เกิดใหม่เป็นภริยารองของคุณชายจอมเสเพล [BL] บทที่ 6
“ฮูหยิน-เสี่ยวเพ่ย แดดมันร้อน กลับเข้ามาพักในร่มก่อนเถอะ!” หลี่ไป๋ตะโกนบอกด้วยความเป็นห่วง วันนี้ที่หมู่บ้านมีการรวมพลคนจำนวนมาก มาช่วยกันเก็บผลผลิตจากธรรมชาติที่ได้ทำการเพาะปลูกกันเอาไว้ เพราะในอีกไม่ช้าฤดูหนาวกำลังจะมาเยือน เพ่ยอิงเองที่วันนี้บังเอิญตื่นเช้าขึ้นมาพอดี เห็นที่ด้านนอกจวนส่งเสียงอึกทึกครึกโครมกัน ก็เลยชะโงกหน้าออกมาดู เห็นว่ามันน่าจะสนุกดีก็เลยอาสาเข้าไปช่วยพวกชาวบ้านด้วยอีกแรง
“พ่อหนุ่มหน้าหวานนั่นเก่งกว่าที่เห็นเยอะเลยนะ ท่าทางทะมัดทะแมง ถ้าเจ้าไม่บอกว่าเขาเป็นลูกขุนนางมาก่อนล่ะก็ ข้าคงคิดว่าเขาเป็นเหมือนเด็กหนุ่มทั่ว ๆ ไปนี่แหละ” ท่านย่าของหลี่ไป๋ที่ลงไปช่วยเก็บผักได้เพียงชั่วครู่ ก็รู้สึกปวดหลังเลยขอขึ้นมาพักก่อนจะกลับไปสู้กับงานต่อ อันที่จริงนางจะนั่งดูคนอื่นเก็บพืชผลตรงนี้ก็ยังได้ ทว่าในฐานะของหัวหน้าหมู่บ้านแล้วนั้นไซร้ การนั่งดูเหล่าลูกบ้านของตัวเองต้องมาทำงานหนักมันไม่ใช่วิสัยของนางสักเท่าไหร่นัก หลี่ไป๋เห็นว่าท่านย่าของตนสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ยิ่งต้องลงไปสู้แดดเช่นนี้ จะยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนแอลงขึ้นไปอีก จึงอาสาลงไปเก็บผักกลางแจ้งแทน
“ทางนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วจ้า” เพ่ยอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส พลางเดินหอบตะกร้าผักขนาดใหญ่ไปให้ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนรออยู่ไม่ไกล ก่อนจะกลับมาช่วยคนอื่นต่ออย่างอารมณ์ดี หลี่ไป๋เห็นเช่นนั้นก็อดที่จะยิ้มเอ็นดูกับท่าทางของอีกฝ่ายไม่ได้
สุดท้ายเพราะทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน ผักจำนวนมหาศาลทุกแปลงในหมู่บ้าน ก็ถูกเก็บเข้าโกดังไว้กินกันช่วงฤดูหนาว เพ่ยอิงบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะพูดพึมพำกับตัวเอง
“หิวน้ำจัง”
“น้ำขอรับ” เพียงเสี้ยววินาที หลี่ไป๋ก็ยื่นน้ำสะอาดในกระบอกไม้ไผ่มาให้เขาทันที เพ่ยอิงมองอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะรับน้ำกระบอกนั้นมาดื่มดับกระหาย ยืนปาดเหงื่อเล็กน้อยเพราะอากาศที่มันร้อนอบอ้าว หลี่ไป๋เห็นเช่นนั้นก็ไม่รอช้า รีบยื่นผ้าชุบน้ำเย็น ๆ ในลำธารมาให้อีกฝ่ายทันที
“ใช้นี่สิขอรับ อาจจะทำให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง” เพ่ยอิงรับไปด้วยท่าทางงุนงง หลี่ไป๋ผู้นี้ช่างเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดของเขายิ่งนัก ไม่ว่าเขาจะต้องการสิ่งใด หลี่ไป๋มักจะทำให้ก่อนที่เขาจะปริปากพูดก่อนเสมอ ปรนนิบัติกับเขาดีเสียยิ่งกว่าข้ารับใช้ประจำกายเสียอีก
“ข้าบอกท่านแล้วไงว่าไม่จำเป็นต้องพูดสุภาพกับข้า ตอนนี้ยศถาบรรดาศักดิ์ของเราแทบจะไม่ได้ต่างกันเลยด้วยซ้ำ เผลอ ๆ ข้าอาจจะยศต่ำกว่าท่านแล้วก็เป็นได้” ว่าพลางยื่นกระบอกน้ำคืนให้กับอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกหนึ่งประโยค
“วันนี้ข้าว่าจะเดินไปดูที่ทางทำมาหากินของตัวเองสักหน่อย ท่านสนใจไปด้วยกันหรือไม่?” สิ้นประโยคของเพ่ยอิง หลี่ไป๋แทบจะตอบรับไปในทันทีเลยด้วยซ้ำ
“ได้สิ ข้าว่างอยู่พอดี” ท่านย่าที่แอบฟังหลานชายพูดจาเป็นต่อยหอย ได้แต่เบ้ปากเพราะรู้สึกหมั่นไส้ท่าทางของหลี่ไป๋ ทว่าก็ไม่ได้พูดขัดอะไรออกมา เพียงเดินไปเสวนากับชาวบ้านคนอื่น ๆ อย่างเช่นที่นางทำอยู่บ่อย ๆ เท่านั้น
“ว่าแต่ท่านได้วางแผนเอาไว้หรือไม่ว่าจะทำอะไร ข้าหมายถึงท่านจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อไป?” หลี่ไป๋ถามเข้าประเด็นในระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินออกไปหน้าหมู่บ้าน
“ข้าอยากเปิดร้านขายขนม เพราะว่าข้าชอบกินขนม” เอ่ยด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มสดใส หลี่ไป๋เห็นแล้วก็รู้สึกใจเต้นขึ้นมาทันใด ก่อนจะเดินตามหลังอีกฝ่ายไปติด ๆ
“ข้าได้ยินมาว่าภายในหมู่บ้านมีที่ที่ท่านน่าจะใช้งานได้ ท่านสนใจไปดูสักหน่อยหรือไม่?” เพ่ยอิงหูผึ่งทันใดก่อนจะรีบตอบตกลง หากเป็นอย่างที่หลี่ไป๋ว่ามาก็ถือว่าดีเลยทีเดียว เพราะการค้าภายในหมู่บ้านนี้ก็ดูครึกครื้นดียิ่งนัก หากเขาเปิดร้านขายขนมที่นี่จะต้องขายได้เป็นเทน้ำเทท่าแน่
พวกเขาทั้งสองเดินกลับเข้าไปยังในหมู่บ้าน หลี่ไป๋เป็นคนนำทางไปยังสถานที่ที่พูดถึงก่อนหน้านี้ เดินกันไปได้สักพักก็เจอเข้ากับอาคารเก่า ๆ หลังหนึ่งที่เหมือนไม่ได้ใช้การมาเนิ่นนาน เพ่ยอิงเดินเข้าไปดูด้านในปรากฏว่าไม่ได้แย่เท่ากับด้านนอก เป็นร้านที่มีสองชั้น ชั้นบนเป็นที่พัก ส่วนด้านล่างเอาไว้สำหรับเปิดร้านค้า เพ่ยอิงครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ๆ ก่อนจะบอกกับหลี่ไป๋ว่าเขาจะขอซื้อร้านนี้มาทำธุรกิจของตัวเองต่อ
“ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะไปเกณฑ์คนหนุ่มมาช่วยเรื่องงานก่อสร้างแล้วกัน มีหลายส่วนที่ต้องปรับแก้อีกเยอะกว่าท่านจะสามารถใช้มันเป็นร้านค้าได้” เพ่ยอิงพยักหน้าก่อนจะกล่าว
“แล้วท่านคิดราคาเท่าไหร่ ข้าจะซื้อต่อ” หลี่ไป๋ส่ายหน้าไปมาก่อนจะตอบ
“ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน ท่านสามารถใช้ได้เลยหลังจากปรับปรุงแก้ไขอาคารเสร็จ” เพ่ยอิงรีบปฏิเสธทันใด เพราะรู้สึกว่าการทำแบบนั้นมันดูเอารัดเอาเปรียบกันเกินไป
“ไม่ได้หรอกพี่หลี่ ของซื้อของขาย คิดราคามาเถิดข้ามีเงินจ่ายอยู่แล้วไม่ต้องห่วง” ว่าพลางหยิบถุงเงินในกระเป๋าของตัวเองขึ้นมา หลี่ไป๋ส่ายหัวพลางยิ้ม
“ไม่เป็นไร ถือเสียว่าเป็นของขวัญการเริ่มต้นใหม่ของท่านแล้วกัน เสี่ยวเพ่ย” เอ่ยจบก็เดินหนีไปด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม เพ่ยอิงรีบเดินตามหลังไปติด ๆ เพราะรู้สึกว่าการได้อาคารนี้มาฟรี ๆ มันฟังดูเป็นการเอาเปรียบเจ้าของอาคารคนเก่ามากเกินไป ทว่าหลี่ไป๋กลับพูดกลับมาประโยคหนึ่ง
“เจ้าของเก่าของอาคารนี้ก็คือข้าเอง ในอดีตมันเคยเป็นร้านปรุงยา ทว่าข้ากลับล้มเลิกความฝันนั้นไปเสียก่อน อาคารหลังนี้ก็เลยร้างตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หากตอนนี้มันพอจะเป็นประโยชน์ให้กับท่านได้บ้าง ข้าจะดีใจอย่างสุดซึ้ง” และด้วยเหตุนั้นเพ่ยอิงจึงได้รับอาคารร้านค้าหลังนี้มาเป็นของขวัญแบบฟรี ๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่น้อย เขาจึงตั้งปณิธานไว้ว่าหากเปิดร้านนี้ได้สำเร็จเมื่อไหร่ หลี่ไป๋จะเป็นลูกค้าคนพิเศษที่สามารถทานขนมอะไรก็ได้ภายในร้านฟรีตลอดชีวิต
ตัดมาทางฝั่งตระกูลซ่งที่บัดนี้กำลังได้รับผลกระทบจากข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร ข่าวลือที่ว่าทายาทเพียงแค่คนเดียวได้ทำการอุกอาจ ปลิดชีวิตพ่อตาจากตระกูลหลินอย่างเลือดเย็น จนทำให้ชายาเอกที่มาเห็นกับตาตัวเองเสียสติ และกลายเป็นคนบ้าไปในที่สุด พันธมิตรทั้งหลายต่างพากันคว่ำบาตรตระกูลซ่ง ซ้ำร้ายยังถูกตราหน้าว่าเป็นตระกูลฆาตกรอีกต่างหาก
หายนะที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้หัวหน้าตระกูลซ่งอย่างซ่ง ฮั่นเจ๋อ ถึงกับควบคุมอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ ก่อนจะลงความผิดทั้งหมดไปที่น้องชายของตัวเอง ที่สัญญาว่าจะทำให้เรื่องนี้มันจบเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เขาตวาดใส่อีกฝ่ายทันทีที่เจอหน้ากัน
“ไหนเจ้าบอกว่าหากฆ่าล้างตระกูลหลินเรื่องมันก็จะเงียบ ปัญหาทั้งหลายก็จะไม่ตามมาอย่างไรเล่า แล้วนี่กระไร ความบัดซบทั้งหลายที่ประเดประดังเข้ามาไม่มีหยุดหย่อนนี่มันอะไรกัน ไหนเจ้าอธิบายมาสิชางเหอ!” ฝ่ายน้องชายได้แต่อดกลั้นความโกรธของตัวเองเอาไว้ เขาเองก็ไม่ได้อยากให้เรื่องราวมันบานปลายขนาดนี้มาก่อนเช่นกัน เขาตั้งใจที่จะฆ่าล้างตระกูลหลินตั้งแต่เกิดเหตุการณ์คราวนั้นแล้ว ทว่ากลับทำได้ยากยิ่ง
ฝั่งตระกูลหลินไม่ปล่อยช่องโหว่วให้เขาได้เข้าทำตามแผนที่วางเอาไว้เลยแม้แต่นิด หลิน ลี่ฮวา ช่างปราดเปรื่องในเรื่องของการปกป้องตระกูลของตัวเองยิ่งนัก ครั้นในวันที่แผนการจะสำเร็จก็มีอุปสรรคใหม่เข้ามาแทรก ฐานทัพลับของเขาและผู้ติดตามถูกบุกรุกโดยนักฆ่านอกองค์กร ทั้งสองฝั่งเกิดการปะทะกันและทำให้เขาสูญเสียลูกน้องฝีมือดีไปเป็นจำนวนมาก พอมาตามสืบภายหลังก็ทราบว่านักฆ่าเหล่านั้นถูกส่งมาจากนังอสรพิษ หลิน ลี่ฮวา ความแค้นนี้เขาจะต้องชำระในสักวันให้จงได้ ชางเหอคิดพลางกัดเขี้ยวเคี้ยวฟันของตัวเอง
“ท่านพี่อย่าได้กังวลใจไป ข้าชางเหอขอสาบานด้วยหัวของตัวเอง หากภายในสามวันนี้ยังฆ่าล้างตระกูลหลินไม่ได้ ข้าจะบั่นคอของตัวเองทิ้งเสีย!” เอ่ยพลางทุบโต๊ะเสียงดัง สร้างความตกใจให้กับคนรอบข้างไม่น้อยเลยทีเดียว
“อย่าว่าแต่ฆ่าใครเลย เจ้าตามหาตัวหลิน เพ่ยอิงเจอแล้วหรืออย่างไร?” คำถามนั้นทำให้ชางเหอเดือดดาลขึ้นมาไม่น้อย เขาพยายามส่งลูกน้องของตัวเองออกตามหาเพ่ยอิง ทว่ากลับไม่พบร่องรอยของเขาเลยแม้แต่นิด ราวกับว่าเขาหายไปจากโลกมนุษย์ไปเสียเฉย ๆ ณ ปัจจุบันเขาก็ยังหาตัวเพ่ยอิงไม่พบ ช่างน่าเจ็บใจเหลือเกิน
“ตอนนี้ยังไม่พบ แต่ข้าสาบานเลยว่าถ้าเจอหน้ามันเมื่อไหร่ ข้าจะฆ่ามันทิ้งทันที”
“อย่าได้คิดแตะต้องเขาเป็นอันขาด หากเพ่ยอิงได้รับบาดเจ็บแม้เพียงปลายเล็บ...ข้าจะเด็ดหัวเจ้าทิ้งซะ!” เมิ่งหานที่ยังคงถูกกักบริเวณอยู่ในห้องขังตะโกนออกมาเยี่ยงคนเสียสติ มือก็พยายามทุบประตูเหล็กที่ขวางกั้นเขากับโลกภายนอกเอาไว้
“ถ้าทำได้ก็ลองดู” ชางเหอกล่าวก่อนจะเหยียดยิ้ม เมิ่งหานเห็นเช่นนั้นก็อยากจะพุ่งเข้าไปกระชากหัวของชายคนนี้ยิ่งนัก ทว่ากลับทำไม่ได้เพราะตัวเองถูกกักขังเอาไว้ ชางเหอขอตัวลากับพี่ชายตนเอง และเตรียมมุ่งหน้าสู่จวนตระกูลหลิน อย่างไรวันนี้เขาก็จะต้องปลิดชีพของหลิน ลี่ฮวาให้จงได้
เมิ่งหานขบเม้มริมฝีปากของตัวเองแน่น แล้วได้แต่เกิดคำถามมากมายภายในหัวสมอง เหตุใดเขาที่เป็นถึงทายาทเพียงแค่คนเดียวของตระกูลซ่งที่เคยเรืองอำนาจ บัดนี้กับอีแค่โซ่ตรวนเล็ก ๆ ที่คล้องพันธนาการเขาเอาไว้ก็ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะเอามันออกไปได้ แล้วในสภาพเช่นนี้น่ะหรือจะไปช่วยเหลือเพ่ยอิงที่หายตัวไป จากเงื้อมมือของอดีตนักฆ่ามือฉมังเยี่ยงซ่ง ชางเหอ เมิ่งหานอับจนหนทาง ได้แต่ฟุบหน้าลงกับพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก
ทางด้านเพ่ยอิง
“เจ้าบอกว่าเห็นคนแปลกหน้ามาแวะเวียนแถว ๆ หน้าหมู่บ้านของเรางั้นรึ? จำลักษณะท่าทางของมันได้หรือไม่?” หลี่ไป๋ที่กำลังฝึกฝนวิทยายุทธร่วมกับชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันอยู่นั้นเอ่ยถามขึ้นมา อีกฝ่ายตอบกลับทันใด
“สวมใส่อาภรณ์สีดำ เส้นผมสีขาว ถ้าข้าไม่ได้ตาฝาดไปนะ” ลักษณะที่กล่าวมาทำให้หลี่ไป๋หยุดชะงักทุกการกระทำของตนเองทันใด
“หรือว่าจะเป็น...” เอ่ยพึมพำออกมาพลางมุ่งตรงไปหาเพ่ยอิง ที่กำลังทำความสะอาดร้านค้าของตัวเองอยู่ทันที
“หากเป็นตามที่ท่านบอกก็คงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากชายคนนั้นแล้วล่ะ” เพ่ยอิงหยุดมือที่กำลังปัดกวาดเช็ดถูทันใด ก่อนจะมานั่งพูดคุยกันกับหลี่ไป๋แทน
“เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง ข้าว่าช่วงนี้ท่านอย่าเพิ่งออกไปไหนไกล หรือถ้าหากจำเป็นจริง ๆ ก็ให้ข้าไปด้วยดีกว่า เราไม่รู้เลยว่าแผนการของชางเหอผู้นั้นคือแค่อยากพาท่านกลับไปจวนสกุลซ่ง หรือหวังร้ายหมายชีวิต” ว่าพลางทำใบหน้าเคร่งเครียด เพ่ยอิงจ้องมองอีกฝ่ายก่อนจะยื่นนิ้วไปแตะบริเวณคิ้ว ที่ขมวดกันจนยุ่งเหยิงไปหมดของหลี่ไป๋
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิท่าน เดี๋ยวก็แก่ไวหรอก” จากที่กำลังเครียด ๆ อยู่นั้น พอโดนสัมผัสนั้นเข้าไปหลี่ไป๋ถึงกับตัวแข็งทื่อ ราวกับถูกคำสาปให้กลายเป็นหินอะไรแบบนั้น ทว่าแม้ร่างกายจะแข็งทื่อไป แต่หัวใจกลับยังคงเต้นระส่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ใบหน้าเริ่มขึ้นสีลามไปจนถึงใบหู เขารีบลุกพรวดขึ้นมาแล้วพูดเปลี่ยนประเด็นทันใด
“ขะ...ข้าเห็นว่าก่อนหน้านี้ท่านกำลังทำความสะอาดอยู่ เช่นนั้นให้ข้าช่วยด้วยอีกแรงดีหรือไม่ จะได้เสร็จไว ๆ” ว่าพลางเดินกึ่งวิ่งไปหยิบไม้กวาดมาปัดกวาดคราบฝุ่นมากมายภายในร้านอย่างกระตือรือร้น เพ่ยอิงเท้าคางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาทะเล้น เขาค่อนข้างชื่นชอบท่าทางแบบนั้นของหลี่ไป๋อยู่พอสมควรเลยทีเดียว จึงไม่แปลกเลยที่เขาจะเข้าไปแกล้งอีกฝ่ายอยู่บ่อย ๆ
“ได้ยินมาว่าท่านกำลังฝึกวรยุทธกับคนอื่น ๆ อยู่มิใช่หรือ มัวมาเอ้อระเหยอยู่ที่นี่จะไม่เป็นไรหรอกรึ?” ว่าพลางเดินไปเก็บเศษขยะที่ร่วงหล่นอยู่ตามพื้น หลี่ไป๋ส่ายหน้าเล็กน้อยพลางตอบ
“ไม่เป็นไรหรอก ไว้รุ่งสางวันพรุ่งข้าค่อยมาฝึกใหม่ก็ย่อมได้ ตอนนี้ข้าอยากช่วยท่านมากกว่า” เพ่ยอิงพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะโพล่งขึ้นมา
“ถ้าเช่นนั้นวันพรุ่งข้าขอมาฝึกวรยุทธกับท่านด้วยคนดีกว่า ฝีเท้าเมฆาของข้ายังไม่พัฒนาไปไหนไกลเลย” ว่าพลางทำใบหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย หลี่ไป๋เห็นใบหน้าสวยเจือไปด้วยอารมณ์เศร้าสร้อยจึงพูดปลอบใจออกมา
“ตอนที่ข้าร่ำเรียนวิทยายุทธนี้ก็ใช้เวลาฝึกอยู่หลายปีเช่นกัน กว่าจะใช้ได้ชำนาญเท่าปัจจุบันก็เล่นเอาข้าเหนื่อยแทบตายเหมือนกัน เสี่ยวเพ่ยเป็นคนฉลาด หัวไว เดี๋ยวอีกไม่นานท่านจะต้องใช้ฝีเท้าเหนือเมฆาได้ชำนาญขึ้นเป็นแน่” เอ่ยพลางส่งรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวังดีมาให้ คนตัวเล็กกว่าจ้องมองท่าทางนั้นก่อนจะยิ้มทะเล้นออกมาอีกครั้ง
“เดี๋ยวนี้ท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวเพ่ยได้แบบไม่ขวยเขินแล้วสินะ พัฒนาการดีขึ้นเยอะเลยเหมือนกันนะเนี่ย” หลี่ไป๋ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเขินอายยิ่งนัก จึงทำเป็นไม่ได้ยินแล้วกลับไปตั้งหน้าตั้งตาทำความสะอาดของตัวเองต่อจนเสร็จ
เพ่ยอิงทำความสะอาดชั้นล่างของอาคารเสร็จเรียบร้อยโดยมีหลี่ไป๋ให้ความช่วยเหลือ ส่วนชั้นบนเพ่ยอิงจัดการเสร็จตั้งแต่วันก่อน ๆ แล้วเพราะว่าต้องใช้เป็นที่หลับที่นอน เขาโบกมือลาหลี่ไป๋เล็กน้อยก่อนจะเดินขึ้นไปบนชั้นสอง เตรียมตัวอาบน้ำนอนเพื่อรอกิจกรรมยามรุ่งสางวันพรุ่ง
ทว่าในตอนนั้นเองเพ่ยอิงก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างเข้า สิ่งนั้นมันสะท้อนกับแสงจันทร์เข้าพอดี เขาเห็นท่าไม่ดีจึงหลบหลังประตู เสียงคล้ายธนูปักเข้ากับแผงไม้ดังก้องกังวาน เพ่ยอิงค่อย ๆ คลานมาปิดหน้าต่างที่เปิดอ้าเอาไว้ก่อนจะล็อกมันเสียแน่นหนา แล้วค่อย ๆ เหลือบไปมองอาวุธปริศนาชิ้นนั้นที่ถูกยิงมาจากนอกตัวบ้าน
มันคือมีดเงินขนาดเล็กที่ปลายของมีดชุ่มไปด้วยยาพิษ โชคดีที่เพ่ยอิงจมูกดีจึงทราบได้ในทันที เขารีบเดินไปเอามาขี้ริ้วมาหยิบเจ้ามีดอาบยาพิษเล่มนั้น แล้วเก็บมันเอาไว้ในหีบใบเล็กทันที ในเช้าวันพรุ่งนี้เขาจะเอามันไปให้หลี่ไป๋ดู และร่วมเสวนากันว่าจะจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เช่นไรดี

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น