เกิดใหม่เป็นภริยารองของคุณชายจอมเสเพล [BL] บทที่ 7
“ลักษณะของมีด...ไม่ผิดแน่ เป็นอาวุธประจำตัวของซ่ง ชางเหอ” หลี่ไป๋เอ่ยพลางวางมีดสั้นเล่มนั้นกลับเข้าที่ดังเดิม อันที่จริงเช้าวันนี้เขาวางแผนไว้ว่าจะขัดเกลาฝีเท้าเหนือเมฆาให้เพ่ยอิงสักหน่อย ทว่ากลับเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เพ่ยอิงเดินมาหาเขาที่ลานฝึกด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด พร้อมกับถือหีบอะไรบางอย่างในมือเอาไว้ ก่อนจะมาทราบภายหลังว่าสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ก็คือมีดสั้นเล่มนี้นี่เอง
ลักษณะของมีดค่อนข้างเฉพาะตัว หลี่ไป๋เคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่ององค์กรนักฆ่าแห่งยุทธภพมาอยู่บ้าง จึงพอจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับนักฆ่าหลาย ๆ คนแบบคร่าว ๆ หนึ่งในนั้นคนที่เลื่องชื่อลือชาเรื่องการปลิดชีวิตผู้คนด้วยมีดอาบยาพิษ ก็เห็นจะมีชื่อของซ่ง ชางเหอขึ้นมาเป็นอันดับแรก
หลี่ไป๋ค่อนข้างเป็นกังวลเพราะการที่เจออาวุธประจำตัวของอีกฝ่ายเช่นนี้ ก็แสดงว่าชางเหอตามมาจนเจอพวกเขาแล้ว หากประมือกันแบบซึ่ง ๆ หน้าอย่างไรเสีย ฝ่ายที่จะต้องปราชัยก็เห็นทีจะเป็นฝั่งของหลี่ไป๋ วิทยายุทธที่ร่ำเรียนมาของเขายังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของชางเหอเลยด้วยซ้ำ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลี่ไป๋เอาแต่นั่งเครียด คิดไม่ตกเกี่ยวกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้
“มันหาตัวข้าเจอแล้วสินะ” เพ่ยอิงเอ่ยขึ้นพลางลงไปนั่งที่ด้านข้างของหลี่ไป๋
“เห็นทีจะเป็นเช่นนั้น ซ้ำร้ายจากการสาดอาวุธใส่ท่านโดยตรงเช่นนี้ เป้าหมายของมันก็คงไม่ได้ต่างจากที่เราคาดการณ์กันเอาไว้” ว่าพลางนวดขมับของตัวเอง เพ่ยอิงจ้องมองท่าทางนั้นอยู่สักพัก ก่อนจะทอดสายตามองออกไปยังที่ไกลแสนไกลแล้วเอ่ยขึ้นมา
“หากข้ายังอยู่ที่นี่ คนอื่น ๆ ก็จะได้รับอันตราย ข้าต้องออกจากหมู่บ้าน”
“ไม่ได้นะขอรับ แล้วร้านขนมที่ท่านตั้งใจจะเปิดมันเล่าขอรับ?” หลี่ไป๋มีท่าทีร้อนรนทันใดหลังจากได้ยินอีกฝ่ายพูดจบ ตอนนี้ความสดใสทั้งหลายที่เคยเปล่งประกายจากเพ่ยอิงมันริบหรี่ลงทุกที ราวกับเขากำลังจมดิ่งสู่ห้วงแห่งความมืดหม่นอีกครั้ง
“ความฝันส่วนความฝัน ความตายส่วนความตาย ข้าไม่อยากให้คนอื่นต้องมาเสี่ยงชีวิตเพื่อข้าเพียงผู้เดียว” พูดจบก็ลุกขึ้นยืน เตรียมเดินกลับไปที่ร้านค้าของตัวเอง ที่วางแผนเอาไว้ว่าจะเปิดกิจการในไม่ช้านี้ เพื่อเก็บข้าวของและออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ไป แม้ว่ามันจะรู้สึกใจหายอยู่บ้าง ทว่าเขาไม่อาจทนเห็นพวกคนในหมู่บ้านต้องมาข้องเกี่ยวกับปัญหาที่ตัวเองได้ก่อไว้จริง ๆ
“เสี่ยวเพ่ยได้โปรดรอก่อน” หลี่ไป๋รีบเดินมาดักหน้าของคนตัวเล็กกว่าทันใด จ้องมองคนตรงหน้าอยู่ครู่ใหญ่ ๆ เหตุใดเรื่องราวอันแสนโชคร้ายนานัปการต้องเกิดกับเขาคนนี้แต่เพียงผู้เดียวด้วย เป็นลูกชังของบิดา เป็นภรรยารองที่ไม่ได้รับความสนใจ ซ้ำร้ายครอบครัวยังต้องพบเจอกับด่านเคราะห์อันแสนโหดร้ายอีกต่างหาก เขารู้สึกสงสารคนตรงหน้าจับใจ และไม่อยากให้เขาต้องมาเผชิญเรื่องราวเลวร้ายเหล่านี้ด้วยตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว หลี่ไป๋ผู้นี้จะอาสาเป็นสหายเคียงกาย ไม่ว่าเป็นหรือตายเขาก็จะอยู่เคียงข้างเพ่ยอิง ไม่ละทิ้งอีกฝ่ายไปไหนเด็ดขาด
“พี่หลี่ นี่คือทางออกสำหรับเรื่องทั้งหมด-”
“หัตถ์หยาดแสงจันทร์” หลี่ไป๋จ้องมองคนตรงหน้าด้วยสีหน้ามุ่งมั่น เพ่ยอิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามกลับด้วยท่าทางฉงน
“ท่านกำลังพูดถึงเรื่องอะไร?”
“หัตถ์หยาดแสงจันทร์เป็นวิชาชั้นสูงที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง หากผู้ใดที่สำเร็จวิชา แม้แต่เทพเซียนก็เป็นเพียงคู่ต่อสู้ที่สูสีกันเท่านั้น หากข้าหรือท่านบรรลุวิชานี้ได้...ฝ่ายที่ต้องสิโรราบหาใช่พวกเราไม่ แต่เป็นซ่ง ชางเหอต่างหาก” เพ่ยอิงที่ได้ยินแบบนั้นก็แอบชั่งใจอยู่สักพัก วิชาฝีเท้าเหนือเมฆาของเขายังศึกษาได้ไม่ดีพอเลย แล้ววิชาชั้นสูงอย่างหัตถ์หยาดแสงจันทร์จะไปเหลืออะไร ทว่าหากไม่ลองดูก็คงไม่รู้ เพ่ยอิงจ้องมองไปที่หลี่ไป๋ด้วยสายตามุ่งมั่น ก่อนจะตอบ
“ขอความกรุณาท่านอาจารย์” ว่าพลางโค้งคำนับ หลี่ไป๋ปรามเอาไว้ไม่ทันจึงปล่อยเลยตามเลย
“ถ้าเช่นนั้นเราก็มาเริ่มกันเถอะ ระหว่างที่พวกเราฝึกกันอยู่ ข้าจะให้พวกคนหนุ่มที่มีวรยุทธคอยเฝ้ารอบ ๆ หมู่บ้านเอาไว้ ท่านไม่ต้องห่วง” หลี่ไป๋กล่าวจบก็พาเพ่ยอิงไปที่ลานฝึกลับ ที่เขามักจะเอาไว้ฝึกวิชาชั้นสูงต่าง ๆ เพียงลำพัง ไม่รอช้ารีบกางตำราวิชาหัตถ์หยาดแสงจันทร์ทันใด ก่อนจะเริ่มฝึกไปทีละขั้นตอนอย่างขะมักเขม้น
ณ จวนสกุลซ่ง
“คุณชายซ่งกินอาหารบ้างหรือยัง?”
“อย่าว่าแต่อาหารเลย แม้แต่น้ำท่านยังไม่ดื่มเลยด้วยซ้ำ” ข้ารับใช้จวนสกุลซ่งพูดคุยกันก่อนจะทอดสายตามองไปยังร่างซูบผอมของชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาว ที่ตอนนี้มีคราบเหลืองกระจายเต็มไปหมด ผมเผ้าก็รุงรัง ใบหน้ายิ่งทรุดโทรมจนดูแทบไม่ได้ หมดคราบของคุณชายใหญ่ตระกูลซ่ง ทว่าสภาพภายนอกที่น่าเวทนาขนาดนั้น ยังไม่น่าสงสารเท่าสภาพจิตใจ
“เพ่ยอิงของข้า” กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ก่อนจะใช้นิ้วที่ได้รับบาดเจ็บของตัวเอง มาขีดเขียนเป็นชื่อของคนที่คะนึงหาบนกำแพง เมิ่งหานคิดถึงภรรยารองของเขายิ่งนัก เขาอยากพบหน้าอีกฝ่าย อยากโอบกอดร่างเพรียวบางนั้นเอาไว้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต แต่ที่สำคัญที่สุดคือเขาอยากขอโทษกับการกระทำที่ผ่านมา ที่ต่อให้นึกย้อนกลับไปกี่ครั้ง หากเขาเป็นเพ่ยอิงก็ไม่อาจให้อภัยตัวเขาได้เลย
ซ่ง เมิ่งหาน บุตรชายเพียงคนเดียวของหัวหน้าตระกูลซ่ง ซ่ง ฮั่นเจ๋อ และภริยา ซ่ง ฮวาหลัว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เขามักจะโดนทั้งบิดามารดาเลี้ยงดูแบบตามใจ ไม่ว่าเขาต้องการสิ่งใด ท่านทั้งสองจะบันดาลมันมาให้ทุกอย่าง เป็นเช่นนั้นเรื่อยมาจนย่างเข้าวัยหนุ่ม เมิ่งหานได้มีโอกาสเดินทางไปทำธุระกับผู้เป็นบิดา และได้เข้าหอโคมแดงเป็นครั้งแรก เขารู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการได้พบสิ่งสวยงามเช่นสตรีเหล่านั้นเป็นอย่างมาก นับแต่นั้นเป็นต้นมางานอดิเรกของเขาจึงเป็นการเที่ยวเล่นตามสถานเริงรมย์ต่าง ๆ ในทุก ๆ พื้นที่ที่เขาไปเยือน
เมิ่งหานเปลี่ยนสตรีร่วมหลับนอนทุกค่ำคืน บางคืนก็มากกว่าหนึ่งคน จนได้รับฉายามาว่า ‘คุณชายจอมเสเพล’ ทว่านั่นกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกละอายใจอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะพ่อแม่ของเขาเองก็ไม่ได้สะทกสะท้านกับฉายานี้ของเขาเช่นกัน เมิ่งหานจึงยังทำตัวสำมะเลเทเมาเช่นนั้นสืบมา จนกระทั่งวันหนึ่ง...
“แต่งงาน? กับผู้ใดขอรับท่านพ่อ ท่านแม่?” เมิ่งหานที่เพิ่งกลับมาจากการเที่ยวเล่นหอโคมแดงอย่างเช่นทุกวัน เอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนกตกใจ หลังทราบว่าบิดาและมารดาของตนกำลังวางแผนให้เขาแต่งงานกับใครบางคนที่เขาไม่ได้รู้จักมักจี่ด้วยมาก่อน
“บุตรสาวและบุตรชายของหัวหน้าตระกูลหลิน ที่เป็นพันธมิตรทางการค้ารายใหม่ของเราอย่างไรเล่าลูกแม่” ผู้เป็นแม่เอ่ยด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม เมิ่งหานยังคงทำใบหน้าฉงนก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้ง
“บุตรสาวและบุตรชาย?”
“ใช่แล้ว ทั้งสองคนจะแต่งเข้าสกุลซ่งในฐานะภรรยาของเจ้า” สิ้นประโยคของผู้เป็นพ่อ เมิ่งหานก็ชักสีหน้าใส่ทันใดก่อนจะพูดอย่างตัดพ้อ
“ลีลาจะสู้พวกนางโลมได้หรือเปล่าก็ไม่รู้”
“ไม่ลองดูแล้วจะรู้หรือลูกรัก ไว้แต่งไปแล้วเจ้ายังไม่ถูกใจ ค่อยกลับไปเที่ยวเล่นเช่นเดิมก็ยังได้” เพราะว่ามีพ่อและแม่ที่คอยให้ท้ายเขาอยู่เช่นนี้ จึงทำให้ซ่ง เมิ่งหาน กลายเป็นคนเสียผู้เสียคน คิดว่าตนคือความถูกต้องของทุกสรรพสิ่ง
ครั้นเมื่อถึงเวลาเจอหน้ากันครั้งแรกระหว่างเขาและบุตรสาวบุตรชายจากตระกูลหลิน กลับสร้างความประหลาดใจอย่างหนึ่งให้กับเขา เคยมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าบุตรชายคนเล็กของตระกูลหลินมีใบหน้าอัปลักษณ์ เมิ่งหานจึงแอบนึกเสียดายที่ต้องรับคนหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่เข้ามาเป็นหนึ่งในภรรยาของตนเอง ทว่าพอมาเห็นด้วยตาเนื้อของตัวเอง กลับตรงกันข้ามกับข่าวลือที่เคยได้ยินอย่างสิ้นเชิง
ใบหน้าของเพ่ยอิงทำให้เขาตกหลุมรักอีกฝ่ายในทันใด ทว่าท่าทีของฝ่ายนั้นกลับทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก ไม่รื่นรมย์เหมือนอย่างคนพี่เช่นหลิน เพ่ยซาน เพ่ยอิงเอาแต่อ่านตำราที่ตนกำลังศึกษาร่ำเรียนอยู่ ไม่ก็นั่งเหม่อลอย มองนกมองไม้ เมิ่งหานจึงหมดความสนใจในตัวของเพ่ยอิงไปในทันที แล้วหันไปพูดคุยกับเพ่ยซานแทน เขาทั้งสองเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่วันนั้นเมิ่งหานจึงตัดสินใจมอบตำแหน่งชายาเอกให้กับเพ่ยซานเพราะรู้สึกโปรดปรานอีกฝ่ายมากกว่าเพ่ยอิง
จนกระทั่งมาถึงวันเข้าเรือนหอ เขามีความสุขมากที่จะได้ทำกิจกรรมบนเตียงกับภรรยาทั้งสองคน แม้ว่าเพ่ยอิงจะมีท่าทีเฉยชา ทว่าใบหน้านั้นกลับทำให้เขาหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น แต่แล้วในตอนที่กำลังจะอุ่นเตียงกันอยู่นั้น เพ่ยอิงก็โพล่งขึ้นมา
“ข้าทำไม่ได้ขอรับ” ว่าพลางลงไปคุกเข่าลงกับพื้นแล้วเอาหน้าผากจรดกับพื้นดิน เมิ่งหานไม่พอใจเป็นอย่างมาก ราวกับว่าโดนอีกฝ่ายดูถูกความเป็นชายชาตรีของตัวเอง จึงกระชากร่างเพรียวบางนั่นขึ้นมาบนเตียง และกระทำการที่ไม่สมควร แม้เพ่ยอิงจะกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด หรือมีท่าทีที่น่าสงสารมากเพียงใด เขาก็ไม่ยอมหยุด จนกระทั่งตัวเองเสร็จสมอารมณ์หมาย
หลังจากวันนั้นเมิ่งหานก็ไม่แตะต้องหรือสนใจเพ่ยอิงอีกเลย เพราะรู้สึกว่าตนได้ครอบครองเขาแล้วในคืนวันเข้าหอ เพ่ยอิงกลายเป็นภรรยารองที่ไม่เคยได้รับความรักจากเขาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ไม่เคยได้รับของขวัญชิ้นใดจากสามีไม่ว่าจะเป็นเนื่องในโอกาสพิเศษใด ๆ ไม่เคยถูกเรียกให้ไปกินข้าวร่วมโต๊ะเหมือนดังเช่นผู้เป็นพี่สาว ถูกข้ารับใช้บางคนปฏิบัติราวกับเป็นเพียงคนไร้ค่าคนหนึ่งในจวน แม้กระทั่งวันที่เพ่ยอิงล้มป่วยจนใกล้ตายเขาก็ยังไม่มาดูดำดูดี
แต่เช้าหลังจากที่เพ่ยอิงล้มป่วยหนัก ท่าทีของอีกฝ่ายก็ผิดแปลกไป จากคนที่น่าเบื่อ วัน ๆ เอาแต่อ่านคัมภีร์ไม่ก็ตำราวิชาต่าง ๆ กลับมีท่าทีแสนซน ซ้ำยังมีความกล้ามากพอที่จะหันมาต่อกรกับเขาอีกต่างหาก เมิ่งหานถูกใจเป็นอย่างมากและเริ่มสนใจในตัวของเพ่ยอิงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทว่ามันกลับไม่ทันการณ์เสียแล้ว เพ่ยอิงหมดรักเขาไปแล้วเพราะการกระทำที่ผ่าน ๆ มาของตัวเอง เขาเสียใจอย่างสุดซึ้งตอนที่เพ่ยอิงประกาศกร้าวว่าต้องการหย่ากับเขา เขายอมแลกศักดิ์ศรีทั้งหมดที่ตัวเองเคยมีเพื่อแลกกับการได้ครองคู่กับเพ่ยอิงสืบไป ยอมแม้กระทั่งฆ่าพ่อตาของตัวเองเพื่อปกป้องชีวิตของเพ่ยอิงเอาไว้ ทว่านอกจากเพ่ยอิงจะหายตัวไปแล้วนั้นไซร้ เขายังมาติดอยู่ในคุกจวนสกุลซ่งจนหนีไปไหนไม่ได้อีกต่างหาก ช่างน่าสมเพชตัวเองยิ่งนัก
“แล้วสรุปพวกทหารรับจ้างเจอตัวฮูหยินน้อยหรือยัง?” ทหารเฝ้ายามคนหนึ่งเอ่ยถามสหายของเขา
“ได้ข่าวมาว่าเจอแล้วนะ เหมือนจะไปหลบซ่อนอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งกับ...ไอ้เจ้าทหารรับจ้างคนใหม่ที่หน้าตาดี ๆ นั่นชื่อว่าอะไรนะ?”
“หืม? เจ้าหมายถึงเจ้าหลี่ไป๋อะไรนั่นหรือเปล่า?”
ความเดือดดาลที่หลับใหลไปนานกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ทันทีที่ได้ยินชื่อของชายผู้นั้น เมิ่งหานไม่รอช้ารีบวิ่งไปที่กรงเหล็ก ตะโกนถามด้วยน้ำเสียงแค้นเคืองกับคนเฝ้ายามเหล่านั้นทันที
“มันอยู่ที่ไหน ไอ้คนทรยศนั่นมันอยู่ที่ไหน!?” เสียงตะโกนของเมิ่งหานก้องกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ พวกคนเฝ้ายามที่เห็นท่าทางแบบนั้นก็นึกหวาดกลัว และรีบไปรายงานให้กับนายเหนือหัวของพวกเขาทราบทันที โดยทิ้งให้เมิ่งหานอยู่อย่างโดดเดี่ยวในคุกแห่งนี้อีกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป เมิ่งหานที่มีไฟแค้นสุมอยู่เต็มอกตัดสินใจว่าตนจะหนีออกไปจากที่นี่ และออกตามหาคนที่พรากคนรักไปจากเขา จัดการปลิดชีวิตมันแล้วเอาเพ่ยอิงกลับมาเคียงข้างกายอีกครั้ง
เมิ่งหานแอบขโมยกุญแจมาจากคนเฝ้ายามที่เผลอไผลหลับไปด้วยความง่วงงุน ก่อนจะจัดการปลิดชีวิตอีกฝ่ายด้วยโซ่ตรวน เกิดความโกลาหลอลหม่านมากมายภายในไม่กี่วินาทีต่อมา ทั้งจวนสกุลซ่งกำลังลุกเป็นไฟ เหตุมาจากเมิ่งหานจัดการเผาตั้งแต่เรือนเล็กลามไปถึงเรือนใหญ่ พ่อและแม่ของพวกเขาที่กำลังหลับใหลอยู่หนีกันให้จ้าละหวั่น พวกข้ารับใช้เองก็หนีตายออกนอกจวนไปเสียหมด เมิ่งหานไม่รอช้ารีบเสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับเพ่ยอิงทันที เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้วก็ปลิดชีพคนพวกนั้นทีละคน ๆ จนกระทั่งในตอนที่เขากำลังจะหลบหนีไปนั่นเอง ก็ได้เจอกับบิดามารดาของตนเองเข้า
“เมิ่งหาน นั่นเจ้าจะไปไหน!?”
“กลับไปทวงของของข้าคืน” เมิ่งหานเหลียวหลังมาตอบแล้วกำลังจะเดินจากไป ทว่าผู้เป็นพ่อก็พูดรั้งตัวเขาเอาไว้
“เจ้าเป็นคนเผาจวนนี้ใช่หรือไม่? เจ้าทำไปทำไมเมิ่งหาน เจ้าบ้าไปแล้วเหรอ?!!” ฮั่นเจ๋อชักจะเหลืออดกับบุตรชายคนนี้เกินทน เพราะพวกเขาคอยให้ท้ายตลอดเวลาสุดท้ายเรื่องมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้
“คนที่ทำให้ข้าเป็นแบบนี้ก็คือพวกท่านนั่นแหละ นับแต่นี้เป็นต้นไปพวกเราขาดกัน สกุลซ่งกับข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีก!!” ว่าจบก็กระโดดหนีออกไปทางกำแพงทันที ไฟที่ยังคงลุกโชติช่วงกำลังแผดเผาทุกสิ่ง รวมไปถึงหัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ด้วย
เมิ่งหานวิ่งออกมาจากจวนสกุลซ่งแล้วรีบเร่งหาม้าสักตัว เพื่อที่จะเดินทางไปยังหมู่บ้านที่หลี่ไป๋พาเพ่ยอิงหลบหนีไปทันที เขาเหลือบไปเห็นม้าตัวหนึ่งถูกเชือกผูกมัดเอาไว้บริเวณโรงเตี๊ยม ก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปขโมยม้าตัวนั้นมาทันที จัดการควบมันไปยังประตูหน้าเมือง ในตอนนั้นเองก็ได้บังเอิญพบกับคนคุ้นเคยเข้า
หญิงสาวร่างเล็กคนหนึ่งในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทว่ากลับแปดเปื้อนไปด้วยดินโคลนมากมาย เส้นผมรุงรังราวกับรังนก กับใบหน้าที่ซูบผอม ว่ากันตามตรงเมิ่งหานเกือบจำชายาเอกของตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ ทว่าพอเหลือบไปเห็นที่ข้อมือของนางที่สวมใส่กำไลหยกขาวที่เขาเป็นคนซื้อให้ ก็จำได้ในทันทีว่าหญิงสาวคนนี้ก็คือหลิน เพ่ยซาน
“เพ่ยซาน” เมิ่งหานกล่าวเรียก ร่างบางสะดุ้งตัวโยนหลังจากถูกเรียกชื่อ ก่อนจะหันไปมองตามต้นเสียง ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงนราวกับนางจำคนตรงหน้าของตัวเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“เพ่ยซาน ข้าซ่ง เมิ่งหานสามีเจ้า เจ้าจำได้หรือไม่?” เอ่ยพลางจ้องมองแววตาของอีกคน เพ่ยซานนิ่งไปครู่ใหญ่ ๆ ก่อนจะส่ายหน้าไปมา
ที่เพ่ยซานกลายเป็นแบบนี้ก็เพราะเขา เขาผู้ซึ่งพรากชีวิตพ่อตาของตัวเอง เมิ่งหานมองไปที่เพ่ยซานอย่างเวทนา ก่อนจะกล่าวขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“รอข้าที่นี่ก่อนนะเพ่ยเพ่ย ข้าสัญญาว่าข้าจะกลับมารับเจ้า หลังจากนั้นพวกเราสามคนจะไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในที่ที่ไกลแสนไกล” ว่าจบก็ควบม้าออกไปนอกเมืองทันที

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น