ดูแล้วมานั่งคิด EP 1 : WEST SIDE STORY (2021)
ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดู WEST SIDE STORY ฉบับปี 2021 หลังจากบ่ายเบี่ยงมาถึง 4 ปี
หลายคนคงถามว่า โห ดองนานขนาดนี้ทำไมอยู่ๆ ถึงกลับไปนั่งดูล่ะเนี่ย
คำตอบคงเป็นผมเบื่อและอยู่ในสภาวะจิตใจไม่มั่นคงเลยอยากหาดูอะไรผ่อนคลาย บวกกับชื่นชอบผลงานของสตีเว่น สปีลเบิร์กเป็นทุนเดิม เลยอยากลองดูว่าพ่อมดแห่งฮอลลีวูดจะสร้างหนังมิวสิคัลออกมาอย่างไร จึงถือโอกาสนี้เข้าไปสัมผัสมนตร์เสน่ห์ของดอกไม้ในป่าปูนเสียหน่อย
ทันทีที่ตัวหนังเริ่มต้นด้วยการฉายภาพใหญ่ให้เราเห็นถึงการรื้อตึกต่างๆ ของย่านเวสต์ไซต์ในทศวรรษ 1950 มันก็มาพร้อมป้ายประกาศโฆษณาตัวบะเอิ้งเกี่ยวกับตึกรามอาคารสูง ที่กำลังจะมาแทนที่สภาพเสื่อมโทรมและซอมซ่อเต็มไปด้วยความแออัดของผู้อยู่อาศัย ได้พบกับแก๊งเจตส์ (กลุ่มคนขาว) และแก๊งชาร์คส์ (กลุ่มผู้อพยพชาวละติน) ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมา มักจะตีกันประจำเพื่อแย่งกันเป็นเจ้าถิ่น (Turf War) จนบรรดาตำรวจต้องพากันมาปราบปราม
ผู้หมวดที่ดูแลเขตเคยบอกทั้งสองแก๊งว่า “จะตีกันไปทำไมในเมื่ออีกไม่นานพวกแกก็จะไม่มีที่อยู่ สุดท้ายพวกแก (แก๊งเจตส์) ก็จะต้องไปรับใช้พวกมัน (กลุ่มผู้อพยพชาวละติน)”
ที่ผู้หมวดพูดแบบนี้เพราะต่อให้แก๊งเจตส์เป็นกลุ่มคนขาวที่น่าจะได้รับการยอมรับ ทว่าพวกเขาเป็นผลผลิตจากครอบครัวที่ไม่เอาไหน ถูกสังคมทิ้งขว้างและรังเกียจทั้งที่มีสีผิวกับเชื้อชาติเดียวกัน โดยเหยียดหยามสารพัด
ผิดกับชาวผู้อพยพที่หวังจะมาตั้งตัวใหม่จึงขยันทำมาหากินและพยายามสร้างเนื้อสร้างตัว เนื่องจากพวกเขาเคยผ่านความยากลำบากในประเทศบ้านเกิดตัวเองมาแล้วนั่นเอง เช่น ซีโน่ ว่าที่คู่หมั้นของมาเรียซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเบอร์นาโต้ เขาเป็นเรียนคณะบัญชีจากมหาวิทยาลัย ดูมีอนาคตไกลจนเป็นที่พูดถึงกันในกลุ่มของชาวผู้อพยพ กับอนิตา ว่าที่พี่สะใภ้ของมาเรียหรือก็คือคนรักของเบอร์นาโต้ ซึ่งมีความฝันอยากเปิดร้านตัดชุดของตัวเอง จึงเริ่มต้นจากการเย็บเนคไทและตัดผ้าง่ายๆ จนมีเงินเช่าบ้านอยู่และเลี้ยงชีพของตัวเองได้ กระทั่งมาเรียที่หาเงินเลี้ยงพ่อด้วยตัวเองถึงห้าปีและกำลังเก็บเงินสร้างตัวทั้งที่อายุแค่ 18 ปีเท่านั้น
สำหรับแก๊งเจตส์แล้วพวกเขาไม่สนอนาคต มองปัจจุบันและรู้สึกอยู่ในจิตวิญญาณว่าพวกผู้อพยพเข้ามาแย่งถิ่นฐาน แย่งงาน และแย่งที่อยู่ รวมไปถึงสิทธิจนแทบจะโดนเรียกนับว่าเป็นอเมริกันชนเหมือนกันแล้ว จากที่เคยโดนคนกลุ่มเดียวกันเหยียดหยามแถมยังยังมีคนต่างสีผิวและเชื้อชาติเข้ามาแย่งอาชีพไปอีก จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คนกลุ่มนี้จะไม่รู้สึกเหมือนโดนพรากของของตัวเองไป จนดวงตาบดบังไปด้วยความเกลียดชัง
กระนั้นมันก็ยังสะท้อนเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติและการใช้ความรุนแรงซึ่งปัจจุบันก็ยังมีให้เห็น จนผมแทบลุกขึ้นชี้นิ้วใส่หน้าจอเวลาเจอซีนเหล่านี้ แบบว่า เฮ้ย หนังเมื่อ 4 ปีก่อนมันไม่เก่าลงเลยว่ะ เลยทำให้ผมนั่งใจจดใจจ่อดูต่อว่าพ่อมดของเราจะขับเคลื่อนหนังไปในรูปแบบของโศกนาฎกรรมที่ดัดแปลงจากบกกวีคลาสสิคอย่างโรมิโอ-จูเลียตได้อย่างไร
แล้วสปีลเบิร์กก็ค่อยๆ เฉลยออกมา นั่นคือการพาให้คนดูไปพบกับโทนี่ อดีตแก๊งเจตส์ที่เคยถูกจับเพราะชกคู่ต่อสู้จนบาดเจ็บสาหัส เขาตั้งใจออกมาใช้ชีวิตใหม่ ตั้งมั่นจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น กระทั่งเขาได้พบกับมาเรีย น้องสาวของหัวหน้าแก๊งชาร์คส์ที่งานเต้นรำ
ความรักของหนุ่มสาวเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็วและเบ่งบานขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งสัญญาณเพลงจบลงและพี่ชายของมาเรียอย่างเบอร์นาโต้มาพบเข้า เขาไม่ชอบใจและเข้าไปหาเรื่องโทนี่จนเกือบวางมวยกันกลางงาน นับว่าดีที่ต่างแยกย้ายกันไปได้ กระนั้นริฟฟ์ เพื่อนสนิทและผู้ร่วมก่อตั้งแก๊งเจตส์ก็ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เรียกเบอร์นาโต้ไปพบที่ห้องน้ำและขอท้าดวลกันที่โรงเก็บเกลือในคืนวันถัดไป
ทว่าคู่หนุ่มสาวที่หัวใจเรียกหากันกลับไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังมีเงาแห่งลางร้ายไล่ตามมาติดๆ ยิ่งดวงตาสองคู่จดจ่ออยู่กับดอกรักที่ผลิบาน ยมทูตก็ง้างเคียวเพื่อสังหารขึ้นช้าๆ
โทนี่เดินพร่ำเพ้อไปตลอดทางด้วยไม่อาจสลัดรักจากมาเรียได้ กระทั่งเขาไปเจอเธอที่ห้องพักโดยบังเอิญ พรหมลิขิตนี้ย้ำชัดว่าทั้งคู่เกิดมาเพื่อกันและกัน พวกเขาสัญญาว่าจะหนีไปเริ่มต้นใหม่ด้วยกันให้ห่างไกลจากเวสต์ไซต์มากที่สุด
กระนั้นความบาดหมางของสองแก๊งก็รุนแรงจนเข้าถึงหูของพวกเขา มาเรียขอให้โทนี่ช่วยหยุดริฟฟ์และเขาก็รับปากว่าจะช่วยพูดให้ แต่ริฟฟ์กลับไม่ยอม และยึดมั่นในศักดิ์ศรีของแก๊งไม่ว่าจะในฐานะผู้นำหรืออะไรก็ตาม แต่ละประโยคที่เขาพูดกับโทนี่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้ปูนซึ่งกำลังโดนรื้อทิ้ง เผยให้เห็นความดำมืดของสังคมย่านนั้นที่เต็มไปด้วยความรุนแรง การใช้สารเสพติด และการเหยียดอันมากมาย
เมื่อไม่สามารถห้ามเพื่อนได้โทนี่จึงบุกไปขอร้องกับเบอร์นาโต้ แต่หัวหน้ากลุ่มชาร์คส์ก็ไม่สนใจ เขาหยิบยกความรักที่มีกับมาเรียมาอ้างด้วยหวังว่าจะเปลี่ยนใจพี่ชายของเธอได้ ทว่ามันกลับยิ่งทำให้เรื่องแย่ลงไปอีก ฉากการต่อสู้จึงเริ่มขึ้น
เบอร์นาโต้คิดว่าโทนี่หลอกล่อน้องสาวของเขา จากอคติที่พวกคนขาวมีต่อผู้อพยพอย่างพวกเขา ทุกอย่างจบลงที่โทนี่ซัดเบอร์นาโต้จนสาหัส เขาชะงักมือไปทันทีเมื่อเห็นหน้าของคู่อริที่นอนอยู่ใต้หมัดตัวเอง ตระหนักได้ว่าจะไม่กลับไปอยู่ในจุดที่เคยเป็นพร้อมลุกเดินจากไป หวังว่าจะยุติเรื่องทุกอย่างลงได้แล้ว
ทว่าริฟฟ์กลับฉวยคว้ามีดที่หล่นลงมาเข้าไปใช้สู้กับเบอร์นาโต้และเป็นฝ่ายถูกแทงเสียเอง โทนี่โดนโทสะเข้าควบคุมทั่วร่างจนหยิบมีดไปแทงเบอร์นาโต้เพื่อล้างแค้นให้เพื่อน
นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่กำลังจะตามมาจากนี้
มาเรียที่เพิ่งกลับจากทำงานและเปี่ยมไปด้วยความสุขยามเฝ้าฝันว่าตัวเองกำลังจะได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับชายผู้เป็นที่รัก เธอได้รู้ข่าวเรื่องพี่ชายและเรื่องที่เกิดขึ้นจากเพื่อนสนิทของพี่ อารามตกใจทำให้กรีดร้องและรีบกลับไปห้องเพื่อสงบสติอารมณ์กระทั่งเจอกับโทนี่ที่แอบมาหาพร้อมเลือดเต็มตัว
ชายคนรักเล่าเรื่องจากมุมของตัวเองให้ฟัง แต่เธอก็ไม่อาจสลัดความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นได้ จึงเริ่มกล่าวโทษและทุบตีเขาเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมด ก่อนสุดท้ายจะขอให้อีกฝ่ายไม่ไปมอบตัวและหนีไปกับเธอ
ตอนนั้นเองที่พี่สะใภ้กลับมาจากสถานีตำรวจ เธอตั้งใจแจ้งข่าวให้มาเรียรู้แต่กลับเข้าไปเจอเธออยู่กับโทนี่ ชายผู้เป็นคนสังหารชายคนรักของตัวเอง เธอโกรธและตบหน้าเรียกสติมาเรีย แต่มาเรียก็ไม่อาจตัดใจจากความรักที่มีให้ชายหนุ่มได้ เธอบอกเหตุผลในมุมตัวเองพร้อมกับเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมวอนขอการอภัย
พี่สะใภ้รู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์แบบนี้ต้องเกิดขึ้นในสักวัน เธอยอมฟังคำขอของมาเรียและบอกให้รีบพาโทนี่ไปให้พ้นจากหน้าเธอ แต่ตำรวจบุกมาขอสอบปากคำทั้งสอง
มาเรียอ้างว่าเธอมีประจำเดือนและขอให้พี่สะใภ้ช่วยไปแจ้งข่าวแก่โทนี่ที่หลบอยู่ในร้านขายยา เธอรีบรุดไปทำตามคำวานนั้น ทว่ากลับถูกแก๊งเจตส์ที่เหลืออยู่จะรุมข่นขืนด้วยหวังระบายความโกรธของตัวเองต่อคนจากต่างเชื้อชาติ ซึ่งพวกผู้หญิงในกลุ่มกลับลุกขึ้นมาห้ามและช่วยปกป้องพี่สะใภ้ของมาเรียจนโดนผลักออกไปข้างนอก นับว่าโชคดีที่เจ้าของร้านลงมาห้ามไว้ทัน
ด้วยความโกรธแค้นพี่สะใภ้ของมาเรียจึงบิดเบือนสารว่า “มาเรียโดนเพื่อนสนิทของคนรักเธอแทงเสียชีวิตไปแล้ว” พร้อมฝากเจ้าของร้านให้ไปบอกโทนี่ด้วย จากนั้นก็ด่าพวกแก๊งเจตส์ที่เหยียดหยามเธอก่อนจะเดินออกมา
หลังโทนี่รู้ข่าวเรื่องมาเรียก็ใจสลาย วิ่งออกไปตะโกนเรียกให้เพื่อนของเบอร์นาโต้ออกมาสังหารเขาตามไปอีกคน จังหวะหันไปเจอมาเรียกำลังวิ่งถือกระเป๋ามาตามนัดไว้เขาโล่งใจมาก แต่เพื่อนของเบอร์นาโต้กลับเดินออกมาจากที่ซ่อนพร้อมปืนของริฟฟ์และยิงเขาสองนัดจนถึงแก่ชีวิต
มาเรียกรีดร้องด้วยความเสียใจถึงที่สุด เธอคว้าปืนและตั้งใจจะยิงทุกคนด้วยความเกลียดแค้นชิงชัง แต่สุดท้ายก็ไม่อยากให้เรื่องกลับไปวนลูปเดิมจึงทิ้งปืนแล้วเข้าไปกอดคนรักไว้แน่น
เป็นครั้งแรกที่แก๊งเจตส์และแก๊งชาร์คส์ร่วมกันหิ้วศพของโทนี่เดินไปทำพิธีให้เรียบร้อย ส่วนเพื่อนของเบอร์นาโต้หลังล้างแค้นสำเร็จก็ยอมโดนจับโดนละม่อม
จากนั้นเครดิตก็ขึ้นพร้อมเพลงที่ชวนให้เศร้าในใจ
ผมถึงกับต้องนั่งคิดทบทวนหลังหนังจบว่าทำไมพล็อตโรมิโอ-จูเลียตที่หาได้ดาษดื่นทั่วไปถึงออกมากลมกล่อมและน่าพูดถึงมากขนาดนี้ หากให้สรุปในคำเดียวผมคงเลือกคำว่า “ไฮป์”
หลังดูจบผมไฮป์ถึงขนาดไปนั่งอ่านรีวิว อ่านบทวิเคราะห์และสรุปต่างๆ เผื่อว่าตัวเองพลาดอะไรไป สิ่งที่ได้กลับมาคือ “ถึงจะเป็นยุคนี้แต่ความบาดหมางระหว่างคนหลายกลุ่มไม่เคยตระหนักได้เลย” ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่เด่นชัดกว่าพล็อตรักโศกเสียอีก
อันนี้ผมพูดในวงกว้างทั้งเชื้อชาติ การเมือง การติ่ง รวมไปถึงความสัมพันธ์
ไม่แปลกที่มนุษย์จะมองตัวเองเป็นศูนย์กลางก่อน เวลาเจออะไรเราจะดึงประสบการณ์ที่เคยมีมาทำความเข้าใจ รับมือ หรือหาทางแก้ไขต่อไป ยังไงเสียเราก็ไม่อาจหนีการตีความผ่านกระบวนการคิดของตัวเองได้อยู่วันยังค่ำ
แต่ละฉาก แต่ละซีนในเรื่องจึงเหมือนสะท้อนความเป็นจริงของโลกใบนี้ที่เมื่อมีคนสองกลุ่มต่างความเชื่อกันมาอยู่ร่วมกัน ข้อถกเถียงจะเกิดขึ้นเสมอ ไม่ใช่เพื่อทำความเข้าใจ แต่เป็นเพื่อยกยอความเชื่อของกลุ่มตนให้อยู่เหนือกว่า จนนำไปสู่ความเกลียดชังและเครื่องมือในการเอาชนะอีกฝ่าย
เหมือนกับริฟฟ์และเบอร์นาโต้ที่เป็นผู้นำของกลุ่ม ทั้งสองแบกรับความน่าเชื่อถือ ความยึดมั่นในศักดิ์ศรีและสัจจะไว้กับตัว ทั้งที่บอกว่าจะมาคุยกันแต่พร้อมวางมวยกันตลอดเวลา ต่างจากมาเรียและพี่สะใภ้ของเธอที่เข้าใจเหตุการณ์ผ่านการยอมรับด้วยหลักเหตุผล
แน่นอน พวกเธอโกรธที่เบอร์นาโต้โดนสังหาร แต่นั่นเกิดจากการไม่ยอมลดราวาศอกและกระโดดเข้าไปในสังเวียนที่มีโอกาส 50/50 จะจบชีวิต เหมือนใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงที่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไงต่อไป ในขณะที่พวกเธอมองเพียงอนาคตและการตามหาชีวิตที่ดี มั่นคง กับสงบสุข หรือพูดง่ายๆ ก็คือพวกเธอไม่ได้ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ สามารถควบคุมสัตว์ร้ายในตัวไม่ให้ออกอาละวาดได้
สิ่งที่ผมหงุดหงิดอย่างมากตอนดูคือไม่มีซับไตเติลแปลภาษาละตินเป็นภาษาอังกฤษเลยเวลาตัวละครกลุ่มผู้อพยพพูด ตอนแรกผมเข้าใจว่าทางคนแปลไม่ได้แปลมา หรือทางผู้จัดจำหน่ายไม่ยอมจ้างคนแปล แต่เมื่อไปค้นหาข่าวแล้วถึงได้พบว่าสปีลเบิร์กตั้งใจไม่ใส่ซับไตเติลแต่แรกแล้ว นั่นเป็นเพราะเขาไม่ต้องการให้ภาษาอังกฤษเข้ามามีอำนาจเหนือกว่าภาษาละตินโดยการใส่ซับไตเติลเข้าไป ตรงกันข้ามกับอนิตา พี่สะใภ้ของมาเรียที่พยายามให้เธอและเบอร์นาโต้พูดอังกฤษตลอดเวลา พอเบอร์นาโต้ไม่พูดก็จะหงุดหงิด ไม่ต่างจากคนดูแบบเราๆ (ถึงแม้จะพอเดาบริบทจากท่าทางและสภาพการณ์ได้ก็ตาม)
ปรากฏว่าหลังผมรู้ข้อเท็จจริงนี้เข้าถึงกับประทับใจในการสื่อนัยยะของหนังของสปีลเบิร์กมาก พอย้อนกลับไปดูใหม่อีกครั้งแล้วมันอิมแพ็กต่อการสื่อเรื่องความเคารพในเชื้อชาติมากจริงๆ เพราะตลอดมาเรายกภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลจนลืมไปแล้วว่ามันสร้างอิทธิพลไว้มากแค่ไหน
ทั้งที่เราไม่เข้าใจภาษาละติน แต่กลับเข้าใจท่าทาง สีหน้า และเหตุการณ์ได้ผ่านการแสดงของนักแสดงจนไม่สร้างความงุนงงต่อเนื้อเรื่อง แถมยังพาให้เราตระหนักอีกว่าแท้จริงแล้วภาษาสากลคือท่าทางของร่างกายต่างหาก
ผมยังมองไม่ออกเลยว่าตัวเองจะไม่ชอบเรื่องนี้ได้ยังไง แน่นอนแหละ มันยังมีจุดที่ดูแล้วอิหยังวะอยู่ ตามสไตล์พล็อตคลิเช่ที่เหมือนจะเป็นภาษาสากลในงานเขียนไปแล้ว ทว่าการตีความในแต่ละยุคสมัยกลับทำให้มันดูสดใหม่ขึ้นจนตรึงผู้ชมให้อยู่กับเนื้อเรื่องได้ และต้องนับว่าเป็นอีกครั้งที่สปีลเบิร์กร่ายมนตร์ได้ดีจริงๆ
สุดท้ายนี้หากถามว่าผมชอบส่วนไหนมากที่สุด คงเป็นการที่มาเรียไม่ลั่นไกปืนแล้วสยบความเกลียดชังด้วยรู้ดีว่า ถ้าเธอยังพลาดพลั้งเหมือนกับพี่ชายและคนรักของเธอ สงครามแย่งถิ่นก็จะดำเนินต่อไป ดีไม่ดีจะแย่ลงกว่าเดิมเพราะความเคียดแค้นจากการสูญเสียที่เกาะกินหัวใจด้วย

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น