[BL] Day-Star ดาวเจ้าเอ๋ย : ตอนที่ 1 (2)

[BL] Day-Star ดาวเจ้าเอ๋ย : ตอนที่ 1 (2)

วันที่ 1 ทรงมอบแสงสว่างแยกจากความมืด (2) ตามที่เขาเข้าใจ ในพระคัมภีร์มีกล่าวถึงวันสิ้นโลก น้ำท่วมโลกไว้แทบจะทุกคำสอน จนมันกลายเป็นตำนานที่คนเอามาทำเป็นภาพยนตร์บ้าง ซีรีส์บ้าง การ์ตูนบ้าง แม้แต่เกมหรือนิยายก็พบได้ดาษดื่นทั่วไป แต่ไม่ว่าจะจากในที่ไหนๆ คนที่ถูกคัดเลือกขึ้นเรือโนอาห์ก็มีเพียงหยิบมือเท่านั้น และโดยส่วนมากจะต้องเป็นคนสำคัญหรือมีพระคุณต่อโลก แน่นอนว่าเขาไม่ใช่หนึ่งในนั้น นานวันเข้าพอมีการตีความใหม่ๆ เกิดขึ้นจนคำสอนเหล่านั้นไม่ต่างจากการกล่อมเกลาให้คนงมงาย รวมไปถึงการเข้ามาแทนที่ของวิทยาศาสตร์ ภาพลักษณ์ที่ศาสนาเคยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจสุดท้ายสำหรับมนุษย์ก็หายไปไหนแล้วไม่รู้ บรื้นนน~! เสียงรถดังมาจากที่ไกลๆ เรียกสติคิริวให้กลับมาสนใจทางเดินก่อน เขาเห็นรถบรรทุกกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วบนพื้นถนนโล่งๆ ตรงไปยังเด็กสวมฮู้ดสีแดงซึ่งกำลังจะข้ามถนนไปเก็บลูกบอลที่ทำตกกลิ้งไปอยู่กลางถนนพอดิบพอดี ตอนนั้นภาพทุกอย่างเคลื่อนไหวช้าลงคล้ายเวลาถูกอำนาจที่มองไม่เห็นควบคุม ไฟหน้ารถบรรทุกส่องวาบใส่เด็กที่หันไปมองแล้วหยุดยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ แสงสว่างเจิดจ้านั่นกำลังจะกลืนกินร่างเล็กในอีกไม่นาน “ระวัง!!” คิริวตะโกน แล้วรู้สึกตัวอีกทีเขาก็กระโจนออกไปผลักเด็กน้อยให้พ้นวิถี สายตาที่จดจ่ออยู่กับตัวอีกฝ่ายคลายความกังวลลงเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวหลุดเข้าไปยังเขตที่ปลอดภัยแล้ว ขณะที่รอยยิ้มกำลังจะปรากฏบนใบหน้านั้น อะไรบางอย่างก็พุ่งชนร่างของเขาจนกระเด็น โครม! อ่า รถบรรทุกนั่นเอง เสียงล้อบดถนนดังเสียดหู ร่างของเขาไถลไปบนถนนพร้อมรอยเลือดที่เปื้อนเป็นทางยาว ภาพเบื้องบนหมุนคว้างรวดเร็วเหมือนเล่นรถไฟเหาะตีลังกาจนวิงเวียนศีรษะ กล้ามเนื้อทุกส่วนเจ็บร้าวลึกล้ำเหมือนโดนต่อยไปทั้งร่าง จะกรีดร้องก็ไม่มีเสียงออกมาจากลำคอ ในหูมีแต่เสียงวิ้งดังก้อง กับเสียงล้อรถบรรทุกที่ขับออกไปด้วยความรวดเร็วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนขับไม่แม้แต่จะลงมาดูด้วยซ้ำ เขายังคงมีสติอยู่แค่พอให้รู้ว่าตนเองกำลังจะสูญเสียลมหายใจสุดท้ายไป ชีวิตที่มียังใช้ไม่คุ้มเลย ที่ผ่านมาแทบไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเองด้วยซ้ำ แล้วจะมาตายเอาง่ายๆ แบบนี้น่ะเหรอ ความคิดพวกนั้นสั่นประสาทจนชายหนุ่มรู้สึกชิงชังโลกทั้งใบ นี่มันอะไรกัน พระเจ้าสนุกมากหรือไง “ฮึก ฮือ” สมองพยายามตามหาว่าส่วนไหนบ้างที่เจ็บ แต่มันกลับไม่สามารถระบุได้ ความรวดร้าวกลืนกินแล้วบีบขย้ำทั่วร่างจนเขาได้แต่นอนร้องไห้ กระอักเลือดออกจากปากเป็นพักๆ ดวงตาแข็งกร้าว เส้นเลือดในตาแตกโพล๊ะเหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่จนมองเห็นทุกอย่างเป็นสีแดง ความกลัวต่อความตายทำให้ชีพจรของเขายิ่งเต้นแรง ออกซิเจนพรูออกจากปากแล้วไม่กลับมาทางจมูกอีก รับรู้เพียงเสียงของตัวเองที่ร่ำร้องว่า เจ็บ เจ็บเหลือเกิน ชายหนุ่มได้แต่กัดฟันทนต่อความทรมานไม่รู้จุดสิ้นสุด เวลาไหลผ่านเสมือนกำลังเดินไปบนเส้นทางที่ทอดตรงสู่ยมโลก ร่างกายบอกว่ามันยอมแพ้แล้ว แต่ว่า แต่ว่านะ แม้จะเป็นโลกพรรค์นี้ ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากชีวิตอยู่ต่อไป เพราะเขายังไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเองเลย! “อึก... ใคร ก็ได้” ยังไม่เคยมีความรัก ยังไม่เคยได้พบเจอกับความสุข ยังไม่เคยทำตามใจตัวเองเลย “...ใครก็ได้” อยากแก้ไขสิ่งที่เคยทำพลาด อยากได้โอกาสอีกสักครั้ง อยากมีชีวิตรอด อยากเป็นที่ต้องการของใครๆ เหมือนกัน “ช่วย...ฮึก ช่วยผม ด้วย” ชายหนุ่มขอความช่วยเหลือ แต่กลับรู้สึกว่านั่นเป็นประโยคที่แสนขมขื่นและไม่มีความหมายอะไรต่อไปแล้ว เขารู้สึกตัวช้าไป มาคิดได้เมื่อสายไปแบบนี้ช่างเจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกรถบรรทุกชนจังๆ เสียอีก อา เขาไม่ได้อยากให้โลกนี้ล่มสลายหรอก ไม่ได้อยากให้เกิดน้ำท่วมอะไรทั้งนั้น เขาแค่เกลียดผู้คน เกลียดกฎเกณฑ์ เกลียดความอยุติธรรมที่ทำให้ชีวิตบัดซบ เปลือกตาที่กำลังจะปิดเหลือบไปยังท้องฟ้า เมฆเปิดทางให้แสงของดาวดวงหนึ่งทอประกายราวกับจะโอบล้อมโลกทั้งใบ ดาวประกายพรึกนั่นเอง มือสั่นระริกเอื้อมขึ้นไปหาประหนึ่งกำลังจะไขว่คว้าใยแมงมุม แสงกะพริบส่องสว่างของมันราวกับกำลังจะมารับวิญญาณของเขาไป ทว่าท่ามกลางความเงียบอันสมบูรณ์แบบ บัดนี้การรับรู้ของชายหนุ่มมืดมิดลงราวกับถูกย้อมด้วยสีดำจนไม่เห็นแม้เศษเสี้ยวของแสงสว่าง หัวใจค่อยๆ เต้นเบาลงพร้อมลมหายใจที่มอดดับไปในท้ายที่สุด ***** ~ องุ่น แอปเปิ้ล ทับทิม ฟักทอง ราสเบอร์รี่ เมล็ดข้าวสาลี น้ำสีแดงไหลผ่านหัวใจ พอกัดกินเข้าไปก็กลายเป็นข้าวสาลี ~ ***** เฮือก! ดวงตาที่เคยปิดสนิทเบิกโพลงเมื่อได้สติกลับมาอีกครั้งทั้งที่มันเคยมอดดับไปแล้ว ส่งผลให้ทั้งศีรษะปวดหนึบไปหมด ร่างกายและจิตใจกรีดร้องเพราะความเจ็บปวดที่กระหน่ำเข้ามาไม่ขาดสาย ได้ยินเสียงชีพจรเต้นดังตุบๆ อยู่ในส่วนลึกของรูหู ตัวของชายหนุ่มบิดเบี้ยวแล้วงอเหมือนกุ้ง สองมือฉีกทึ้งกลุ่มผมอย่างกับว่ามันจะช่วยลดความทรมานที่เผชิญลงได้บ้าง “อึก อือ!” เขาพยายามสูดหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนออกยาวๆ ไปพร้อมกับการประคองสติ แต่ความเจ็บปวดก็รุนแรงเสียต้องกะพริบตาไล่ม่านน้ำตาเพื่อสำรวจสถานที่ที่ตัวเองอยู่ได้อย่างถี่ถ้วน ด้านบนคือเพดานสีขาวที่มีหลอดไฟตะเกียบติดอยู่ด้านใน แสงของมันไม่ได้จ้าแต่ก็มีอำนาจมากพอแยงตาเขาได้ กลิ่นเอกลักษณ์ของโรงพยาบาลเด่นชัดอยู่ที่ปลายจมูก เมื่อหลับตาลงแล้วลืมขึ้นใหม่อีกที ความรู้สึกราวกับฝันร้ายพวกนั้นก็หายไปหมดแล้ว ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด เสียงเพลงที่ร้องอย่างไร้ความหมายนั่น คืออะไรกันแน่ “ฟื้นแล้วเหรอคะ คุณคิริว” เจ้าของชื่อสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ ก็ถูกทักในสถานการณ์แบบนี้ แวบแรกเขาคิดว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในกำมือของพวกค้ามนุษย์ แต่เมื่อมองไปทางต้นเสียงแล้วเห็นพยาบาลกำลังยืนมองมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาก็โล่งใจจนผ่อนลมหายใจออกมา ผิดกันกับเธอที่ถามขึ้นอย่างไม่มั่นใจเท่าไหร่ “ให้ฉันเรียกคุณหมอมาตรวจอาการดูมั้ยคะ” “คะ...ครับ รบกวนด้วย” คิริวตอบรับแล้วพยาบาลก็กดอินเตอร์โฟนก่อนแจ้งความประสงค์ของเขาลงไป ส่วนเขาก็หันมองรอบห้องดูให้ดีอีกที มันเป็นห้องพักฟื้นที่พบเห็นได้ตามโรงพยาบาล ดูเหมือนว่าจะเป็นห้องพักเดี่ยวเสียด้วย ไม่รู้หรอกว่าคนที่พาเขามาส่งที่นี่คิดยังไง แต่ค่าใช้จ่ายหลังรักษาเสร็จต้องแพงระดับขายไตก็ไม่พอแน่นอน ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ปล่อยผ่านเรื่องพวกนั้นไปก่อน เขาค่อยๆ ค้นความทรงจำที่กระจัดกระจายเพื่อหาคำตอบ จนเริ่มจำได้ว่าตัวเองถูกรถบรรทุกชนขณะกลับจากร้านกินดื่มร้านประจำ แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “ขอโทษครับ” ระหว่างรอหมอ คิริวก็ถามพยาบาลเพื่อคลายความสงสัย “ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” “มีพลเมืองดีพบคุณนอนหมดสติอยู่จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลค่ะ” ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดีอยู่ด้วยหรือนี่ ดูท่าว่าจะมีคนรับฟังคำขอของเขาแล้ว เมื่อไล่เรียงเรื่องราวมาจนถึงตรงนี้ คนที่เพิ่งรอดจากความตายก็เอ่ยถามพยาบาลด้วยคำถามที่ฟังดูแปลกอยู่ไม่น้อย “ว่าแต่ คุณได้ยินเสียงคนร้องเพลงมั้ยครับ” “เสียงเพลงเหรอคะ” คิริวเงียบเมื่อเห็นเธอเลิกคิ้ว สีหน้าดูสับสนแบบนั้นแสดงว่าเขาอาจจะหูเพี้ยนเพราะฤทธิ์ยาไปเอง “สงสัยผมจะหูฝาด” เขาฉีกยิ้มบางให้เธอแล้วเปลี่ยนเรื่องถาม “ผมอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้วครับ” “ประมาณสองอาทิตย์ได้แล้วค่ะ” ดวงตาของคนฟังเบิกกว้างคล้ายจะตกใจ แต่แล้วก็ต้องถามตัวเองว่าทำไมถึงต้องรู้สึกแบบนั้นด้วย ในเมื่อมันเป็นเรื่องฟังแล้วเข้าใจได้ ที่ชีวิตใกล้ดับสูญจะต้องใช้เวลากว่าจะกลับมายังโลกคนเป็นอีกครั้ง นั่นไงล่ะ เหมือนพวกนิยายแนวเกิดใหม่ไปต่างโลก หรือย้อนเวลากลับมาแก้แค้น คนพวกนั้นก็ตายก่อนวัยอันควรแล้วได้โอกาสที่สองในการใช้ชีวิตเหมือนกันกับเขาเลยนี่ สรุปเรื่องทั้งหมดให้ตัวเองเข้าใจเสร็จ ชายหนุ่มก็หัวเราะให้กับความคิดไร้เดียงสานั่น ถึงจะหาเหตุผลที่เขายังไม่ตายไม่เจอ แต่หากมีอำนาจเหนือธรรมชาติอยู่จริงๆ ทำไมถึงเพิ่งมาแสดงตัวตนเอาตอนนี้ ดีไม่ดีนี่อาจจะเป็นฝันหวานก่อนตายในขณะที่ข้างนอกนั่นเขานอนเป็นผักอยู่ก็ได้ เมื่อเริ่มคิดออกทะเล คิริวก็กลับมาโฟกัสที่เหตุการณ์ในปัจจุบัน เขาหันไปมองพยาบาล แล้วสีหน้าสบายใจก็เปลี่ยนเป็นชะงักงันเมื่อเห็นภาพซ้อนทับกันเหมือนเวลาไม่ได้สวมแว่นขณะดูหนังสามมิติ รอยยิ้มของเธอช่างงามหยาดเยิ้ม แต่ในขณะเดียวกันก็น่าสะพรึงกลัวและแฝงไว้ซึ่งลางร้าย เขาผวาลุกขึ้นถอยหนีตามสัญชาตญาณ “คะ...คุณพยาบาล?” “เป็นอะไรเหรอคะ” พยาบาลเดินเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิม มุมปากค่อยๆ ฉีกไปจนถึงใบหูทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นมีเลือดไหลลงมา เบ้าตาของเธอลึกโบ๋แต่กลับไม่มีลูกตา ขนตายาวให้ความรู้สึกเหมือนหนามเม่นก็ไม่ปาน เธอเดินมาหาเขาที่ถอยจนชิดหัวเตียงเตียงผู้ป่วย “ผะ...ผี!” คิริวตะโกน ลมหายใจดังฮี้ดๆ เสียวสันหลังอย่างกับมีหนอนแมลงไต่ยั้วเยี้ย นัยน์ตาเต็มไปด้วยแววแห่งความหวาดผวา หยาดน้ำตาเม็ดใหญ่กลับมาเกาะที่เดิมจนแทบจะเอ่อล้นออกมาเสียเดี๋ยวนี้ “มาสิคะ มาร่วมแสดงความยินดีกับดิฉันเถอะค่ะ” เสียงแหลมเล็กดังเสียดหูมาพร้อมเสียงหัวเราะคิกๆ คล้ายเด็กวัยกำลังซน มือของเธอที่เอื้อมมาเหลือเพียงกระดูก “ในที่สุด นายท่านของพวกเราก็ตื่นขึ้นแล้ว คิกๆๆ” “อ๊ากกกกกกกกก!!” ไม่ต้องรอให้สมองประมวลผลอะไรอีก ชายผมดำก็กระโดดลงจากเตียงออกวิ่งสุดแรงเกิดไปจากห้องพักฟื้นทันที คิริววิ่งกระหืดกระหอบอย่างไร้ความองอาจลงไปตามบันไดหนีไฟ เขาหลบหลีกพวกบุรุษพยาบาลที่หันมองมา เร่งความเร็วจนสุดกำลัง แต่เพราะเพิ่งฟื้นเลยไม่อาจทำได้ดั่งใจ ต้องคอยหยุดพักเป็นบางช่วงพร้อมฟังเสียงฝีเท้าที่ไล่ตามมาอย่างใจเย็น ยัยนั่นเป็นตัวอะไรกันแน่ ผีเหรอ ไม่หรอก โลกนี้จะมีผีได้ยังไง วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์สิ่งพวกนี้ได้ด้วยซ้ำ มันก็แค่อาการทางจิตเท่านั้นแหละ ใช่ เขาต้องตาฝาดไปแน่ๆ มันต้องเป็นภาพลวงตาหลังผ่านเรื่องเลวร้ายทั้งหมดมา ทั้งที่คิดแบบนั้นแต่สองขาก็ยังออกแรงวิ่ง ทั้งที่มันเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลแต่สัญชาตญาณกลับสั่งให้หนี มันบอกว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ล่ะก็ ชีวิตที่ได้กลับคืนมาจะต้องสูญเปล่าแน่นอน ไม่เข้าใจ มีแต่เรื่องไม่รู้ไม่เข้าใจเต็มไปหมด คิริวมุ่งหน้าวิ่งต่อไป ไม่มีเวลาแม้แต่จะเช็ดเหงื่อด้วยซ้ำ สองขาพุ่งทะยานไปข้างหน้าคล้ายกับจะโบยบินไปสู่อิสระที่อยู่หลังบานประตูเลื่อน เสียงเต้นของหัวใจซึ่งถูกสูบฉีดดังลั่นยิ่งกว่าทุกเสียงที่ดังตามมาจากด้านหลัง จะฝีเท้าของพวกตัวประหลาดนั่น จะเสียงโหวกเหวกโวยวายรอบข้าง หรือจะเสียงหอบหายใจของตัวเองก็ดี อีกไม่ไกลก็จะถึงทางออกของโรงพยาบาลแล้ว รอยยิ้มแห่งความหวังเริ่มกลับคืนสู่ใบหน้าซีดขาว โดยแทบจะไม่เสียเวลาตื่นเต้นดีใจ เขารีบรุดมุ่งไปยังทางออกที่เปิดกว้างต้อนรับทันที ทว่า เมื่อประตูบานเลื่อนอัตโนมัติเปิดออก คิริวก็ค้นพบว่าท้องฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้าบัดนี้ถูกย้อมไปด้วยสีเลือด ก้อนเมฆมืดครึ้มหนาทึบเกาะกลุ่มกันปิดบังแสงตะวันไม่ให้สาดส่องลงมายังผืนดิน ตึกสูงใหญ่ที่เคยบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองเกิดการสั่นพ้องจนเห็นซ้อนกันเป็นสีแดงสลับสีฟ้า คล้ายกับภาพสามมิติที่พบเห็นได้ในภาพยนตร์ ซีรีย์ หรือการ์ตูนแนวต่อสู้ ย่านที่เคยมีผู้คนพลุกพล่านบัดนี้เต็มไปด้วยตัวประหลาดซึ่งมีรูปร่างเหนือความเข้าใจของมนุษย์ พวกมันอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน บ้างก็ยืนจ้องเขม็งมาทางเขาคล้ายกับจำได้ว่าเคยเป็นเพื่อนเก่ากัน แต่จะใช่ได้ยังไง เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเมืองที่ตนอยู่เคยมีสภาพแบบนี้ ความคิดแล่นเร็วจี๋ สมองพยายามประมวลผลทำความเข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้า แต่แล้วมันก็กรีดร้องประท้วงยามที่ชายหนุ่มพยายามจะเค้นข้อมูลจากส่วนลึกในหัว ประสบการณ์ที่เคยสัมผัสไม่มีอันไหนตรงกับสภาพการณ์ปัจจุบันนี้เลย จนแทบจะเห็นข้อความ ‘ไม่พบความเป็นไปได้ใดตรงกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้’ กระพริบวิบวับอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ คิริวทรุดลงกับพื้นฮวบอย่างหมดแรง ริมฝีปากสั่นระริกและเบิกกว้างด้วยความสับสน เหงื่อกาฬผุดซึมออกมาจากรูขุมขนเสียพาให้เสียวสันหลังวาบ ไม่สิ มันมีอยู่ไม่ใช่เหรอไง สถานการณ์ที่พบได้ดาษดื่นทั่วไปในการ์ตูนหรือหนังประเภทเหนือธรรมชาติน่ะ ความเป็นไปได้ที่ตระหนักขึ้นได้มันน่ากลัวเกินไป เขาไม่อยากเชื่อสิ่งที่สายตาประจักษ์ก็จริง แต่สมองของมนุษย์ก็ช่างขี้สงสัยและอยากรู้อยากเห็นจนเกิดเป็นคำถามที่ไม่รู้จะเอาคำตอบจากไหน เมืองออเรีย...ล่มสลายไปแล้วงั้นเหรอ

Author Avatar
TGStark
นักเขียนที่มี passion เล่าเรื่องมากมาย เพราะคนไทยแปลว่าไปเรื่อย

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ