ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 8

ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 8

“ข้าอยากอภิเษกสมรสกับพระอนุชาของท่าน อภิเษกกับองค์ชายโม่ จวินเย่า” จวินเย่าหันไปถลึงตาใส่อีกฝ่ายทันที แล้วกำลังจะพูดแย้งขึ้นมาทว่ากลับเป็นเหล่าพี่ ๆ ที่พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน “นี่ท่าน-” “กลับเผ่าสวรรค์ของเจ้าไปเสีย ไอ้เฒ่าหัวงู!!!” หมิงเยี่ยนคำรามอย่างโมโหโกรธา จนทั้งพระราชวังสั่นคลอนไปหมด หลานเยวียนต้องรั้งตัวของอีกฝ่ายเอาไว้เพราะกลัวว่าหมิงเยี่ยนจะเข้าไปทำร้ายองค์จักรพรรดิสวรรค์ แล้วเรื่องมันจะบานปลายไม่จบไม่สิ้น “เจ้ากลางใจเย็นก่อน!” “จะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไรเล่าท่านพี่ ก็ดูมันพูดเข้าสิ!” หมิงเยี่ยนหันไปคุยกับหลานเยวียนทันใด ตอนนี้ภายในจิตใจของเขามันร้อนระอุราวกับโดนไฟสุมอก ความเดือดดาลทะลุถึงขีดสุด ตอนนี้ไม่ว่าใครหน้าไหนเข้ามาขัดขวางเขาจะจัดการให้หมดสิ้น! “ที่แท้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้าที่มาเยือนถึงนรกอเวจี ก็เพื่อสนองตัณหาของตัวเองอย่างนั้นสินะ ไม่คิดมาก่อนเลยว่าองค์จักรพรรดิผู้แสนสูงส่งเช่นพระองค์ จะมักมากในกามถึงเพียงนี้” เป็นเสวียนหลิงที่เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแดกดัน เหยียดยิ้มอย่างดูถูกเหยียดหยาม ทว่าฝ่ายเทียน อวี้จวินกลับไม่สะทกสะท้านต่อคำพูดนั้นแต่อย่างใด กลับยกยิ้มขึ้นมาพลางตอบกลับ “ถึงเป็นองค์จักรพรรดิแห่งสวรรค์ทว่าก็ยังมีหัวใจ การจะรักใครมันผิดด้วยงั้นหรือ?” “มันผิดตรงที่คนคนนั้นคือน้องชายของข้าอย่างไรเล่า!!” หมิงเยี่ยนแผดเสียงด้วยความโมโหโกรธา ในมือรวบรวมก้อนพลังมารเอาไว้ หวังจะซัดเข้าที่หน้าของชายผู้นี้เสียให้เต็มเปา ทว่าจวินเย่าที่มองดูสถานการณ์ความวุ่นวายมามากพอแล้วก็เอ่ยขึ้น “ข้าขอปฏิเสธ” เทียน อวี้จวินหันมามองใบหน้าสวยทันใด คิ้วลู่ หางตก ราวกับสุนัขโดนเจ้าของตวาดใส่แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเบาหวิว “เพราะเหตุใดงั้นรึคนงาม?” จวินเย่าสบตาของเสี่ยวเฟิงเข้าพอดี เขาโน้มตัวลงไปหอมหน้าผากของเสี่ยวเฟิงเล็กน้อยก่อนจะผละตัวออกมาแล้วเดินไปรวมตัวกับพวกพี่ ๆ ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม “เหตุผลเดียวที่ข้าจะให้ท่านคือ...ข้าไม่ได้รักท่าน คนไม่ได้รักกันจะไปแต่งงานกันได้อย่างไร?” ว่าพลางถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น ทราบอยู่ว่าจวินเย่าเป็นบุรุษรูปงาม แต่ก็ไม่คิดว่าใบหน้าสวย ๆ นี่จะไปทำให้องค์จักรพรรดิแห่งสวรรค์ตกหลุมรักเอาได้ ทว่าเท่าที่ทราบมา อายุขององค์จักรพรรดิก็ไม่ใช่น้อย ถ้าเทียบกันแบบจริงจังก็แทบจะเป็นปู่ของเขาได้เลยด้วยซ้ำ แก่ขนาดนี้ยังไม่เลิกฟุ้งซ่านเรื่องความรักอีกงั้นหรือ? ถ้าเขาแก่ตัวไปขออย่าได้เป็นแบบนี้เลยเถอะนะ ขอร้อง จวินเย่าคิดพลางส่ายหน้าไปมา “อยู่ด้วยกันไปเรื่อย ๆ ก็จะตกหลุมรักกันไปเอง อีกอย่างเสี่ยวเฟิงก็ชอบเจ้ามาก หากขาดเจ้าไปเสี่ยวเฟิงจะอยู่อย่างไร?” เทียน อวี้จวิน กล่าวพลางช้อนร่างของบุตรชายมาเป็นเครื่องเรียกร้องความน่าสงสาร จริงอยู่ที่เขารักและเอ็นดูเสี่ยวเฟิงมาก ทว่าก็ไม่ได้เอ็นดูถึงขนาดจะรักพ่อของเขาด้วย! “ที่พูดมาหมายความว่าอย่างไร? จวินเย่า เจ้าเคยพบกับเขามาก่อนงั้นหรือ?” เสวียนหลิงเอ่ยถามพลางใช้สายตาดุดันจ้องเขม็งมาที่จวินเย่า ร่างเพรียวสะดุ้งตัวโยนทันใด ความลับที่เก็บซ่อนเอาไว้ในที่สุดก็โดนเปิดเผยแล้วสินะ เขาคิดก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ แล้วตอบคำถามนั้นของพี่ชายคนโตของตัวเอง “ใช่แล้วขอรับ” คำตอบนั้นทำให้พี่ชายทั้งสามของเขาหันมามองโดยพร้อมเพรียงกัน และก่อนที่จะเข้าใจผิดกันไปเสียยกใหญ่ เขาก็เลยรีบอธิบายต่อ “ข้าบังเอิญไปเจอไข่มังกรสวรรค์แล้วเก็บมาเลี้ยงเอาไว้ ในเวลาต่อมาองค์จักรพรรดิสวรรค์ก็เลยมารับบุตรชายของเขากลับไป นั่นเป็นการพบกันครั้งแรกของข้าและเขาขอรับ หลังจากนั้นเขาก็มักจะส่งของกำนัลมาให้ข้าเป็นประจำเพื่อแลกกับการเลี้ยงดูบุตรชายของเขาในยามที่เขาไม่ว่าง หากจะเรียกความสัมพันธ์นี้ว่าความรัก ข้ามองว่ามันยังห่างออกไปอยู่มากโขเลยทีเดียว ข้าเหมือนเป็นแค่พี่เลี้ยงเด็กคนหนึ่งเท่านั้น และนี่คือเรื่องที่ข้าเก็บมันเอาไว้ไม่ได้บอกพวกท่านพี่ ข้าต้อง...ขออภัยเป็นอย่างยิ่งขอรับ” ว่าพลางลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นแล้วเอาหน้าผากแตะพื้นดิน ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาเหล่าพี่ ๆ ที่กำลังนั่งฟังอยู่เลยแม้แต่นิด กลัวว่าจะถูกจ้องมองด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป กลัวว่าจะโดนรังเกียจมากกว่าเดิม... “ลุกขึ้นเถอะจวินเย่า” เสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้น จวินเย่านิ่งไปเพียงชั่วครู่ก่อนจะถอนหายใจ น้อมรับชะตากรรมต่อจากนี้ของตนเอง แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบริเวณศีรษะ พอเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าเป็นมือของเสวียนหลิงที่กำลังลูบหัวของเขาอยู่ “ข้าเอือมระอากับนิสัยใจบุญกับสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยของเจ้าจริง ๆ จวินเย่าเอ๋ย” ว่าพลางขยี้ผมของจวินเย่าเสียจนกระเซอะกระเซิง เจ้าของใบหน้าสวยมองอีกฝ่ายด้วยความตกตะลึง พลางคิด เสวียนหลิงไม่ถือโทษโกรธเขางั้นหรือ? เป็นไปได้อย่างไร? “อย่าโทษตัวเองเลยจวินเย่า คนที่ผิดในเรื่องนี้คือไอ้เฒ่าที่ไม่รู้จักเจียมตัวเองต่างหาก...” หมิงเยี่ยนกล่าวพลางจ้องไปที่เทียน อวี้จวินอย่างคาดโทษ พี่ชายทั้งสามออกโรงปกป้องน้องคนเล็กอย่างเต็มที่ ทันใดนั้นองค์จักรพรรดิที่นิ่งเงียบไปตั้งแต่จวินเย่าเริ่มสารภาพความจริง ก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หลานเยวียนเห็นเช่นนั้นก็รีบเดินไปยืนมาบังร่างของจวินเย่าเอาไว้ทันที “ข้าเป็นถึงองค์จักรพรรดิแห่งแดนสวรรค์ สูงส่ง เลอค่า มิอาจมีผู้ใดมาทัดเทียมได้ ไม่ว่าผู้ใดก็อยากได้รับความรักจากข้าผู้ยิ่งใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น จะอิสตรีหรือบุรุษล้วนแล้วแต่ต้องการมาเป็นคนเคียงกายของข้าด้วยกันหมดทั้งนั้น ทว่าข้ากลับไม่ถูกใจผู้ใดเลย จนกระทั่งได้มาเจอเจ้า ใบหน้าสวย ๆ ผิวพรรณขาวผ่อง กับจิตใจที่แสนงดงาม เจ้าทำให้ข้าหวนนึกถึงรักครั้งเก่าที่เพิ่งจะจากลากันไปได้ไม่นาน ราวกับว่านางตายไปแล้วเกิดใหม่มาเป็นเจ้า ข้าถูกชะตากับเจ้ายิ่งนัก ข้ารักเจ้ามากเหลือเกิน และต้องการได้เจ้ามาเป็นคนเคียงข้างกาย หากเทียน อวี้จวินอยากได้สิ่งใด...เขาก็จะต้องได้สิ่งนั้น!” ว่าจบก็ใช้ฝ่ามือพังโต๊ะกินข้าวจนมันแตกเป็นเสี่ยง ๆ เขาลอยตัวสูงเหนือฟ้าแล้วหวังจะพุ่งเข้ามาโฉบเอาตัวของจวินเย่าไป ทว่าก็ได้หลานเยวียนใช้กำแพงวารีสกัดกั้นเอาไว้ได้ทัน เสวียนหลิงเหลือบมองตาของหลานเยวียนก่อนจะส่งกระแสจิต “พาน้องเล็กไปซ่อนตัว!” หลานเยวียนพยักหน้ารับคำสั่งทันใด ก่อนจะรีบพาจวินเย่าวิ่งออกมาจากที่นั่นด้วยความเร็วเหนือแสง อวี้จวินเห็นเช่นนั้นก็ไม่รอช้ารีบทำลายกำแพงวารีตรงหน้าทันที พยายามจะไขว่คว้าร่างของจวินเย่าเอาไว้ ทว่ากลับมีลูกไฟขนาดมหึมาพุ่งเข้ามาใส่ตัวเองเข้าเสียก่อน เขารีบกระโดดหลบทันใดก่อนจะใช้หมัดของตัวเองกระแทกก้อนพลังงานนั้นจนแหลกสลายลงต่อหน้าของหมิงเยี่ยน พี่กลางแห่งเผ่ามารไม่รอช้าวิ่งปรี่เข้าไปพร้อมดาบขนาดยักษ์ในมือ ใช้พลังมารอาบดาบนั้นด้วยเปลวเพลิงแล้วฟาดฟันลงไปที่เป้าหมายตรงหน้า ทว่าฝีเท้าของอวี้จวินเองก็เร็วไม่เป็นสองรองใคร เขาหลบทุกการโจมตีของหมิงเยี่ยนได้จนสามารถกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้ง เขาตั้งกระบวนท่าของตัวเองก่อนจะปล่อยพลังออกไปจนทำให้ดาบของหมิงเยี่ยนกระเด็นออกห่างจากตัว ทันใดนั้นก็พุ่งตัวเข้าไปต่อยที่หน้าท้องของหมิงเยี่ยน เพราะก่อนหน้านี้เคยได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณนั้นมาก่อน หมิงเยี่ยนร้องโอดครวญออกมาทันใด ก่อนที่ร่างจะปลิวออกไปกระแทกเข้ากับผนังเข้าอย่างจัง “อั่ก!!” “เสียเวลาเปล่า เจ้าคิดว่าคนที่เคยประมือกับมหาจอมมารเช่นข้าจะพ่ายแพ้ให้กับเหล่าบุตรชายที่มีพลังมารไม่ได้ครึ่งของเขางั้นหรือ ฝันไปเถอะ!” ว่าพลางวิ่งปรี่เข้ามา หมายที่จะจัดการกับหมิงเยี่ยนให้ตายกันไปข้าง ทว่าก็ได้เสวียนหลิงที่ดึงร่างของหมิงเยี่ยนมาไว้ที่ปลอดภัยเอาไว้ได้เสียก่อน ไม่พูดพร่ำทำเพลง เสวียนหลิงใช้พลังมารของตนเข้าโจมตีอวี้จวินต่อทันที ทั้งสองฝ่ายห้ำหั่นกันอยู่เนิ่นนาน หมิงเยี่ยนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสมิอาจทนเห็นพี่ชายของตัวเองสู้เพียงคนเดียวได้ ก็อยากจะลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง ทว่าบาดแผลที่ได้รับมันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน ในขณะที่เขากำลังทนทรมานกับความเจ็บปวดดังกล่าวอยู่นั่นเอง ก็มีมือเล็ก ๆ ของใครบางคนมาแตะที่ไหล่ของเขาเบา ๆ “อึ่ก...ใคร...?” “ท่านลุงเจ็บเหรอ?” เป็นบุตรชายขององค์จักรพรรดิสวรรค์ที่เดินเตาะแตะมาหาเขา แล้วเอ่ยถามอย่างไร้เดียงสา หมิงเยี่ยนมองไปที่เด็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “เจ็บมาก เจ็บจนลุกไม่ไหวเลยล่ะ” ว่าพลางเอามือกุมบาดแผลฟกช้ำของตัวเองเอาไว้ เขาพยายามใช้แก่นพลังงานในกายของตนเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย ทว่ากลับทำไม่ได้ อาจเพราะได้รับบาดเจ็บมากจนเกินไป ลมหายใจของหมิงเยี่ยนค่อย ๆ แผ่วเบาลงราวกับสติของเขากำลังจะดับวูบ “หนูช่วยนะ” ว่าจบก็เอื้อมมือไปจับบริเวณบาดแผลของหมิงเยี่ยน ทันใดนั้นที่ฝ่ามือของเขาก็มีแสงเล็ดลอดออกมา ความรู้สึกอบอุ่นแผ่กระจายไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดค่อย ๆ เลือนหายไปทีละนิด ๆ จนในที่สุดร่างกายของหมิงเยี่ยนก็กลับมาเป็นปกติ เขาลุกพรวดขึ้นมาพลางมองสำรวจร่างกายตัวเอง บาดแผลทั้งหมดในร่างกายหายไปในพริบตา เขาหันไปมองหน้าเด็กชายตัวน้อยทันใด พลังการรักษาของเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ไม่แน่ในภายภาคหน้า เด็กคนนี้อาจชุบชีวิตของคนตายขึ้นมาได้ หมิงเยี่ยนมองเด็กน้อยด้วยความรู้สึกหลากหลาย อย่างแรกคือเขาขอบคุณอีกฝ่ายจากก้นบึ้งของหัวใจที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ อีกใจหนึ่งก็หวาดหวั่นต่อพลังของเด็กคนนี้ยิ่งนัก หากเขาเข้าร่วมสงครามซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วในอนาคต แสดงว่าเขาจะสามารถรักษาเหล่าไพร่พลทหารชาวสวรรค์ของตน ทำให้กำลังรบของตัวเองไม่ลดต่ำลงเลย ฝ่ายที่จะเสียเปรียบก็เห็นทีจะเป็นฝั่งมาร เขานั่งชั่งใจว่าจะจัดการกับเด็กน้อยคนนี้อย่างไรดี จนกระทั่งเสี่ยวเฟิงส่งเสียงออกมา “ท่านลุงพาหนูไปหาท่านแม่หน่อยได้มั้ย หนูอยากอยู่กับท่านแม่” ว่าพลางเข้ามาออดอ้อนออเซาะหมิงเยี่ยน ดวงตากลมโตเอ่อล้นไปด้วยน้ำสีใส ใบหน้าเริ่มบูดเบี้ยว หมิงเยี่ยนเห็นเช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกจึงก้มตัวลงไปอุ้มร่างของเด็กน้อยมาไว้ในอ้อมแขน แล้วเขย่าเบา ๆ “ไม่ร้อง ๆ ” ว่าพลางลูบหัวของเด็กน้อยไปด้วย เสี่ยวเฟิงจึงหยุดสะอึกสะอื้นแล้วเอาแต่ซบที่แผงอกกว้างของหมิงเยี่ยนราวกับเขาเป็นแม่ลูกอ่อนก็ไม่ปาน “เสี่ยวเฟิง กลับมานี่!!” อวี้จวินเห็นเช่นนั้นก็เกิดโทสะ บุตรชายของเขามักแสดงกิริยาท่าทางเช่นนั้นกับทุกคนยกเว้นเขาเสมอ สร้างความหงุดหงิดใจให้คนเป็นพ่ออย่างเขายิ่งนัก “ไม่ ข้าจะไปหาท่านแม่!” เสี่ยวเฟิงตะโกนกลับพลางเอาหน้าซุกไซร้หมิงเยี่ยนอยู่อย่างนั้น อวี้จวินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก่อนจะเอ่ยขึ้นมาคำหนึ่ง ที่ทำให้หมิงเยี่ยนไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “ไอ้ลูกทรพี!!” หลังจากนั้นก็ใช้คลื่นพลังมุ่งเป้ามาทางบุตรชายของตน หมิงเยี่ยนสะบัดมือเพียงครั้งเดียวก็กำเนิดเป็นกำแพงเพลิงสีสุริยันต์ป้องกันร่างของเขาและเด็กน้อยเอาไว้ เสี่ยวเฟิงตัวสั่นงันงกทันใดเพราะหวาดกลัวท่าทีของบิดาตัวเอง หมิงเยี่ยนเห็นเช่นนั้นก็ตะโกนออกไป “เจ้าบ้าไปแล้วรึ นี่บุตรชายเจ้าไม่ใช่หรืออย่างไร!?” “ในเมื่อมันเป็นบุตรชายข้า เช่นนั้นแล้วข้าจะให้มันอยู่หรือตายมันก็สิทธิของข้า!!” ว่าพลางพุ่งตัวเข้ามาหมายเอาชีวิตของคนทั้งสอง หมิงเยี่ยนรีบกระโดดหลบหนีทันใด มือข้างหนึ่งก็ประคองร่างของเด็กน้อยไปด้วย เสวียนหลิงมององค์จักรพรรดิสวรรค์ที่ ณ บัดนี้ดูเหมือนสติจะไม่สมฤดีสักเท่าไหร่นัก ก่อนจะรวบรวมพลังปราณของตน เพ่งจิตของตนเองจนก่อเกิดเป็นก้อนพลังงานขนาดใหญ่ เขาใช้ฝ่ามือดันมันออกไปเป้าหมายคือเทียน อวี้จวิน ทว่าทางฝ่ายนั้นก็หาใช่คู่ต่อสู้ที่โง่เขลาไม่ เขารีบเหลียวหลังกลับมามองแล้วกางม่านพลังของตนเองสกัดกั้นก้อนพลังนั่นเอาไว้ ความหนาแน่นของพลังที่เทียน อวี้จวินมีอยู่ มันเหนือกว่าของเสวียนหลิงอยู่หลายขุม หากอีกฝ่ายเอาจริงมากกว่านี้ขึ้นมา อย่างไรเสียเขากับหมิงเยี่ยนก็ไม่น่ารอดจากตรงนี้ไปได้ “ข้าชักจะรำคาญหนอนแมลงเช่นพวกเจ้าเสียแล้วสิ อีกอย่างข้ามีธุระกับจวินเย่าต่อ คงเสียเวลากับพวกเจ้าไปนานมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว” ว่าจบก็ตั้งค่ายกลมนตรา สัญลักษณ์วงเวทขนาดยักษ์ปรากฏบนฟ้าสีแดงฉานทันใด ก่อนที่ดาบนับพันเล่มจะโหมกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง เสวียนหลิงตะโกนออกมาจนสุดเสียง “กางม่านป้องกัน!!” หมิงเยี่ยนเมื่อได้ยินดังนั้นก็สะบัดข้อมือเพื่อกางม่านป้องกันทันใด ทว่าพลังของเผ่าสวรรค์ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก ดาบที่ถูกอัญเชิญมาเหล่านั้นทะลุม่านที่ว่านั่นเกือบทั้งหมด เสวียนหลิงกับหมิงเยี่ยนจึงพากันวิ่งหนีเสียให้จ้าละหวั่น พวกเขาหาที่หลบซ่อนแล้ววางแผนจัดการผู้มีพลังเหนือกว่า ทว่าอวี้จวินกลับไม่ปล่อยให้ทั้งสองได้พักหายใจ เข้าโจมตีต่อทันที หมิงเยี่ยนที่เสียพลังมารไปจำนวนมากเพราะต้องกางม่านป้องกันแทบจะตลอดเวลา เพราะกลัวว่าเด็กน้อยจะได้รับบาดเจ็บ เสวียนหลิงเห็นเช่นนั้นก็เลยใช้พลังของตัวเองพาหมิงเยี่ยนและเสี่ยวเฟิงเข้าไปหลบในเงาของตัวเอง แล้วเข้าไปต่อกรกับองค์จักรพรรดิสวรรค์ต่อแต่เพียงผู้เดียว “เจ้ารู้อะไรหรือไม่เสวียนหลิง ตอนที่พ่อของเจ้าตาย...ก็มีสภาพไม่ได้ต่างกับเจ้าในตอนนี้สักเท่าไหร่” ว่าจบก็สั่งการให้มีดอาคมนับพันเล่มพุ่งเป้ามาที่เสวียนหลิงทันที ฝ่ายพี่ใหญ่แห่งเผ่ามารร่ายเวททันใดก่อนที่ร่างเงานับร้อยร่างจะปรากฏ คมดาบเหล่านั้นเกิดการสับสนงุนงงเพราะไม่ทราบว่าร่างไหนคือร่างที่แท้จริง ทว่าอวี้จวินก็แก้ปัญหาด้วยการร่ายเวททับซ้อนไปอีกครั้ง สุดท้ายมีดเล่มหนึ่งก็แทงทะลุร่างของเสวียนหลิงเข้าอย่างจัง “อึ่ก!!” เสวียนหลิงกระอักเลือดออกมาทันใด แต่ก็ยังคงคุมสติของตัวเองไม่ให้ดับวูบเอาไว้ได้ เพราะถ้าหากเขาหมดสติไป หมิงเยี่ยนที่กำลังรักษาตัวอยู่ภายในเงาของเขาก็จะได้รับอันตราย “นี่น่ะหรือสภาพของผู้นำแห่งภพมาร ช่างน่าสมเพชเสียจริง” ไม่พูดเปล่า ปรี่ตัวเข้าไปเตะเสยคางของเสวียนหลิงจนโลหิตไหลเป็นทาง ไม่เพียงเท่านั้นยังเข้าไปกระชากเส้นผมของเสวียนหลิงแล้วลากไปราวกับอีกฝ่ายเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน สภาพของเสวียนหลิงในตอนนี้เละตุ้มเป๊ะเสียยิ่งกว่าอะไรดี เขาเหลือบมองอวี้จวินที่ทำใบหน้าเย้ยหยันใส่เขา ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ฝ่ายจ้าวแห่งสวรรค์เลิกคิ้วด้วยความฉงนงุนงงก่อนจะเอ่ยถาม “หัวเราะอะไรของเจ้า สติฟั่นเฟือนไปแล้วหรืออย่างไร?” เสวียนหลิงเหยียดยิ้มจนริมฝีปากฉีกจนเกือบถึงรูหู พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ไอ้แก่ไร้น้ำยาอย่างเจ้า...จวินเย่าไม่เอามาเป็นภาระชีวิตตัวเองหรอก” อวี้จวินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกมีน้ำโหขึ้นมาทันใด โน้มตัวลงไปบีบคอของเสวียนหลิงอย่างเอาเป็นเอาตาย “ปากดีให้ได้จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตเถอะ เสวียนหลิง!!” ตู้ม!! สิ้นเสียงดังกังวานดังกล่าวกลุ่มควันสีม่วงก็ลอยตลบอบอวลไปในอากาศ อวี้จวินพยายามปัดหมอกควันเหล่านั้นให้พ้นทาง แล้วควานหาร่างของเสวียนหลิงทว่ากลับไม่พบ เขากำลังจะใช้พลังของตัวเองอีกครั้ง ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดบริเวณผิวหนังอย่างรุนแรง เขาร้องโอดครวญอย่างทุกข์ทรมานก่อนจะฉีกกระชากอาภรณ์ที่ห่มเนื้อหนังมังสาของตัวเองเอาไว้ พบว่ามีตุ่มหนองขึ้นตามร่างกายทั่วทั้งร่าง ยิ่งเกาเท่าไหร่ตุ่มหนองเหล่านั้นก็ยิ่งลุกลามและอักเสบมากยิ่งขึ้น อวี้จวินแผดเสียงออกมาทันใด “ใคร ใครมันกล้าทำเรื่องเฮงซวยเช่นนี้กับข้าได้!!” ว่าพลางปัดเป่าควันสีม่วงรอบด้านออกไป พอหมอกควันจางลงก็เห็นร่างของใครบางคนยืนตระหง่านอยู่ที่ด้านหน้าของตัวเอง รูปร่างปราดเปรียว เส้นผมสีขาว ดวงตาสีเขียวมรกต เขาคนนั้นเหยียดยิ้มทันใดก่อนจะกล่าวทักทาย “สวัสดี หนูทดลองยาพิษตัวใหม่ของข้า” ที่แท้ก็เป็นหลิงหลิงนั่นเองที่เข้ามาช่วยเสวียนหลิงเอาไว้ได้ทัน ควันสีม่วงเหล่านั้นก็เป็นฝีมือของเขาเอง เป็นยาพิษที่เขาเพิ่งจะคิดค้นขึ้นมา สรรพคุณคือทำให้ศัตรูกลายเป็นโรคผิวหนังโดยฉับพลันเพียงแค่สัมผัสเท่านั้น “หลิงหลิง...เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่?” เสวียนหลิงเอ่ยถามด้วยท่าทางอิดโรย หลิงหลิงหันไปมองหน้าพี่ใหญ่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงติดน้อยใจ “ก็อยู่มาตลอดนั่นแหละ แค่พวกท่านไม่เห็นเท่านั้นเอง” ว่าจบก็โยนขวดที่ภายในบรรจุไปด้วยน้ำสีประหลาดให้เสวียนหลิงทันใด “ดื่มซะ อาการท่านจะได้ดีขึ้น” “ขอบใจนะหลิงหลิง” หลิงหลิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปตั้งสมาธิกับศัตรูที่อยู่ด้านหน้าของตัวเอง อันที่จริงหลิงหลิงหลบซ่อนอยู่ในห้องอาหารมาโดยตลอดเพื่อลอบสังเกตการณ์พฤติกรรมของอวี้จวิน แล้วก็สังเกตได้อย่างหนึ่งว่ามันมีจุดประสงค์บางอย่างที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขอสงบศึก แล้วทุกอย่างก็ได้กระจ่างทันใดเมื่ออวี้จวินเป็นคนสารภาพเองว่าสิ่งที่เขาต้องการคือการอภิเษกสมรสกับจวินเย่า ตอนนั้นเขาแทบจะกลั้นเสียงขำของตัวเองไม่ได้เลยทีเดียว สีหน้าของจวินเย่าตอนรู้ว่ามีไอ้เฒ่าคนหนึ่งอยากแต่งงานกับตัวเองมันตลกมากเสียจนหลิงหลิงที่แอบซ่อนอยู่เกือบเผยตัวตนออกมา ทว่าก็ไม่คิดว่าเรื่องราวมันจะบานปลายขนาดนี้ สาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากไอ้เจ้าน้องบ้านั่นไปเก็บสัตว์ไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาเลี้ยงนั่นแหละ อยากจะบ้าตายจริง ๆ หลิงหลิงคิดพลางถอนหายใจออกมาเล็กน้อย “โม่ หลิงหลิง เทพมารแห่งพิษงั้นรึ? ก็ว่าทำไมไม่เห็นหน้าเห็นตาในห้องอาหาร ที่แท้เจ้าก็หลบซ่อนตัวตนอยู่นี่เอง แล้วนี่...ก็คงเป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่?” อวี้จวินเอ่ยพลางทุบอกของตัวเองที่มีแต่สิวหนองมากมายขึ้นจนเต็มตัวไปหมด หลิงหลิงเหยียดยิ้มอย่างภาคภูมิใจก่อนจะกล่าว “ใช่แล้วขอรับองค์จักรพรรดิแห่งสวรรค์ นั่นคือยาพิษตัวใหม่ล่าสุดที่จะทำให้ท่านกลายเป็นชายอัปลักษณ์ได้ในทันทีที่สัมผัส เป็นอย่างไรบ้าง ชื่นชอบหรือไม่ขอรับ?” ท่าทางยียวนกวนประสาทนั่นเป็นที่โจษจันท์ทั้งบนสวรรค์และในนรกอเวจี อวี้จวินกำหมัดของตัวเองแน่นพลางกล่าวด้วยท่าทางโมโหสุดขีด “เอายาถอนพิษมาบัดเดี๋ยวนี้!” ฟังจบหลิงหลิงก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งทันใด ก่อนจะตอบกลับด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม “ของแบบนั้นข้าไม่มีขายหรอกขอรับ ก็มันไม่สนุกนี่ขอรับ” สิ้นประโยคอวี้จวินก็สบถออกมาทันใดอย่างเหลืออด “ไอ้หนอนโสโครก!! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาทำเช่นนี้กับผู้สูงศักดิ์เช่นข้าได้ ข้าจะเอาเลือดหัวเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!!” ไม่รอรี พุ่งตัวเข้ามาพร้อมใช้ฝ่ามือเข้าปะทะกับคนตรงหน้าทันที หลิงหลิงกางม่านป้องกันขึ้นมาทว่ากลับแตกสลายเพียงไม่กี่เสี้ยววินาทีต่อมา จึงเลื่อนมือไปหยิบอาวุธอาบยาพิษโจมตีอีกฝ่าย ทว่าม่านป้องกันของทางฝ่ายนั้นแข็งแกร่งกว่าของเขามาก อาวุธอาบยาพิษธรรมดาไม่สามารถทะลุม่านเวทนั้นเข้าไปได้เลย “ถ้าอาวุธใช้ไม่ได้ ก็เอานี่ไปกินหน่อยแล้วกัน!!” ว่าพลางโยนขวดแก้วที่บรรจุโอสถไว้จนเต็ม ทันทีที่ขวดแตก ตัวยาก็กระจายออกมาด้านนอก เกิดเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นไปทั่วดินแดน ร่างของอวี้จวินไหม้เกรียมทันใด ทว่าร่างกายกลับยังใช้งานได้ปกติดีทุกอย่าง แต่นั่นกลับทำให้ความอดทนของอวี้จวินสิ้นสุดลง เขาจ้องมองมาที่หลิงหลิงปานจะกินเลือดกินเนื้อกันเสียให้ได้ ก่อนที่จะบินขึ้นไปบนฟ้า แล้วร่ายอาคมเพื่อสร้างวงเวทขนาดใหญ่ หลิงหลิงเห็นท่าไม่ดีรีบเข้าไปพยุงร่างของพี่ชายตัวเองทันใด “หลิงหลิงปล่อยข้าไว้ เอาตัวเองให้รอดก่อน” “ไม่ได้ ถ้าจะให้ข้ารอดไปได้แค่คนเดียวก็ให้มันตายกันให้หมดตรงนี้นี่แหละ!” หลิงหลิงกล่าวพลางเหลียวหลังไปมอง วงเวทขนาดยักษ์ตระหง่านอยู่บนท้องฟ้า คาดว่าอวี้จวินน่าจะกำลังอัญเชิญสัตว์เทพออกมาต่อสู้ หลิงหลิงรีบเร่งฝีเท้าทันใด ทว่าเพราะขนาดร่างกายของเขาและเสวียนหลิงต่างกันอย่างชัดเจน เลยทำให้เร่งความเร็วได้เพียงเท่านี้ ทันใดนั้นหมิงเยี่ยนก็กระโดดออกมาจากในเงาของเสวียนหลิงพร้อมกับเด็กน้อยคนหนึ่งในอ้อมอก “เดี๋ยวข้าแบกท่านพี่เอง เจ้าอุ้มเด็กคนนี้เอาไว้ให้ข้าที” ว่าพลางส่งมอบเด็กน้อยให้เข้าสู่อ้อมอกของหลิงหลิง ฝ่ายคนอายุน้อยกว่ามองหน้าพี่สามของตัวเองทันใดก่อนจะเอ่ยเสียงเบา เพราะกลัวว่าจะทำให้เด็กที่อุ้มอยู่ตกใจจนร้องไห้ออกมา “แล้วท่านจะเอาเด็กคนนี้มาทำไม เขาเป็นบุตรชายของอวี้จวินไม่ใช่รึ?” “เจ้าก็เห็นว่าไอ้บ้านั่นมันพยายามจะฆ่าลูกของตัวเอง ข้าจะยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด” ว่าพลางแบกร่างของเสวียนหลิงที่ดวงตาเริ่มจะปิดลงเพราะฤทธิ์ยาที่กินเข้าไปขึ้นหลังทันใด แล้วเร่งฝีเท้าวิ่งไปข้างหน้าทันที “ไอ้ชาวสวรรค์นั่นมันต้องอัญเชิญสัตว์เทพออกมาเพื่อจัดการกับพวกเราแน่ ดูจากสภาพเราในตอนนี้อย่างไรเสียก็น่าจะโดนฆ่าได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว เอาอย่างไรดีท่านพี่?” หลิงหลิงเอ่ยถามพลางประคองร่างน้อยนั่นที่หลับตาพริ้ม ทั้ง ๆ ที่เขาสู้กันอยู่แทบตายแต่เจ้ากลับนอนหลับปุ๋ยด้วยใบหน้าเปี่ยมสุขเช่นนั้นมันหมายความว่าอย่างไรกัน?!! เขาคิดพลางสับขาวิ่งไปด้วย “มีแต่ต้องหนีไปก่อนเท่านั้น แล้วค่อยหาจังหวะที่มันเผลอไปหลบซ่อนที่รังลับของพวกเรา” “สภาพแบบนี้พวกเราจะหนีกันไปได้สักกี่น้ำกันเชียว แล้วพวกพี่รองล่ะ?” หลิงหลิงเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ เขาทราบเพียงว่าหลานเยวียนพาจวินเย่าไปหลบซ่อนตัวเอาไว้เพราะเขาคือเป้าหมายของไอ้จักรพรรดิบ้ากามนี่ แต่เขายังไม่รู้เลยว่าทั้งสองไปหลบซ่อนกันอยู่ที่ไหน “ที่รังลับ แค่เราเดินทางไปถึงที่นั่นได้ก็จะปลอดภัย พี่รองน่าจะกางอาณาเขตป้องกันผู้บุกรุกเอาไว้แล้ว อย่างไรเสียชาวสวรรค์ก็ไม่น่าจะรุกล้ำเข้าไปได้” โฮก!!! เสียงคำรามของสัตว์ที่มีขนาดมหึมาดังก้องกังวานไปทั้งดินแดนปีศาจ หมิงเยี่ยนกับหลิงหลิงหันไปมองทันใดก่อนจะพบว่าสัตว์เทพที่อวี้จวินอัญเชิญออกมาก็คือพยัคฆ์อัสนี สัตว์ในตำนานที่มีเพียงผู้ถูกเลือกเท่านั้นที่จะสามารถอัญเชิญมันออกมาได้ หากพวกเขาต้องมาต่อกรกับเจ้าสัตว์เทพตัวนี้ในตอนที่สภาพร่างกายอ่อนแอถึงขีดสุด จุดจบที่จะได้พบมีเพียงหนึ่งเดียวคือความตายเท่านั้น “จัดการมันซะ อย่าให้เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก!!” เทียน อวี้จวินสั่งการสัตว์เทพตนนั้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ก่อนที่พยัคฆ์อัสนีจะใช้พลังสายฟ้าของตน พุ่งโจมตีมาที่หมิงเยี่ยนและหลิงหลิงอย่างไม่หยุดหย่อน หลิงหลิงหันไปมองด้วยความหงุดหงิดก่อนจะพบว่ามีสายฟ้าพุ่งตรงเข้ามาทางเข้า หลิงหลิงเตรียมใจน้อมรับความเจ็บปวดทว่ากลับเกิดเรื่องมหัศจรรย์ขึ้น เปรี้ยง!! “นี่มัน...” เกราะป้องกันสีทองอร่ามรายล้อมอยู่รอบ ๆ ตัวพี่น้องเผ่ามารทั้งสาม ก่อนที่มือน้อย ๆ ของเสี่ยวเฟิงจะมาแตะที่บริเวณแก้มของเขา พลางเอ่ย “หนูช่วยพี่แล้ว พี่พาหนูไปเจอท่านแม่หน่อยได้มั้ย?” ท่าทางไร้เดียงสานั่นทำให้หลิงหลิงต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เก็บความน่ารักนั่นของเจ้าไปออดอ้อนเจ้าจวินเย่านั่นเถอะเด็กน้อย อย่ามาใช้กับข้าที่ไม่ชอบเด็กเลย เขาคิดพลางสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ “ได้ แต่เจ้าต้องคอยกางเกราะป้องกันเอาไว้ให้พวกเรา เข้าใจหรือไม่?” เด็กน้อยพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะโน้มตัวลงไปซบที่แผงอกของหลิงหลิง มารแห่งพิษรู้สึกขนทั่วทั้งตัวมันพากันลุกชูชันจนคล้ายว่าจะกลายร่างเป็นเม่นเสียให้ได้ เขาส่ายหน้าเล็กน้อยสลัดความคิดฟุ้งซ่านก่อนจะเร่งฝีเท้าวิ่งต่อไป จุดหมายปลายทางคือรังลับของพวกเขาห้าพี่น้อง “ไอ้ลูกทรพี เจ้ากล้าดีอย่างไรใช้พลังเหล่านั้นไปช่วยพวกมัน!!” อวี้จวินตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความโมโหโกรธา ก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนหลังของพยัคฆ์อัสนีแล้วตามไล่ล่าเหล่าศัตรูของตัวเองต่ออย่างเอาเป็นเอาตาย

Author Avatar
silverho
ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและเศร้า อยู่ที่เราจะโฟกัสที่จุดไหน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ