เกิดใหม่เป็นภริยารองของคุณชายจอมเสเพล [BL] บทที่ 2
สุดท้ายหลังจากที่กลับมาจากตลาด เพ่ยอิงก็โดนกักบริเวณเป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ แม้ว่าจะพยายามแย้งแล้วว่าบทลงโทษมันไม่ยุติธรรม ทั้ง ๆ ที่ตลอดชีวิตการแต่งงานที่ผ่านมา เขาโดนเมิ่งหานพูดจาใส่ด้วยถ้อยคำหยามเกียรติมากมาย ก็ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะโดนลงโทษอะไรบ้างเลย ทว่าพอเขาเป็นฝ่ายที่ลุกขึ้นมาสู้บ้าง กลับกลายเป็นว่าต้องโทษกักบริเวณเสียอย่างนั้น คนในจวนสกุลซ่งก็เอาแต่เข้าข้างคนของตัวเอง คนนอกอย่างเขาที่ไม่มีใครใคร่เอ็นดู ก็เลยต้องจำยอมน้อมรับบทลงโทษนี้ไปโดยปริยาย
“คุณชายนะคุณชาย ปกติก็ทำเป็นเงียบเฉยมาตลอดมิใช่หรือเจ้าคะ? แล้วเหตุใดเพลานี้ถึงได้คิดต่อล้อต่อเถียงนายท่านเขาขึ้นมาเสียได้ โชคดีแค่ไหนแล้วที่ท่านไม่โดนนายท่านเขาสั่งโบยด้วยอีกคน” สาวรับใช้ประจำกายของเพ่ยอิงเอ่ยไปพลาง หวีเส้นผมที่พันกันยุ่งเหยิงของผู้เป็นนายไปพลาง เพ่ยอิงติดใจกับประโยคก่อนหน้าของนาง จึงเอ่ยถามออกไป
“ใครโดนเขาสั่งโบยงั้นรึ?”
“จะใครเสียอีกล่ะเจ้าคะ ถ้าไม่ใช่พวกสาวรับใช้ที่ออกไปดูแลท่านทั้งสองที่ตลาด”
“ฮะ? โบยด้วยเรื่อง?” เพ่ยอิงหันมาถามด้วยใบหน้าฉงน ฝั่งสาวใช้ชะงักไปเพียงชั่วครู่ เพราะรู้สึกว่านายของตนดูท่าทางผิดแปลกไป แต่ก็ไม่ได้เอ่ยทักอะไร
“โทษฐานที่ดูแลฮูหยินทั้งสองได้ไม่ดีเท่าที่ควรเจ้าค่ะ”
ยิ่งเพ่ยอิงได้ยินเหตุผลนั้นก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าเมิ่งหานเข้าไปกันใหญ่ นอกจากจะเจ้าชู้และสองมาตรฐานแล้ว ยังเป็นพวกบ้าอำนาจที่มีงานอดิเรกคือการทำร้ายคนที่มีศักดิ์ต่ำกว่า ชายหนุ่มนั่งทำหน้าตาถมึงทึงที่หน้ากระจก ก่อนจะเหลือบมองไปยังเงาสะท้อนของตัวเอง
หลิน เพ่ยอิง ทั้ง ๆ ที่มีใบหน้างดงามถึงเพียงนี้ ทว่ากลับมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าเขามีหน้าตาอัปลักษณ์ และเป็นตัวกาลกิณีของตระกูลหลิน ซันอยากจะรู้จริง ๆ ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวโคมลอยพวกนั้น ที่บ้านคนเหล่านั้นไม่มีกระจกให้ส่องหรืออย่างไร ถึงได้แยกไม่ออกว่าอะไรเรียกว่างดงาม อะไรเรียกว่าอัปลักษณ์
“ถ้าหากไม่มีอะไรแล้ว บ่าวขอตัวไปทำงานส่วนของตัวเองต่อก่อนแล้วกันนะเจ้าคะ” นางเอ่ยพลางเดินออกไป ทิ้งให้เพ่ยอิงต้องนั่งเหงาและเดียวดายภายในห้องสี่เหลี่ยมนี้เพียงแค่คนเดียว
“เบื่อ” เพ่ยอิงเอ่ยขึ้นมาคำหนึ่ง หลังจากที่นอนเกลือกกลิ้งบนเตียงไม้มาได้หลายชั่วยาม เขาพลิกตัวไปมาจนหมอนกับผ้าห่มที่ถูกพับวางเอาไว้อย่างดีกระเด็นกระดอนมากองอยู่ที่พื้นจนเละเทะไปหมด ในระหว่างที่เขากำลังหากิจกรรมอะไรทำแก้เบื่ออยู่นั่นเอง ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องของตัวเอง
“ใคร?”
“บ่าวเองเจ้าค่ะ คุณชายซ่งสั่งให้บ่าวเอาของบางอย่างมามอบให้ฮูหยินเล็กเจ้าค่ะ” เพ่ยอิงเลิกคิ้วขึ้นมาทันใดหลังจากได้ยินแบบนั้น หรือว่าของที่ส่งมาจะเป็นอาหารที่มียาพิษผสมอยู่ ไอ้หน้าปลาบู่นั่นมันช่างสารเลวจริง ๆ
“ของที่ว่าคืออะไรงั้นรึ?” เพ่ยอิงแสร้งถามออกไปพลางยืนฟังอีกฝ่ายอยู่ที่หน้าประตู ยังไม่ยอมเปิดออกไป
“ขนมกุ้ยฮวาที่ฮูหยินเล็กโปรดปรานเจ้าค่ะ” สิ้นประโยคเสียงท้องก็ร้องแทรกออกมา สร้างความอับอายขายขี้หน้าให้เพ่ยอิงเป็นอย่างยิ่ง เขารีบเปิดประตูออกไปรับกล่องขนมดังกล่าวเข้ามาทันที โดยไม่ลืมที่จะเอ่ยคำขอบคุณ
“ขอบคุณเจ้ามาก”
“คนที่ท่านต้องขอบคุณมิใช่บ่าวหรอกเจ้าค่ะ แต่เป็นคุณชายซ่งต่างหาก ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” นางกล่าวจบก็เดินจากไป เพ่ยอิงมองนางเล็กน้อยก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเอง
“จะให้ขอบคุณไอ้คนที่ทำให้ฉันต้องโดนกักบริเวณไปเพื่ออะไรกันล่ะ แค่ขนมกล่องเดียวมันยังน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับบทลงโทษที่ฉันต้องได้รับ ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห!” ว่าจบก็ปิดประตูอย่างแรงก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้แล้วเปิดกล่องไม้ประดับลาย ที่ด้านในมีขนมกุ้ยฮวาอยู่สี่ห้าชิ้นวางเรียงกันเอาไว้ เพ่ยอิงไม่รอช้ารีบยัดของกินเข้าปากแทบจะในคราวเดียว ใช้เวลาเคี้ยวค่อนข้างนานจนกรามเริ่มจะปวด แต่ท้องยังรู้สึกหิวอยู่ เลยว่าจะเปิดอีกกล่องหนึ่งมากินเสียให้หมดไปเลยคราวเดียว
“ฮะ? นี่มันไม่ใช่ขนมนี่” เพ่ยอิงกล่าวอย่างผิดหวังเมื่อพบว่ากล่องใบนี้ไม่มีขนมบรรจุเอาไว้ มีเพียงถุงผ้าสีขาววางเอาไว้ที่ใจกลางของกล่องเท่านั้น เขาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะหยิบของด้านในออกมาดู เพ่ยอิงเบิกตากว้างทันใด เมื่อพบว่าของด้านในก็คือกำไลหยกที่เขาอยากได้ที่ตลาดก่อนหน้านี้
“กำไลหยก! ถ้าเอาไปขายก็ได้หลายตังค์อยู่นะเนี่ย” ว่าพลางจ้องมองกำไลหยกนั่นอย่างมีความสุข ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าคนที่น่าจะซื้อของชิ้นนี้มาให้เขาได้ ก็เห็นจะมีเพียงเจ้าหน้าปลาบู่คนนั้นแค่คนเดียว
“ไหนบอกว่าจะไม่ซื้อให้ไม่ใช่หรือไง หรือว่าส่งมาให้ผิดคน มันตั้งใจจะส่งให้เพ่ยซานเป็นของขวัญหรือเปล่า? แล้วอย่างไร นังพี่สาวตัวดีนั่นก็เคยขโมยสมบัติล้ำค่าของร่างนี้ไปตั้งหลายชิ้นแล้ว กรรมตามทันเสียบ้างจะเป็นไรไป” ว่าจบก็เดินเอากำไลหยกชิ้นนั้นเก็บเอาไว้อย่างดี เพื่อนำมันไปขายเป็นต้นทุนในการใช้ชีวิตที่ไร้ซึ่งพันธะของเขาในอนาคต
ฟ้าด้านนอกเริ่มมืดลงเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว วันนี้เพ่ยอิงเอาแต่กิน ๆ นอน ๆ อยู่บนเตียงจนตัวจะเปื่อยยุ่ยได้อยู่แล้ว เพิ่งจะวันแรกของการกักบริเวณเขายังรู้สึกทรมานขนาดนี้ เหลือเวลาอีกตั้งหกวันกว่าเขาจะหลุดพ้น คิดแล้วก็ได้แต่เศร้าเลยเดินไปเปิดหน้าตารับลมยามค่ำคืนสักหน่อย
“ทำไมยังไม่นอนอีก?”
“เฮ้ย!!” เพ่ยอิงสะดุ้งตัวโยนทันใดหลังจากได้ยินเสียงทุ้มนั่นเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความมืด ที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้า ก่อนจะพบว่าเจ้าของเสียงที่ว่าก็คือสามีของตัวเอง
“โอ๊ย ตกใจหมด มาไม่ให้สุ้มให้เสียงนึกว่าผีหลอก” เพ่ยอิงพูดไปพลางลูบอกของตัวเองไปพลาง ตอนนี้หัวใจมันเต้นแรงมากจนเหมือนจะทะลุออกมานอกอกเสียให้ได้ เมิ่งหานมองท่าทางของภรรยาก่อนจะกล่าว
“ขวัญอ่อนถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด?” เพ่ยอิงมองอีกฝ่ายด้วยหางตาก่อนจะก่นด่าเสียงเบา
“ก็หน้าตาเหมือนผีขนาดนี้จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง”
“เจ้าว่ากระไรนะ?”
“เปล่าขอรับ ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย” เพ่ยอิงกล่าวพลางแสร้งยิ้มอ่อนหวาน เขากำลังจะปิดหน้าต่างแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง ทว่ากลับโดนเรียกรั้งเอาไว้อีกครั้ง
"เพ่ยอิง"
"ขอรับ?" เพ่ยอิงขานรับพลางจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างติดรำคาญ ฟ้าก็มืดถึงเพียงนี้ ไม่คิดว่าเขาจะอยากพักผ่อนบ้างเลยหรืออย่างไร?
"ขนมกุ้ยฮวารสชาติดีหรือไม่?" คุณชายซ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แลดูจะนุ่มนวลกว่าที่เคย เพ่ยอิงเลิกคิ้วมองอย่างนึกประหลาดใจก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบ พลางพูดไปด้วย
"ก็อร่อยดีขอรับ ถ้าหากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวไปนอนก่อน มิเช่นนั้นอาจหนังหน้าเหี่ยวเหมือนใครบางคนได้" ว่าจบก็ส่งยิ้มหวานให้สามีตนเองอีกครั้ง ก่อนจะปิดผนึกหน้าต่างอย่างแน่นหนา และเดินพุ่งตรงไปที่เตียงอย่างไม่รอช้า หลับตาลงและจมสู่ห้วงนิทราทันที
เมิ่งหานที่ยังยืนอยู่ที่เดิมเผลอหลุดยิ้มเอ็นดูออกมา ก่อนจะดึงสติของตัวเองแล้วกลับมาทำหน้าเคร่งขรึมเช่นเดิม แล้วหันตัวเดินกลับไปยังห้องพักของตัวเอง อันที่จริงเขาจะมาหลับนอนกับฮูหยินเล็กก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทว่าอีกฝ่ายน่าจะยังคงโกรธเคืองที่เขาสั่งกักบริเวณ เช่นนั้นแล้วเอาไว้หลังจากสิ้นสุดบทลงโทษก่อนค่อยว่ากัน
หลังจากนั้นวันเวลาก็ผ่านเลยไปจนในที่สุดโทษกักบริเวณของเพ่ยอิงก็สิ้นสุดลง ชายรูปงามตื่นมารับแสงยามเช้าด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม นอกจากวันนี้จะเป็นวันแห่งอิสรภาพของเขาแล้วนั้นไซร้ ช่วงที่ต้องโทษกักบริเวณก็มีแต่เรื่องดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งมีขนมมาส่งถึงหน้าห้องให้อิ่มหนำสำราญทุกวัน แต่ที่ดียิ่งกว่านั้นก็คือของขวัญที่เมิ่งหานมักจะส่งมาแทนคำขอโทษ ที่มูลค่าแต่ละชิ้นเทียบเท่ากับการซื้อซาลาเปาได้เป็นหมื่น ๆ ลูก ตอนนี้เพ่ยอิงมีเงินทุนจำนวนหนึ่งที่มากพอจะไปตั้งรกรากอยู่ที่อื่นแล้ว เหลือก็แค่การสลัดเจ้าเมิ่งหานนี่ออกไปจากชีวิตได้ก็ถือว่าแผนการสำเร็จเสร็จสิ้น
“ช่วงที่โดนกักบริเวณกอบโกยไปได้มากพอสมควรเลยสิ น้องรักของพี่” ในขณะที่เพ่ยอิงกำลังจะเดินไปร่วมโต๊ะกินข้าวกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา ก็เจอเข้ากับเพ่ยซานที่แต่งองค์ทรงเครื่องเสียเต็มยศ จนเขาเผลอคิดไปว่าถ้าแม่คนนี้ได้ไปเกิดอยู่ในยุคปัจจุบันจากดินแดนที่เขาจากมา ป่านนี้นางคงได้เป็นเจ้าแม่แฟชั่นของวงการไปแล้ว
เพ่ยอิงฟังประโยคที่พี่สาวเอ่ยมาจบก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ ๆ อีกฝ่าย พลางกระซิบด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาท
“ไม่มากเท่าที่ท่านเอาของข้าไปหรอกขอรับ” เพ่ยซานชักสีหน้าทันใด ก่อนจะหันมามองค้อนใส่เพ่ยอิงอย่างคาดโทษ
“พูดจาปรักปรำผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐานเช่นนี้ ใครได้ยินเข้าจะหาว่าเจ้าเป็นคนพูดจาเพ้อเจ้อเอาได้นะ”
“หลักฐานของข้าก็คือหน้าหนา ๆ ของท่านพี่อย่างไรเล่าขอรับ”
“เพ่ยอิง!!” จู่ ๆ เพ่ยซานก็ตะคอกใส่หน้าของชายหนุ่ม จนทำให้ข้าทาสบริวารรอบข้างพากันตกอกตกใจกันเป็นแถว ก่อนจะหันไปมองหน้ากันด้วยท่าทางประหลาดใจ เพราะแต่เดิมแล้วฮูหยินใหญ่เป็นคนใจเย็น ไม่เคยแสดงกิริยามารยาทเช่นนี้มาก่อน
และดูเหมือนว่าตัวเพ่ยซานเองก็ตกใจกับสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไปเช่นกัน นางกระแอมไอเพียงเล็กน้อยพลางกล่าวอ้างว่าตนรู้สึกไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นัก ก่อนจะเดินตัวปลิวไปยังห้องที่มีสามีรอกินข้าวกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาอยู่
“ทำให้มันปรี๊ดแตกได้สักที สะใจจริงเว้ย” เขาเอ่ยพึมพำเสียงเบาก่อนจะเดินไปข้างหน้าอย่างอารมณ์ดี
“...” เพ่ยอิงไม่คาดคิดมาก่อนว่าคำว่ากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาที่ว่า ไม่ได้นับแค่สามีและภรรยาทั้งสอง ทว่ากลับนับรวมพ่อและแม่ของเมิ่งหานเอาไว้ด้วย ทำให้ตอนนี้ทั้งโต๊ะอาหารไม่มีใครพูดหรือส่งเสียงดังใด ๆ ออกมาสักคำ จนกระทั่งฝั่งพ่อสามีเอ่ยทำลายความเงียบนั้นขึ้นมา
“รสชาติถูกปากพวกเจ้าหรือไม่?”
“ก็-”
“รสชาติช่างหอมหวานละมุนลิ้นอย่างที่ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังเลยเจ้าค่ะ” ไม่ทันที่เพ่ยอิงจะได้ตอบคำถามนั้น พี่สาวตัวดีก็พูดแทรกขึ้นมาทันที ก่อนจะเหลือบมามองเพ่ยอิงด้วยหางตาเชิงว่า ศึกการเอาใจพ่อสามีในครั้งนี้นางเป็นฝ่ายชนะ ฝั่งชายหนุ่มทำเพียงส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา ในเมื่อเจ้าอยากครอบครองเขาแต่เพียงผู้เดียว ก็ช่วยกล่อมให้เขายื่นใบหย่าให้ข้าสักทีเถอะ ข้าจะได้หลุดพ้น แล้วไปใช้ชีวิตของตัวเองสักที เพ่ยอิงคิดในใจ
“เพ่ยอิงล่ะ เจ้าคิดว่าอย่างไร?” พ่อสามีเอ่ยด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ทว่ากลับเป็นคนที่อ่านใจได้ยากมากคนหนึ่งเลยทีเดียว เพ่ยอิงหันไปส่งยิ้มหวานให้ก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ปรุงรสดี เพียงแต่คาวไปหน่อยขอรับ”
เมนูอาหารส่วนใหญ่ในวันนี้มีวัตถุดิบหลักเป็นอาหารทะเล แม้ว่าแม่ครัวจะปรุงรสชาติได้จัดจ้านและอร่อยมากเพียงใด แต่ก็โกหกไม่ได้เลยว่าบางจานก็ยังมีกลิ่นคาวของสัตว์ทะเลบางชนิดอยู่ เพ่ยอิงลอบสังเกตท่าทางของพ่อสามี ว่าเขาจะมีท่าทีอย่างไรหากพบว่าลูกสะใภ้คนใดคนหนึ่งของตน ไม่ได้เป็นพวกชอบเลียแข้งเลียขา
“คาวงั้นหรือ?” พ่อสามีทวนประโยค เขาพยักหน้าเป็นคำตอบ ฝั่งเพ่ยซานยกยิ้มมุมปากทันใดก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสแสร้ง
“ต้องขออภัยแทนน้องชายข้าด้วย เขายังไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไร-”
“เป็นเพราะกลิ่นคาวนี่เองเลยทำให้มันอร่อยน้อยลง ข้าก็ว่าอยู่” เพ่ยซานคิ้วกระตุกทันใดก่อนจะหันไปมองหน้าของเพ่ยอิง ฝั่งน้องชายยกยิ้มมุมปากเสียยกใหญ่ จนทำให้ภายในใจของเพ่ยซานมันเดือดดาลจนแทบห้ามเอาไว้ไม่อยู่
“ข้าได้พวกของทะเลมาจากพ่อค้าขายปลาหน้าใหม่ เห็นว่าไม่ค่อยมีคนซื้อก็เลยเข้าไปเป็นลูกค้ารายแรก ไม่น่าเลย ๆ ต้องขอโทษพวกเจ้าด้วยนะ” เอ่ยพลางก้มหัวให้เล็กน้อย จนเหล่าลูก ๆ แทบห้ามเอาไว้ไม่ทัน
“ท่านพ่ออย่าได้ใส่ใจ เรามากินของหวานให้อารมณ์ดีขึ้นกันดีกว่า” เพ่ยอิงกล่าวพลางหันไปมองสาวรับใช้ที่กำลังนำของหวานมาให้ถึงที่ เพ่ยอิงค่อย ๆ กินจากคำน้อย ๆ เพราะกลัวว่าจะสร้างความตกอกตกใจให้พ่อแม่สามีได้ ถ้าหากเขาสวาปามแบบปกติที่ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“ช่วงนี้เจ้าดูร่าเริงขึ้นนะฮูหยินน้อย” เป็นแม่ของเมิ่งหานที่เอ่ยทักขึ้นมา เพ่ยอิงสำลักขนมที่กำลังเคี้ยวอยู่ในปาก สาวรับใช้ประจำกายเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเข้ามาช่วยเหลือ ทว่ากลับโดนข้ารับใช้ของเพ่ยซานขวางทางเอาไว้ เพ่ยอิงมองค้อนไปยังพี่สาวตนเอง นี่กะจะให้เขาตายด้วยการสำลักขนมงั้นหรือ? อย่างน้อย ๆ ขอจากไปด้วยวิธีอื่นที่ไม่ทุเรศเช่นนี้แทนได้หรือไม่? เขาคิดในใจ
แล้วในตอนนั้นเองก็มีมือของใครคนหนึ่งยื่นน้ำดื่มมาให้ เพ่ยอิงรับไปก่อนจะดื่มน้ำทั้งกระบอกนั่นด้วยลมหายใจเดียว ดื่มเสร็จก็มานั่งหอบหายใจเสียเสียงดัง
“เป็นอย่างไรบ้าง?” เมิ่งหานเอ่ยถาม พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าส่วนตัวมาซับน้ำที่เปื้อนอยู่บริเวณปากของเพ่ยอิง
“ข้าไม่เป็นไรแล้ว ต้องขอบคุณท่านผู้นี้ที่เอาน้ำมาให้-” เพ่ยอิงนิ่งไปสักพักเพราะสมองกำลังประมวลผล เหตุใดข้ารับใช้ชายผู้นี้ถึงได้มีใบหน้าคุ้นตาเขานัก เขาคิดแต่ก็ยังคิดไม่ออก จนกระทั่งอีกฝ่ายเริ่มเปล่งเสียงพูดออกมา
“ด้วยความยินดีขอรับ” เพ่ยอิงจำน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนนี้ได้ จึงเอ่ยทักออกไป
“ผู้มีพระคุณของข้าหรือ?” เมิ่งหานหันมามองตาขวางทันใด พลางคิด เหตุใดฮูหยินเล็กจึงเอ่ยทักทายชายผู้นี้ด้วยถ้อยคำแบบนั้น ทั้งสองรู้จักกันด้วยงั้นหรือ?
“ตายจริงน้องพี่ นี่เจ้ารู้จักกับทหารรับจ้างคนนั้นด้วยงั้นหรือ? ไปรู้จักกันได้อย่างไรกัน?” เพ่ยซานเห็นโอกาสก็รีบพูดจาใส่ไฟน้องชายตัวเองเสียยกใหญ่ ทว่าเพ่ยอิงกลับแค่หันมามองด้วยใบหน้าฉงนก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ก็เขาเป็นคนช่วยข้าเอาไว้ ตอนที่กำลังจะโดนพวกนักเลงลากไปขืนใจในตลาดนั่นน่ะสิ” เมิ่งหานคิ้วกระตุกทันใดก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“เจ้าว่ากะไรนะ?”
“ไอ้นี่มันหูหนวกหรือไงวะ...” เพ่ยอิงพูดพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“แต่อย่างไรเสียข้าก็กลับมาแบบปลอดภัยแล้วเพราะได้ท่านผู้นี้ช่วยชีวิตเอาไว้ ข้าเลยเรียกเขาว่าผู้มีพระคุณเพราะข้าไม่ทราบนามของเขา” ว่าจบก็หันไปมองหน้าของอีกฝ่ายอย่างนับถือ ฝ่ายบุรุษร่างกำยำในอาภรณ์สีเข้มยิ้มรับก่อนจะจะตอบกลับ
“ข้ามีนามว่าหลี่ไป๋ขอรับ ฮูหยินเล็กจะเรียกข้าน้อยว่าเสี่ยวไป๋ก็ได้เช่นกันขอรับ”
“ไม่ต้อง เรียกชื่อเต็มเขานั่นแหละ เป็นการให้เกียรติเขาด้วย” เมิ่งหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง ไปกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับทหารรับจ้างอีกคนอย่างมีลับลมคมใน ก่อนที่ทุกคนจะพากันแยกย้ายไปที่พำนักของตัวเอง มื้ออาหารอันแสนวุ่นวายนี้จึงได้จบลง

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น