เกิดใหม่เป็นภริยารองของคุณชายจอมเสเพล [BL] บทที่ 5

เกิดใหม่เป็นภริยารองของคุณชายจอมเสเพล [BL] บทที่ 5

“ฮูหยินน้อย ฮูหยินน้อยขอรับ” มือหนาสะกิดร่างเล็กที่กำลังหลับตาพริ้ม เจ้าของใบหน้าสวยส่งเสียงโต้ตอบในลำคอ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ขยับร่างกายเล็กน้อยเพื่อคลายอาการปวดเมื่อย “ถึงแล้วเหรอ?” เพ่ยอิงกล่าวพลางอ้าปากหาวเสียกว้างจนน่ากลัวว่ากรามจะค้าง ฝ่ายหลี่ไป๋พยักหน้าเป็นคำตอบ ก่อนจะเข้าไปประคองเพ่ยอิงที่ลุกขึ้นมานั่งด้วยท่าทางงัวเงีย “ดูดีกว่าที่คิดนะเนี่ย” เขาเอ่ยชมในขณะที่มือข้างหนึ่งก็ยื่นออกไปนอกเกวียนที่ตนนั่งอยู่ โบกไปมาเพื่อสัมผัสกับลมหนาวที่เข้าปะทะกับฝ่ามือเบา ๆ สายลมเย็นสบายนั่นที่โบกพัดมาทำให้เพ่ยอิงรู้สึกง่วงงุนขึ้นมาอีกครั้ง อยากจะล้มตัวลงนอนสักอีกหน ทว่าก็หักห้ามใจตัวเองเอาไว้ได้ทัน เพราะกลัวว่าพอถึงเวลาค่ำคืนแล้วจะนอนตาไม่หลับ เกวียนของชายชราหยุดจอดให้ผู้โดยสารขาจรอย่างหลี่ไป๋และเพ่ยอิงลงที่หน้าหมู่บ้าน ฝ่ายชายหนุ่มผิวเข้มเอ่ยปากขอบคุณพร้อมมอบปัจจัยบางส่วนให้ ทว่าคนขับเกวียนกลับปฏิเสธ พร้อมบอกว่าเขาขอรับเพียงคำขอบคุณเป็นค่าตอบแทนเท่านั้น ก็จะเคลื่อนเกวียนห่างออกไป “บ้านท่านอยู่ส่วนไหนของหมู่บ้านนี้งั้นรึ?” เพ่ยอิงเอ่ยถามพลางสาวเท้าเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ก่อนจะไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าร้านซาลาเปาเนื้อแห่งหนึ่ง ที่กลิ่นหอมมันโชยมาเตะจมูกของเขาจนน้ำลายสอไปหมด หลี่ไป๋มองอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเข้าไปซื้อซาลาเปาดังกล่าวมาทั้งหมดสองลูก ปากก็ตอบคำถามของอีกฝ่ายไปด้วย “อยู่ท้ายหมู่บ้านนู้นเลยขอรับ อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย ท่านถือโอกาสนี้เดินเล่นก็ไม่เสียหายอะไร” ว่าพลางยื่นซาลาเปาลูกหนึ่งให้กับเพ่ยอิง ดวงตาของคนงามเป็นประกายทันใด มือเรียวคว้าซาลาเปาร้อน ๆ เข้าปากทันใด เคี้ยวตุ้ย ๆ จนแก้มป่องราวกับกระรอกตัวน้อยก็ไม่ปาน “นั่นใช่คุณชายหลี่หรือเปล่า?” “ท่าทางเหมือนคุณชายหลี่เลย ใช่เขาหรือเปล่า?” เพ่ยอิงเลิกคิ้วเล็กน้อยเพราะหลังจากที่พวกเขาเดินลึกเข้ามาในหมู่บ้านเรื่อย ๆ ก็เริ่มได้ยินเสียงชาวบ้านซุบซิบนินทากันด้วยประโยคที่ไปในทำนองเดียวกัน เขาจึงไม่รอช้ารีบยัดซาลาเปาคำสุดท้ายเข้าปาก แล้วเอ่ยถามคนด้านข้างของตัวเองทันที “ที่พวกเขาพูดหมายถึงท่านหรือเปล่า?” หลี่ไป๋ส่งยิ้มอ่อนให้ก่อนจะตอบไปพลาง ดูเส้นทางข้างหน้าไปพลาง “ประมาณนั้นขอรับ” “ว้าว ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าท่านเองก็เป็นคนมีชื่อเสียงของที่นี่อยู่มากพอสมควรเลยสินะเนี่ย” ว่าพลางยิ้มทะเล้น ฝั่งหลี่ไป๋รู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อยจึงกล่าวแบบถ่อมตน “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ ฮ่า ๆ” “หลี่ไป๋ นั่นเจ้าเองรึ!!” ทันใดนั้นเสียงก้องกังวานของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น เล่นเอาหัวใจของเพ่ยอิงตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขายกมือขึ้นมาทาบอกก่อนจะผ่อนลมหายใจเข้าออก สายตาก็จดจ้องไปทางต้นเสียง ก่อนจะพบว่าเป็นร่างของหญิงชรานางหนึ่งที่กำลังวิ่งตรงมายังที่ที่พวกเขายืนอยู่ “ท่านย่า-” “ไอ้หลานคนนี้ หายหน้าหายตาไปไม่กี่ปีก็พาเมียกลับมาที่บ้านแล้วงั้นรึ เด็กสมัยนี้นี่มันใจร้อนกันเสียจริงเชียว” เอ่ยจบก็เหลือบมามองเพ่ยอิงที่ได้แต่ยืนทำใบหน้าฉงน หลี่ไป๋หน้าขึ้นสีทันใดก่อนจะรีบบอกปัดด้วยท่าทางขวยเขิน “ไม่ใช่อย่างนั้นนะย่า นี่เจ้านายข้าต่างหากเล่า!” ฝ่ายหญิงชราได้ยินดังนั้นก็หัวร่อออกมาเสียงดัง “นี่เจ้าได้เจ้านายตัวเองเป็นเมียเลยงั้นเหรอเนี่ย พ่อกับแม่เจ้าได้ยินเข้าคงอกแตกตาย” ว่าพลางตบไหล่ของหลานชายอย่างแรงก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัย หลี่ไป๋ถอนหายใจเป็นรอบที่ล้าน อธิบายไปเท่าไหร่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับฟัง เพ่ยอิงมองทั้งสองแล้วก็ได้แต่อมยิ้มออกมาก่อนจะกล่าวทักทาย “ข้ามีนามว่าหลิน เพ่ยอิง ยินดีที่ได้พบท่านย่าของท่านอาจารย์ขอรับ” ว่าพลางโค้งคำนับให้ผู้อาวุโสกว่า “อาจารย์งั้นรึ? นี่ความสัมพันธ์ของพวกเจ้ามันจะซับซ้อนกันไปถึงไหนกันล่ะเนี่ย แต่ก็ช่างเถอะ ข้ามีนามว่าหลี่ หรูเยี่ยน เป็นย่าแท้ ๆ ของผัวเจ้า ยินดีที่ได้พบนะแม่คนสวย” ว่าพลางเข้าไปสวมกอดร่างของเพ่ยอิงอย่างสนิทสนม เพ่ยอิงเองก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด น้อมรับอ้อมกอดนั้นไว้ด้วยความยินดี “ข้าก็บอกแล้วไงว่าเราสองคนไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนั้นกัน” หลี่ไป๋กล่าวอย่างท้อใจ หลังจากนั้นไม่นานทั้งสามคนก็เดินทางมาถึงที่บ้านของหลี่ไป๋ แต่จะให้เรียกว่าบ้านมันก็อย่างไรอยู่ เพราะไม่ว่าเพ่ยอิงจะมองมาจากตรงไหน ก็เห็นว่านี่มันคือจวนของพวกขุนนางชัด ๆ เผลอ ๆ มีขนาดเทียบเท่ากับจวนตระกูลซ่งเลยเสียด้วยซ้ำ “โห นี่ท่านอาจารย์เองก็เป็นคนมีฐานะอยู่พอสมควรเลยนะเนี่ย” เอ่ยพลางทำหน้าตาทะเล้นใส่ สร้างความเขินอายให้ชายอกสามศอกเยี่ยงหลี่ไป๋ไม่น้อยเลยทีเดียว “ฮูหยินน้อยก็พูดเกินไป มันไม่...ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ” ว่าพลางบิดตัวไปมา เพ่ยอิงทำใบหน้าเซ็งทันใดก่อนจะเอ่ย “ท่านเลิกเรียกข้าว่าฮูหยินน้อยอะไรนั่นได้แล้ว ตอนนี้ข้าไม่ได้มีสถานะนั้นแล้วเสียหน่อย” ว่าพลางทำใบหน้าบึ้งตึง หลี่ไป๋จากที่กำลังขวยเขินอยู่หยุดชะงักทันใด ก่อนจะรีบเอ่ยขอโทษขอโพยอีกฝ่าย “ต้องขออภัยฮูหยิน- เอ่อ...นายท่านด้วย” เพ่ยอิงหันไปสบตากับหลี่ไป๋อีกครั้ง พอบอกไม่ให้เรียกฮูหยินน้อยก็เลยเรียกว่านายท่านอีก แล้วทำไมท่านไม่เรียกชื่อข้าให้มันจบ ๆ ไปเลยเล่า? เขาคิดในใจ “ตอนนี้ข้าไม่ได้มีศักดิ์เป็นนายเหนือหัวท่านแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียกกันห่างเหินเช่นนั้นก็ได้ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าเรียกท่านว่าพี่หลี่ ส่วนท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวเพ่ย ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร?” พูดจบก็ยื่นใบหน้าไปใกล้ ๆ หัวใจของหลี่ไป๋สั่นไหวอย่างรุนแรง ตอนนี้ใบหน้าก็ขึ้นสีแดงระเรื่อจนปิดบังเอาไว้แทบไม่อยู่ เขารีบถอยหลังกรูดทันใดก่อนจะตอบกลับด้วยอาการพูดติดอ่าง “ทะ...ทะ...ท่านว่าอย่างไร ข้าก็เห็นดีเห็นงามด้วยทั้งนั้นขอรับนายท่าน-” “ไม่ใช่นายท่าน แต่เป็นเสี่ยวเพ่ย ไหนลองเรียกดูหน่อยสิพี่หลี่” ว่าพลางเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายเรื่อย ๆ หลี่ไป๋แทบล้มทั้งยืน เขารีบวิ่งไปหลบที่หลังท่านย่าของตัวเองทันทีก่อนจะพูดตะกุกตะกัก “ขะ...ข้าว่าพวกเราเข้าบ้านกันก่อนดีกว่า ข้างนอกอากาศไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่” ว่าจบก็วิ่งนำเข้าไปในจวนก่อนใคร ท่านย่าเห็นท่าทางของหลานชายก็ได้แต่อมยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินไปควงแขนของเพ่ยอิงพลางกล่าว “เข้าบ้านกันเถอะหลานสะใภ้” “คือว่าข้าไม่ได้-” ไม่ทันที่เพ่ยอิงจะได้พูดแก้ตัวก็ถูกพาเข้ามายังภายในจวนตระกูลหลี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายในถูกตกแต่งด้วยพฤกษานานาชนิด กลิ่นหอมธรรมชาติตลบอบอวลตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดประตูเข้าไป บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นดียิ่งนัก เหมาะแก่การนอนหลับของเขาเสียนี่กระไร เพ่ยอิงคิด พลางขอให้ท่านย่าของหลี่ไป๋พาเดินสำรวจโดยรอบ ทางฝ่ายนั้นก็หาได้ปฏิเสธไม่ เพราะเห็นว่าเป็นความต้องการของหลานสะใภ้ก็เลยจัดให้ตามคำขอทุกประการ ในขณะที่เพ่ยอิงกำลังรื่นรมย์กับการมีชีวิตใหม่ ทว่ากลับหารู้ไม่ว่าความหายนะกำลังจะมาเยือนถึงตัวเขาในไม่ช้า จวนสกุลหลิน ณ บัดนี้ราวกับกำลังเผชิญด่านเคราะห์ที่ยากจะก้าวข้าม ไม่นานมานี้หัวหน้าตระกูลก็เพิ่งจะถูกฆ่าด้วยฝีมือของบุตรเขยตัวเอง ทายาทลำดับที่หนึ่งเช่นหลิน เพ่ยซาน ก็กลายเป็นคนเสียสติ พูดจาไม่รู้เรื่อง วัน ๆ เอาแต่ร้องห่มร้องไห้หาผู้เป็นบิดาที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่สามารถเป็นที่เชิดหน้าชูตาของตระกูลได้เหมือนอย่างแต่ก่อน ทายาทคนสุดท้องเช่นหลิน เพ่ยอิง ก็หายตัวไปหลังจากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายในวันนั้น ตอนนี้หลิน ลี่ฮวาผู้เป็นมารดาของสองพี่น้อง จึงต้องรับตำแหน่งผู้ดูแลตระกูลแทน นางต้องคอยจัดการปัญหาสารพัดที่เข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน ไหนจะเรื่องที่พักหลังมานี้รู้สึกราวกับโดนเพ่งเล็งจากใครบางคนจากด้านนอกจวนอีกต่างหาก นางแทบจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว “ตามหาตัวบุตรชายข้าเจอหรือยัง?” นางเอ่ยถามทหารรับจ้างฝีมือดีคนหนึ่ง ที่นางว่าจ้างไปให้ออกตามหาเพ่ยอิง ทว่าทหารรับจ้างนายนั้นกลับทำเพียงส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบเท่านั้น “ข้าให้เวลาเจ้าอีกสามวัน หากยังไม่ได้เบาะแสเกี่ยวกับบุตรชายของข้า เราจะได้เห็นดีกัน” ว่าจบก็จ้องเขม็งไปที่ชายอกสามศอกตรงหน้า ทหารนายนั้นน้อมรับคำสั่งก่อนจะรีบขอตัวไปทำตามหน้าที่ของตัวเอง ลี่ฮวายกมือขึ้นมานวดขมับ หลายวันมานี้นางนอนหลับไม่เต็มตื่นเลยด้วยซ้ำเพราะเรื่องที่มันประเดประดังเข้ามาในคราวเดียวกัน นางเหลือบมองไปยังรูปวาดเหมือนของสามีผู้ล่วงลับก็รู้สึกร้าวรานในหัวใจยิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะจากกันไปเร็วเช่นนี้ แต่ที่น่าผิดหวังยิ่งกว่าคือสาเหตุการตายของสามีมาจากบุตรเขยที่ตนไว้ใจ แม้ว่าคุณชายซ่งจะมีข่าวลือเกี่ยวกับความเจ้าชู้ ทว่ากลับไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีปัญหาเรื่องความใจร้อนด้วย นั่นทำให้นางอดคิดไม่ได้เลยว่าบุตรชายของนางที่ถูกแต่งเข้าจวนไปจะต้องพบเจอกับเรื่องอะไรบ้าง นางถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะเดินไปสูดอากาศที่ด้านนอกห้องทำงานของตัวเอง เห็นบุตรสาวที่ตนจงเกลียดจงชังกำลังนั่งเล่นตุ๊กตาผ้ากับสาวรับใช้ก็ได้แต่เวทนา รู้สึกอับอายขายขี้หน้าเหลือเกินที่มีคนบ้าอยู่ในตระกูลของตัวเอง “กรี๊ด!!” เพ่ยซานกรีดร้องออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ ข้ารับใช้นับสิบรีบพากันวิ่งเข้ามาดูอาการกันให้จ้าละหวั่น เพ่ยซานหอบหายใจถี่ระรัวก่อนจะตะโกนออกมา พลางชี้ไปยังกำแพงหน้าจวน “มีคนมอง... น่ากลัว... น่ากลัว!” นางกล่าวด้วยร่างกายอันสั่นเทา สาวรับใช้ทั้งหลายพยายามปลอบนางให้นางสงบสติลง ก่อนจะพานางกลับเข้าไปพักผ่อนในห้องของตัวเอง ลี่ฮวารู้สึกติดใจกับสิ่งที่บุตรสาวกล่าวเอาไว้ อีกทั้งยังสงสัยตรงจุดที่นางชี้ไปอีกต่างหาก นางจึงส่งคนของตัวเองไปจับตาดูบริเวณที่เพ่ยซานชี้นิ้วเอาไว้ แล้วกำชับเอาไว้ว่าถ้าหากพบเจอใครให้จับเป็นและมัดมันเอาไว้ที่ลานกลางจวน รุ่งสางของอีกวันก็เป็นอย่างที่นางคาดการณ์เอาไว้ ร่างของชายปริศนาจำนวนหนึ่งถูกมัดตรึงเอาไว้ที่กลางลานดังเช่นที่นางสั่งเอาไว้ คนเหล่านั้นถูกซ้อมจนร่างกายบอบช้ำไปหมด จนพวกเขาเหล่านั้นไร้ซึ่งเรี่ยวแรงในการโต้กลับ ลี่ฮวารีบเข้าไปรีดไถข้อมูลทันใดก่อนที่พวกมันจะตายกันไปเสียก่อน “ใครเป็นคนสั่งพวกเจ้ามา? และเป้าหมายของพวกเจ้าคือสิ่งใด?” “...” ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงใด ๆ ตอบกลับมา ลี่ฮวาทราบดีว่านักฆ่าพวกนี้ส่วนใหญ่มักถูกฝึกมาให้เป็นพวกรักองค์กรมากกว่าชีวิตของตัวเอง แต่เรื่องนั้นมันจะเชื่อได้จริงหรือ นางเรียกให้คนรับใช้ของตัวเองใช้วิธีการทรมานคนเหล่านั้นสารพัดอย่าง จนในที่สุดก็มีหนึ่งในนั้นที่โพล่งออกมา “เป็นคำสั่งฆ่าล้างตระกูลหลินจากท่านชางเหอขอรับ ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ!!” เมื่อได้ยินดังนั้นกล้ามเนื้อบนใบหน้าก็กระตุกขึ้นมาทันใด ลี่ฮวาเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของชายผู้นี้มาอยู่ไม่น้อย และส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่ไม่ดี นางพยักหน้าส่งสัญญาณให้กับทหารรับจ้างอีกชุดหนึ่งที่นางจ้างวานเอาไว้ให้มาเป็นผู้ติดตาม ให้พวกเขาลงมือสังหารคนเหล่านี้ที่ลอบเข้าจวนของนางในทันที ก่อนที่นางจะเดินกลับเข้าไปยังห้องทำงานของตัวเอง “ซ่ง ชางเหอ ใต้เท้าผู้มากความสามารถที่เคยเป็นนักฆ่ามือฉมังคนนั้น ริอ่านคิดที่จะฆ่าล้างตระกูลของข้างั้นรึ มันชักจะมากเกินไปแล้ว “ลี่ฮวาเอ่ยด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะหยิบกระดาษมาเขียนอะไรบางอย่างลงไป “ส่งไปให้ถึงที่หมายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” นางเอ่ยพลางยื่นจดหมายฉบับนั้นให้กับชายสวมอาภรณ์สีดำ ชายผู้นั้นพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะหายตัวไปต่อหน้าต่อตา ลี่ฮวานั่งผ่อนลมหายใจเพียงชั่วครู่ก่อนจะเดินไปที่หน้าต่าง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยแรงแค้นมหาศาล “แล้วมาคอยดูกัน ว่าฝ่ายใดกันแน่ที่จะต้องกลายเป็นผู้แพ้ของศึกครั้งนี้ไป ชางเหอ” “หา? นี่เจ้าเป็นบุรุษหรอกรึ เห็นแวบแรกข้านึกว่าเป็นสตรีงามล่มเมืองที่ไหนเสียอีก” หญิงชราเอ่ยด้วยท่าทีตกอกตกใจ หลี่ไป๋กลัวว่าคำพูดเหล่านั้นจะทำให้เพ่ยอิงรู้สึกไม่ดีจึงพยายามพูดแก้ต่างให้ “ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี ฮูหยิน- เสี่ยวเพ่ยก็ยังคงงามล่มเมืองไม่มีเปลี่ยนแปลง เห็นด้วยหรือไม่ท่านย่า?” เพ่ยอิงที่กำลังนั่งกินอาหารมื้อค่ำอย่างเอร็ดอร่อยเฝ้ามองการสนทนากันไปมาของสองย่าหลาน ราวกับกำลังดูละครหลังข่าวอยู่ก็ไม่ปาน “ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า แต่ร่างกายผ่ายผอมนัก กินเข้าไปเยอะ ๆ เลยนะหนูน้อย” ว่าพลางตักหมูสามชั้นชิ้นหนา ๆ ใส่จานของเพ่ยอิง เพ่ยอิงน้อมรับน้ำใจนั้นอย่างดีด้วยการคีบมันเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างรวดเร็ว “ว่าแต่ทำไมจู่ ๆ เจ้าก็กลับมาบ้านโดยไม่ได้ส่งข่าวคราวอะไรมาบอกกันก่อนเลยล่ะ เรื่องด่วนมากเลยหรือ?” พ่อของหลี่ไป๋เอ่ยถามอย่างใคร่รู้ หลี่ไป๋ชะงักไปเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างไรดี จะให้บอกว่า เขาพาภรรยาคนอื่นหลบหนีมาเพราะเห็นว่าเขาตกอยู่ในอันตราย ก็เห็นทีจะโดนพ่อกับแม่บ่นจนหูชา ซ้ำร้ายอาจจะโดนเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นชายชู้ที่ลักพาตัวภรรยาคนอื่นมาก็เป็นได้ หลี่ไป๋จึงเงียบไปสักพักใหญ่ ๆ เพราะกำลังคิดอยู่ว่าจะบอกพ่อกับแม่ของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องของเพ่ยอิงอย่างไรดี จนกระทั่งเป็นเพ่ยอิงที่โพล่งออกมา “พอดีว่าเกิดเรื่องใหญ่ที่จวนสกุลซ่งในวันที่ข้าไปยื่นขอหย่าสามีคนเก่าน่ะขอรับ พี่หลี่เขาเห็นท่าว่าข้าจะได้รับอันตรายก็เลยพากลับมาอยู่ที่นี่ด้วยสักพัก ข้าเองก็ว่าจะรบกวนพวกท่านอีกสักสองสามวัน แล้วก็จะไปหาที่ทางทำกินของตัวเองแล้วขอรับ” สิ่งที่เพ่ยอิงเอ่ยมาทั้งหมดล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น ติดก็แค่เรื่องหย่าที่ถ้าอิงตามกฎหมายบ้านเมืองแล้วนั้น ยังถือว่าเพ่ยอิงไม่ได้หย่าร้างกับคุณชายซ่งแบบสมบูรณ์ “เป็นเช่นนั้นเอง” ทว่าพ่อกับแม่ของหลี่ไป๋กลับไม่ได้เสาะถามอะไรเพิ่มเติม เพียงคีบกับข้าวใส่จานของเพ่ยอิงมากขึ้นเท่านั้น ทำให้มื้อนั้นเพ่ยอิงสวาปามไปจนเต็มคราบ ลุกขึ้นยืนอีกทีก็ท้องป่องเยี่ยงสตรีมีครรภ์เพราะกินเยอะไปหน่อยเสียแล้ว

Author Avatar
silverho
ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและเศร้า อยู่ที่เราจะโฟกัสที่จุดไหน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ