลือบมองไปด้านข้างก็เห็นแม่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ไกล เพราะเป็นคลินิกขนาดเล็กก็เลยไม่ได้แยกห้องเอาไว้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน เตียงผ่าตัดที่ฉันนอนอยู่ ที่ด้านข้างก็มีเก้าอี้นั่งรอของคนไข้คนอื่นอยู่ด้วย พอมานึกถึงตอนนี้ก็พอจะทราบสาเหตุแล้ว ว่าทำไมไปรักษาที่นี่ตั้งหลายครั้งแต่กลับไม่หายขาดสักที ผู้ช่วยคุณหมอเห็นอาการเกร็ง ๆ ของฉันก็เข้ามาปลอบประโลมโดยการจับมือฉันเอาไว้ตลอดการผ่าตัด คุณหมอจะเริ่มจากการหยอดยาชาลงบนดวงตาของฉัน รอมันออกฤทธิ์สักประมาณสองสามนาที หลังจากนั้นก็จะใช้เครื่องมือแพทย์มาบีบเค้นเอาหนองที่อยู่ด้านในออกมา ต้องบอกเลยว่าการผ่าตัดครั้งนี้ที่ถือว่าเป็นครั้งแรกของฉัน มันสร้างบาดแผลลึกเข้าไปในใจอยู่พอสมควรเลยทีเดียว เพราะเหมือนว่ายาชาที่คุณหมอหยอดเอาไว้มันจะไม่ได้มีฤทธิ์มากพอ ฉันยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดตอนที่โดนเค้นหนองออกอยู่เลย ฉันเกร็งไปหมดก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ว่า “หนูเจ็บ” คุณหมอพอได้ยินแบบนั้นก็มีท่าทางวิตกกังวลก่อนจะบอกให้ฉันใจเย็น การผ่าตัดในตอนนั้นสำหรับฉันมันใช้เวลานานมาก ราวกับว่าฉันนอนเป็นผักเป็นปลาอยู่บนเขียงร่วมสิบชั่วโมง กว่าคุณหมอจะบีบเอาหนองที่ฝังอยู่ด้านในหมดก็เล่นเอาฉันสลบไปหลายรอบอยู่ หลังจากเค้นหนองออกมาจนหมด คุณหมอก็จะหยอดเจลที่ป้องกันความเสียหายให้ดวงตา แล้วใช้ผ้าพันแผลห้ามเลือดที่ไหลรินจากการถูกเจาะระบายหนองนั่นให้ฉัน ตอนผ่าตัดเสร็จใหม่ ๆ มันก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรมากมายหรอก ทว่าพอผ่านไปได้สักห้านาที ฤทธิ์ของยาชาเริ่มหมด ความเจ็บปวดแบบที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ก็ทำให้ฉันเข่าแทบทรุด ฉันปวดตามากจนไม่สามารถขยับไปไหนมาไหนเองได้ ต้องให้แม่เป็นคนคอยประคองอยู่ตลอด และด้วยเหตุนั้นแม่เลยนึกสมเพชฉันขึ้นมา จึงแวะซื้อของกินจากในห้างที่ฉันไม่ได้กินบ่อย ๆ มาให้ แต่ฉันในตอนนั้นไม่มีอารมณ์จะมามีความสุขกับอะไรแบบนี้เลยจริง ๆ เต็มที่ก็กินโดนัทที่แกซื้อมาได้แค่ชิ้นเดียวแล้วก็นอนหลับเป็นตาย หนึ่งคือเพราะเจ็บแผล สองคือเพราะยาแก้ปวดที่หมอให้มามันมีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอนด้วย ตอนนั้นฉันทำตามที่หมอสั่งทุกประการ กินยาตามที่ฉลากบอกเอาไว้ ทำความสะอาดบริเวณขอบตาไม่ให้มันอุดตัน แล้วก็คิดว่าตัวเองไม่น่าจะเป็นโรคนี้ซ้ำอีก ทว่าฉันกลับคิดผิด วันเวลาล่วงเลยไปหลังจากการผ่าตัดครั้งแรก เพียงไม่กี่เดือนตาฉันก็บวมขึ้นมาอีกครั้ง จุดเดิมกับที่เคยไปบีบออกเมื่อก่อนหน้านี้ ฉันเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเอาแต่ถามตัวเองว่าฉันไปทำอะไรให้โรคนี้มันกลับมาหรือเปล่า? ฉันไปกระตุ้นอะไรบางอย่างจนทำให้โรคตากุ้งยิงมันถามหาอีกหรือเปล่า? และเพราะก่อนหน้านี้เจอประสบการณ์ที่ไม่ดีตอนผ่าตัดมา ฉันก็เลยพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไปพบแพทย์มาตลอด พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของคนที่บ้าน ไม่ให้พวกเขามาโฟกัสที่หนังตาที่บวมปูดของฉัน จนมันอักเสบหนัก ตาข้างที่บวมปูดอยู่นั้นแทบลืมไม่ขึ้น แม่ไม่รอช้ารีบพาฉันซิ่งไปที่คลินิกแห่งเดิมทันที คุณหมอวินิจฉัยโรคแบบเดิม และให้ฉันขึ้นไปนอนบนที่นอนผ่าตัดเหมือนเดิม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้ต่างจากก่อนหน้านี้เลยสักนิดเดียว ไม่เว้นแม้แต่ตอนผ่าตัด ฉันยังคงรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดบริเวณหนังตาที่โดนกด บีบ และเค้น จนน้ำตาไหลออกมาอาบแก้ม ฉันขบเม้มริมฝีปากเพื่อระบายความเจ็บปวด กว่าจะผ่านมันไปได้ก็เล่นเอาฉันเกือบตายอยู่เหมือนกัน คุณหมอผ่าตัดเสร็จก็พันผ้าพันแผล จ่ายยาให้เหมือนเดิม ยาที่ให้มาก็เหมือนกับที่ได้ไปเมื่อคราวก่อน ราวกับเดจาวู คราวนี้ฉันตระหนักได้ด้วยตัวเองแล้วว่าถ้าหากไม่อยากจะเป็นโรคนี้ซ้ำซ้อนอีก หรือถ้าไม่อยากไปผ่าตัดเพื่อเผชิญความเจ็บปวดแบบนั้นอีก ฉันต้องดูแลรักษาตัวเองให้ดีกว่านี้ จากที่เคยทำความสะอาดแค่เช้ากับก่อนนอน ก็เปลี่ยนมาทำความสะอาดทั้งหมดสามเวลาหลังอาหาร ประคบตาสามครั้งต่อวัน ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งนานวันเข้าก็เกิดความขี้เกียจและลดหลั่นมันมาเรื่อย ๆ จนพักหลัง ๆ ก็เริ่มไม่ทำแม้กระทั่งกับอีแค่การทำความสะอาด จนในที่สุดเจ้าโรคตากุ้งยิงตัวร้ายนี้ก็กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นคนละข้างกับที่ไปผ่าตัดคราวก่อน ตอนแรกฉันคิดว่าฉันคิดไปเอง ฉันมองตัวเองในกระจกแล้วเห็นตาไม่เท่ากัน ลองหลับตาแล้วบีบ ๆ บริเวณหนังตาดู เพื่อตรวจเช็กว่ามีก้อนอะไรที่หนังตานั่นหรือเปล่า แล้วพบว่ามีก้อนแข็ง ๆ อะไรบางอย่างนูนขึ้นมา ฉันเครียดมากเพราะไม่อยากไปผ่าตัดที่นั่นอีกแล้ว แล้วก็เอาแต่คิดไปเองว่าบางทีคุณหมอจากคลินิกแห่งนั้นอาจจะพยายามเลี้ยงไข้ตัวเองอยู่ ทำเป็นรักษาให้ไม่ดีเพื่อยื้ออาการของฉันเอาไว้ให้เสียเงินไปเรื่อย ๆ ฉันเลยจะพยายามรักษามันด้วยตัวเอง เริ่มจากการประคบตาด้วยเจลอุ่น ๆ ล้างขอบตาด้วยสบู่เด็กผสมน้ำอุ่นตามสูตรที่คุณหมอบอก ทำอยู่แบบนั้นเพื่อหวังว่าอาการมันจะดีขึ้น จนวันหนึ่งที่ฉันลองปลิ้นเปลือกตาดูก็เห็นว่าตอนนี้หนองมันกำลังจะแตกออกมา ฉันค่อย ๆ นวดมันผ่านผิวตาด้านนอกจนหนองมันทะลัก ฉันรีบเอาคัตตอนบัตมาเช็ดทำความสะอาดทันที อาการบวมมันจึงได้ทุเลาลง โดยที่ไม่ทราบเลยว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด หลายวันต่อมาแม้ว่าหนังตาของฉันจะกลับมาเป็นปกติแล้วก็ตาม ทว่าดวงตาของฉันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น ตาขาวของฉันจู่ ๆ ก็เป็นสีแดงราวกับมันระคายเคืองอะไรบางอย่าง แม่ฉันไม่อยากเสียเงินพาฉันไปคลินิกนั่นอีกแล้ว ก็เลยหาทางรักษาด้วยตัวเอง ท่านไปที่ร้านค้าขายยาแถวบ้านแล้วซื้อน้ำยาล้างตามาให้ เพราะหวังว่ามันจะทำให้อาการของฉันดีขึ้น แต่ผลลัพธ์มันกลับตรงกันข้าม เข้าวันต่อมาหลังจากที่ฉันใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดตาที่แม่ซื้อมาให้นั้น ปรากฏว่ามันแดงมากกว่าเดิม แดงจนน่ากลัว แม่ฉันเห็นแบบนั้นก็ตกอกตกใจ รีบพาฉันไปที่โรงพยาบาลทันที ยืนรอคิวอยู่นานเพราะเป็นผู้ป่วยนอกที่ไม่เคยมีประวัติการใช้บริการมาก่อน พอถึงคิวได้เข้าพบหมอ หมอก็บอกว่าตอนนี้ดวงตาข้างนี้ของฉันอักเสบอย่างหนัก ยังไม่สามารถทำการเค้นหรือบีบหนองออกมาได้ ต้องรอให้อาการอักเสบลดน้อยลงกว่านี้ก่อน วันนั้นฉันจึงได้รับมาเพียงแค่ยาบรรเทาปวดกับยาแก้อักเสบมาเท่านั้น ผ่านไปราว ๆ หนึ่งอาทิตย์ฉันกับแม่ก็มาตรวจอาการตามที่หมอนัด อาการอักเสบลดน้อยลง แต่ตาขาวก็ยังแดงเพราะอาการระคายเคืองเหมือนเดิม คราวนี้คุณหมอมีความเห็นว่าฉันสามารถเข้ารับการผ่าตัดเอาหนองออกได้แล้ว แม่ของฉันดีใจมากเพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาหาหมอบ่อย ๆ ทว่าฉันกลับรู้สึกจิตตกอย่างบอกไม่ถูก การผ่าตัดในครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้แม่ของฉันไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะสิ่งที่แม่ต้องมาเห็นหลังจากที่ลูกตัวเองเดินออกมาจากห้องผ่าตัด คือใบหน้าที่ดวงตาข้างหนึ่งเขียวช้ำราวกับถูกต่อยมาอย่างไรอย่างนั้น สาเหตุคงมาจากคุณหมอท่านที่มาทำการเจาะระบายหนองที่ตาให้กับฉัน เป็นคนมือหนักก็เป็นได้ แต่ถ้าให้เทียบความเจ็บปวดตอนที่ถูกเค้นหนองออกมาระหว่างที่นี่กับที่คลินิก ฉันมองว่าหมอที่นี่ทำไม่เจ็บเท่าที่เก่าด้วยซ้ำ พอสิ้นฤทธิ์ของยาชาฉันเจ็บปวดที่ดวงตาขั้นรุนแรง เดินแทบไม่ได้ มองทางก็ไม่ชัดเจนเพราะตาข้างหนึ่งถูกพันผ้าพันแผลเอาไว้ แม่เลยให้ฉันนั่งพักก่อนเพราะกลัวว่าฉันจะเดินไปชนอะไรจนได้รับบาดเจ็บเข้า พอกลับมาบ้านฉันก็ไม่พูดพร่ำทำเอง กินยาแก้ปวดแล้วเข้านอนทันที ความเจ็บปวดบริเวณดวงตามันทำให้ฉันแทบเป็นบ้าจริง ๆ ขืนยังไม่นอน มีหวังได้อาการหนักกว่าเดิมเป็นแน่ หลังจากการผ่าตัดในวันนั้น ฉันเหมือนจะหายขาดจากโรคดังกล่าว จนกระทั่งขึ้นชั้นมหาวิทยาลัยความซวยก็มาเยือน ฉันกลับมาเป็นโรคตากุ้งยิงอีกครั้ง แต่คราวนี้ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปหาหมอเพื่อเข้ารับการรักษาอีก เพราะมันเปลืองเงิน เปลืองเวลา และที่สำคัญคือฉันไม่อยากไปเผชิญความเจ็บปวดเหล่านั้นอีกแล้ว ทำให้ทุกครั้งที่เหมือนโรคตากุ้งยิงจะกำเริบ ฉันก็จะพยายามทำความสะอาดขอบตาให้มันถี่และสะอาดมากกว่าปกติเป็นเท่าตัว แล้วก็จะประคบตาให้บ่อยและนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอวันหนึ่งที่หนองมันแตกก็จะค่อย ๆ เช็ดคราบออกด้วยคัตตอนบัตชุบน้ำอุ่น เพื่อไม่ให้ตาขาวมันติดเชื้อเหมือนในครั้งอดีต แต่แล้ววันหนึ่งความซวยครั้งยิ่งใหญ่ก็มาเยือน ฉันดันตาบวมเพราะโรคตากุ้งยิงทั้งสองข้าง พี่สาวของฉันเห็นแบบนั้นก็เห็นท่าไม่ดีเลยรีบพาฉันไปเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญเรื่องเกี่ยวกับดวงตา ฉันถูกวินิจฉัยให้ได้รับการผ่าตัด รีดหนองออกทั้งสองข้าง วันนั้นพี่สาวฉันหมดเงินค่ารักษาไปเป็นหมื่นเลยทีเดียว โรงพยาบาลเอกชนแตกต่างจากโรงพยาบาลรัฐบาลมาก หนึ่งคือเรื่องของบริการ สองคือเรื่องค่าใช้จ่าย ค่ายาแต่ละตัวที่คุณหมอจ่ายมามันแพงมากจนฉันแอบเสียดายเงินแทนพี่สาว วันนั้นที่ฉันผ่าตัดเอาหนองออกทั้งสองข้าง บอกเลยว่าหลังจากผ่าตัดเสร็จฉันมองอะไรไม่เห็นเลย ตอนเดินออกมาเห็นเพียงภาพมัว ๆ เท่านั้น พยายามมองหาพี่สาวของตัวเองที่รออยู่ด้านนอกก็มองแทบไม่ออกว่าใครเป็นใคร สุดท้ายพี่สาวก็ต้องเป็นคนวิ่งเข้ามาพยุงฉันเอาไว้ แล้วปล่อยให้ฉันนั่งพัก รอให้ยาที่หมอปาดลงมาบนดวงตานั้นมันเข้าที่เสียก่อนแล้วค่อยกลับบ้านไปพักผ่อนกัน ฉันรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนนี้อยู่นานแรมปี อาการก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับการรักษา คุณหมอที่ดูแลเคสของฉันก็แนะนำดีมากเช่นกัน เธอบอกว่าอาการที่ฉันเป็นอยู่อาจมีสาเหตุหลัก ๆ มาจากบริเวณขอบตามันง่าย ส่งผลให้เกิดภาวะการอุดตันของท่อที่อยู่ตรงขอบตา และอาจมีสาเหตุมาจากการแพ้บางอย่างของฉันที่ฉันอาจไม่รู้ตัวมาก่อน คุณหมอแนะนำให้ฉันไปตรวจว่าตัวเองมีอาการแพ้อาหารหรืออะไรที่ทำให้ไปกระตุ้นเข้าหรือไม่ แต่เพราะค่าตรวจมันแพงมากฉันก็เลยไม่ได้ไปตรวจสักทีจนถึงปัจจุบัน จนผ่านไปได้สักพักใหญ่ ๆ หลังจากที่ได้รับการรักษาและกินยา ทายา อย่างต่อเนื่อง โรคตากุ้งยิงก็ไม่เคลือบคลานมาหาฉันอีกเลย อาจมีบ้างบางช่วงที่ภูมิคุ้มกันตกก็จะกลับมาเป็นอีก แต่พอทำความสะอาดที่บริเวณขอบตา สลับกับการประคบอุ่นที่ดวงตาพร้อมนวดให้เลือดหรือหนองที่คั่งอยู่มลายหายไป อาการฉันก็ดีขึ้นโดยไม่ต้องเข้าพบแพทย์ด้วยซ้ำ แม้ว่ามันอาจจะยังไม่ได้หายขาดแต่ฉันก็วาดหวังว่าในอนาคตจะไม่กลับไปเป็นโรคนี้อีก แม้ว่ามันจะไม่ได้ร้ายแรงเหมือนโรคอื่น ๆ ทว่ากลับสร้างความรำคาญและทำให้ฉันสูญเสียเงินเป็นจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว ณ ปัจจุบันฉันยังคงรักษาความสะอาดของดวงตาเอาไว้เป็นอย่างดี สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ท่อตาอุดตันมาจากไขมันบริเวณเปลือกตาที่มากเกินพอดี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องควบคุมอาหารให้เหมาะสม และอย่าลืมทำความสะอาดเพื่อไม่ให้เชื้อโรคหรืออะไรก็ตามทำร้ายดวงตาที่อ่อนไหวได้ง่ายของฉัน ทุกวันนี้ฉันก็ยังลุกขึ้นมาทำความสะอาดตาของตัวเองทุกวัน แม้จะมีบางวันที่รู้สึกขี้เกียจมากแค่ไหนก็ตาม ทว่าพอหวนนึกถึงคืนวันที่ต้องไปนอนให้หมอมาบีบเค้นหนองที่อยู่ด้านในแล้ว ไหนจะความเจ็บปวดเหล่านั้นที่แล่นกลับมาผ่านภาพความทรงจำในอดีต ฉันเข็ดหลาบจนไม่อยากจะกลับไปเป็นซ้ำแบบเดิมอีกแล้ว และนี่คือเรื่องราวประสบการณ์การเป็นโรคตากุ้งยิงของฉัน ที่ช่วงเวลาหนึ่งมันเหมือนกลายเป็นโรคประจำตัวของฉันไปโดยปริยาย เพราะเป็นถี่มากเสียจนฉันจำไม่ได้แล้วว่าสภาพตาตัวเองตอนที่ปกติมันเป็นอย่างไร ทว่าเพราะเหตุการณ์ในอดีตเหล่านั้นจึงส่งผลให้ตอนนี้ดวงตาทั้งสองข้างของฉัน หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ามันไม่เท่ากัน ตาข้างหนึ่งโตกว่าอีกข้างหนึ่งบ้างละ ตาข้างหนึ่งมีถุงใต้ตาแต่อีกข้างหนึ่งไม่มีบ้างละ ช่วงแรก ๆ ก็แอบไม่มั่นใจในตัวเองบ้าง ทว่าพอเวลาผ่านไปก็รู้สึกว่าคนเรามันก็ตาไม่เท่ากันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บนโลกใบนี้มันไม่ได้มีอะไรที่สมมาตรไปหมดทุกอย่างหรอก คุณว่ามั้ย? ขอบคุณที่อ่านกันมาจนถึงตรงนี้ ตอนนี้อาจเป็นบทความที่ค่อนข้างจะหนักไปทางบ่นและเล่าประสบการณ์ในอดีตไปสักหน่อย แต่มันก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะเขียนออกมาเพื่อแชร์ให้ทุกคนได้รับรู้กัน เช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอบอกลากันตรงนี้ ไว้เจอกันใหม่ครั้งหน้า สวัสดีค่ะ

Author Avatar
silverho
ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและเศร้า อยู่ที่เราจะโฟกัสที่จุดไหน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ