[BL] Day-Star ดาวเจ้าเอ๋ย : ตอนที่ 2
วันที่ 2 ทรงมอบความหมายให้แก่ความไม่รู้
เคยมีคนกล่าวไว้ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่หลงใหลในสิ่งลี้ลับอยู่เสมอ และพอได้รู้จักมันก็จะทำให้เริ่มสังเกตเห็นการมีอยู่ของมันได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มว่าจะโดนลูกหลงจากเรื่องอันตรายได้ง่ายขึ้นด้วย หรือก็คือ เรื่องที่ไม่ควรเห็นก็ไม่ควรอยากรู้อยากเห็น หากไม่ได้เตรียมใจยอมรับผลที่จะตามมา
“แฮ่ก... แฮ่ก!”
เสียงหอบหายใจดังไปพร้อมกับร่างของคิริวที่วิ่งกลับเข้าไปในโรงพยาบาล เขารู้ว่านี่มันเป็นเรื่องสิ้นคิดแถมยังสร้างปัญหาให้ตัวเองอีกต่างหาก นั่นไงล่ะ ในภาพยนตร์หรือหนังสือการ์ตูนก็มีให้เห็นบ่อยๆ ว่าพวกที่พรวดพราดโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วนมักจะเจอกับจุดจบเลวร้ายอยู่เสมอ
แต่ว่านี่มันคือโลกความเป็นจริง เขากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ไม่มีสอนในโรงเรียน ไม่มีกระทั่งวิธีการรับมือที่จะการันตีได้ว่าชีวิตของตัวเองจะอยู่ตลอดรอดฝั่ง
“บัดซบ บัดซบ บัดซบ!”
คิริวสบถพลางกัดฟันข่มความเหนื่อย ฝืนวิ่งต่อไปแม้ขาจะปวดจนรู้สึกเหมือนจะขาด ที่ด้านหลังมีเสียงโวยวายและเสียงหัวเราะด้วยความสนุกสนานดังไล่ตามมา แค่นึกถึงใบหน้าของพยาบาลที่กำลังแย้มยิ้มกว้างนั่นก็ทำให้ท้องของเขาแสบด้วยความคลื่นไส้ แผ่นหลังเย็นวาบจนได้แต่ขบกรามแน่นแล้วพุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น
ทว่า
“นี่ มาเล่นกันเถอะ”
กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู มันเต็มไปด้วยความสุขอันบ้าคลั่ง เย็นเยียบราวกับฟังเสียงภูเขาน้ำแข็งเสียดสีกัน พาให้ขนทั้งตัวลุกชัน แม้จะรู้ว่าไม่ควรแต่ความอยากรู้ก็เรียกให้ชายหนุ่มค่อยๆ หันใบหน้าไปด้านข้าง แล้วเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงนั้นก็ต้องกรีดร้องจนแทบเสียสติ สะดุดขาตัวเองล้มนั่งเหงื่อกาฬแตกซ่าน
เด็ก ไม่สิ ตัวประหลาดรูปร่างขนาดเท่าเด็กอายุห้าขวบที่มีแขนขาเป็นขีดยาวเหมือนรูปวาดก้างปลา ศีรษะกลมโตคล้ายโดมแต่คางแหลมเหมือนเข็ม ดวงตาเหมือนเปลือกแตงโมที่มีสีแดงสลับสีชมพูบานเย็นไล่กันเป็นชั้นๆ นัยน์ตาข้างในเป็นจุดเล็กๆ สีดำดูไม่ต่างจากรูเข็ม จมูกบี้จนเห็นเนื้อสีแดงตัดกับผิวขาวซีด ปากที่กำลังหัวเราะเต็มไปด้วยฟันฉลามแหลมคม น้ำลายไหลย้อยออกมาจากมุมปากเหมือนไม่มีขากรรไกร และที่สำคัญที่สุดคือมันขี่คอเพื่อนมันอีกสองตัวเพื่อไล่ตามเขาให้ทัน แถมอีกสองตัวนั่นก็มีรูปร่างแบบเดียวกันเหมือนลอกเลียนแบบมา
“ฮิๆๆ ฮ่าๆๆๆ”
เสียงแหลมเล็กเสียดหูยิ่งทำให้คิริวขวัญผวา คลานถอยหลังเหมือนท่าปูไต่จนหลังชิดกำแพงเย็นเฉียบ เขากลัวเกินกว่าจะกะพริบตาแล้ว
“ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ฮิๆๆๆ”
เจ้าตัวตาสีแดงสลับชมพูบานเย็นยื่นหน้ามาตะโกนใส่หน้าเขา แล้วหัวเราะร่าเหมือนคนสติหลุด พยายามจะกระโดดเกาะแขนขาของเขา โชคดีที่เขาเบี่ยงตัวหลบแล้วผุดลุกเปลี่ยนทิศวิ่งทัน ชีพจรเต้นแรงจนปวดขมับตุบๆ แต่เขาจะมาหยุดอยู่ตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ไอ้โรงพยาบาลบ้าๆ นี่ไม่มีจุดสิ้นสุดเสียที แต่ละห้องล็อกประตูเอาไว้ราวกับเตรียมการมาแล้ว ไม่มีที่ให้หนี ไม่มีกระทั่งที่ให้ซ่อน ทำได้แค่วิ่งไปข้างหน้าไม่ต่างจากกลางวันอันเป็นนิรันดร์
“แฮ่ก... แฮ่ก”
ไม่ไหว ไม่ไหวแล้ว
เหนื่อยจนสมองคิดอะไรไม่ออก ต่อให้อะดรินาลินจะทำงานต่อเนื่องเพราะสัญชาตญาณก็เถอะ แต่ร่างกายล้าจนแทบจะหมดแรงอยู่รอมร่อ
หรือจะยอมแพ้ให้มันจบๆ ไปดี
เหมือนกับทุกทีไง ต่อให้พยายามไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี ต่อให้พยายามไปเขาก็เอาชนะโชคชะตาไม่ได้
จังหวะที่ชายหนุ่มกำลังคิดแง่ลบอยู่นั้น เบื้องหน้าคือห้องผ่าตัดที่ประตูแง้มเปิดเอาไว้ คล้ายกับมีแสงแห่งความหวังมาปรากฏให้เห็น รอยยิ้มโล่งใจเริ่มกลับคืนสู่ใบหน้าของคนที่กลับมาฮึดสู้ได้อีกครั้ง จากนั้นเขาก็เร่งฝีเท้าเข้าไปซ่อนตัวในนั้นแบบไม่ต้องคิดอะไรอีก
ปัง!
*****
ซ่า ซ่า
“แจ้งเรื่องผู้ป่วยรหัสแดงให้ยามรู้เดี๋ยวนี้”
“ครับ!!”
ซ่า ซ่า
“ประกาศฉุกเฉินเตือนบุคคลากรให้รู้ด้วย”
“ค่ะ!!”
ซ่า ซ่า
“ดูสิ ทำแขกคนอื่นแตกตื่นหมดแล้ว”
“อยู่ไหนกันนะ ซ่อนตัวเก่งชะมัดเลย”
ซ่า ซ่า
“เรียนผู้มาใช้บริการทุกท่าน หากมีใครพบเห็นผู้ป่วยรูปร่างผอมสูง ใบหน้าซีดเซียว ผมสีดำ ตาสีดำ ให้หลีกหนีแล้วรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ทางโรงพยาบาลขอย้ำ หากพบเห็นบุคคลดังกล่าวให้รีบแจ้งยามหรือบุรุษพยาบาลทันที!!”
ซ่า ซ่า
*****
คิริวนั่งเอามือปิดปากซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงผ่าตัดที่มีผ้าสีเขียวคลุมเอาไว้ ถึงมันจะเหลือระยะห่างระหว่างชายผ้ากับพื้นประมาณ 1-2 เซนติเมตรก็เถอะ แต่อย่างน้อยถ้าเขาไม่กระโตกกระตากก็คงใช้ซ่อนตัวได้นานพอให้หาวิธีหนีไปจากโรงพยาบาลได้
มือสั่นระริกด้วยความกลัวกดปิดปากแน่นด้วยกลัวว่าเสียงหอบหายใจของตนจะเรียกพวกตัวประหลาดนั่นมา เขาจดจ้องพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบคล้ายกับมีคำตอบที่ต้องการเขียนอยู่ แต่นั่นคงเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไป
คิดสิ คิด
ในสถานการณ์แบบนี้เขาควรทำยังไง
ซ่อนตัวอยู่ที่นี่ไปตลอด...? ไม่เอา แบบนั้นไม่เวิร์ค
หรือจะลองหลบออกไปตอนกลางคืนดีล่ะ? ไม่ได้ ต่อให้คนจะน้อยกว่าตอนนี้ แต่ไม่มีทางหลุดรอดสายตาพวกนั้นไปได้หรอก
งั้นควรทำยังไง คิดเดี๋ยวนี้
คิดให้ออกสักทีสิวะ
คำตอบก็คือ
ไม่มีวิธีเลยสักอย่าง!
ไม่สิ ในสถานการณ์แบบนี้เขาจะคิดตามหลักความเป็นจริงไม่ได้
แล้วความเป็นจริงคืออะไรกัน!?
นั่นสิ อยู่ดีๆ ก็ฟื้นขึ้นมาในเมืองที่ไม่คุ้นเคยอีกต่อไป กำลังหนีเอาตัวรอดจากพวกรูปร่างหน้าตาประหลาด ที่ราวกับหลุดออกมาจากในนิยายแฟนตาซี
เกิดอะไรขึ้นกับเมืองออเรียตอนที่เขาหมดสติไปกันแน่
ปวดหัวชะมัด ยิ่งคิด สมองเหมือนจะระเบิดยังไงอย่างงั้น
ดวงตาสีดำทั้งสองข้างมีความรู้สึกซับซ้อนผุดขึ้นมา แฝงไว้ด้วยอาการยอมแพ้และสิ้นหวัง
ถ้าแบบนั้นก็จะตายเอาน่ะสิ!
“อึก... อั่ก”
คิริวค้อมตัวไปด้านหน้าเมื่อถูกอาการปวดหัวเล่นงานอย่างหนัก เขาหอบหายใจ สายตาพร่าเลือนด้วยความเจ็บปวด เหงื่อหยดลงบนพื้นเม็ดแล้วเม็ดเล่า ความตึงเครียดเข้าครอบงำจนกระเพาะอยากกระโดดหนีออกมาจากร่างกายเลยทีเดียว
แต่แล้วชายหนุ่มก็ต้องรีบงับปากเมื่อได้ยินเสียงประตูค่อยๆ เปิดออก
แอ๊ดด...
“เล่นซ่อนแอบ เล่นกันเถอะ”
“คนซ่อนคือนาย คนหาคือพวกเรา”
“จะไปรับตัวล่ะนะ”
ร่างผอมสูงกลั้นหายใจอัตโนมัติ ทั้งแววตาและร่างกายสั่นสะท้านเพราะความหวาดกลัว ขดตัวเข้าหากันเหมือนแมวไร้ทางสู้ อาการหนาวสะท้านน่าสะอิดสะเอียนแล่นวาบขึ้นมาตามไขสันหลัง
“ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก”
“หนึ่ง สอง สาม”
เสียงของพวกมันต้องเป็นตัวประหลาดที่หัวโตคางแหลมนั่นแน่ เขาไม่เห็นรู้มาก่อนว่าบนโลกนี้มีผีหรือวิญญาณที่มีหน้าตาแบบนั้นอยู่ด้วย ดูไม่ต่างจากภาพแอบสแตรคที่จับนู่นมาผสมนี่ด้วยสีสันฉูดฉาด บางส่วนดูสมจริง บางส่วนดูคล้ายภาพวาด พอผสมรวมกันแล้วให้ความรู้สึกคลื่นไส้อย่างบอกไม่ถูก
“อุบ”
ชายผมดำรีบยกมือกลืนน้ำกรดที่พร้อมจะขย้อนออกมากลับลงท้อง ในหัวของเขาตอนนี้คิดอะไรไม่ออกแล้ว เพราะท้องไส้ปั่นป่วนเกินกว่าจะคิดอะไรได้อีกนอกจากคำว่าหนี
“ติ๊กต่อก ติ๊ก ลูกแกะตัวสุดท้ายไปซ่อนอยู่ที่ไหนกันนะ”
เสียงเดินก๊อกแก๊กคล้ายเสียงรองเท้าไม้ย่ำบนพื้นดังใกล้เข้ามา ยิ่งได้ยินแบบนั้นชายหนุ่มยิ่งกลั้นหายใจ นึกไปถึงพวกหนังผีจากเมืองเจิ้งกู่ที่เคยบอกว่า หากทำแบบนี้แล้วเราจะหายตัวได้ พวกสิ่งลี้ลับจะหาไม่เจอและไม่รับรู้
ชายหนุ่มควบคุมลมหายใจและปลอบขวัญตัวเองเพื่อไม่ให้จังหวะการเต้นของหัวใจรุนแรงมากกว่านี้ นึกกลัวว่าหากปล่อยให้มันดังรัวต่อไปล่ะก็อาจเป็นต้นเหตุให้ถูกจับได้ก็ได้
เขาหลับตาลง พยายามนึกถึงความทรงจำดีๆ ที่ตัวเองเคยมี ค้นเข้าไปในก้นบึ้งอันมืดมิดของจิตใจ
แต่แล้วก็เอ๊ะ เมื่อจำไม่ได้ว่าตนเคยมีความทรงจำพวกนั้นอยู่ด้วย
เขา...เคยมีความสุขครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันนะ
“เจอแล้ว! อยู่นี่เอง!”
เสียงเปิดประตูตู้ดังผลัวะตามด้วยเสียงปิดกระแทกดังปั้ง ตามมาด้วยเสียงจิ๊ปากเมื่อลูกแกะตัวสุดท้ายไม่ได้อยู่ในนี้ตามที่คิดเอาไว้ พวกมันเริ่มส่งเสียงร้องด้วยความโกรธเกรี้ยว กระทืบเท้าดังก๊อกแก๊กๆ กับพื้น จากนั้นเสียงเปิดประตูห้องผ่าตัดก็ดังขึ้นอีกครั้ง แล้วเสียงฝีเท้าน่าขนลุกนั่นก็ดังห่างออกไป
แอ๊ดดด
คิริวกลับมาหายใจอีกครั้ง เขาพรูลมออกทางปากเพื่อลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้น เอนหลังพิงขาเตียงผ่าตัดเย็นเฉียบ และจังหวะที่คิดว่าทุกอย่างจบลงแล้ว ก็มีเสียงดังมาจากด้านหลังว่า
“เจอแล้ว! ลูกแกะของนายท่าน!!”
วินาทีนั้นอะดรินาลินทั้งหมดพลุ่งพล่านไปทั่วร่างพร้อมกับรูม่านตาที่เบิกโพลง ลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่าเขาควรหันหลังหนีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาตั้งท่าจะพุ่งออกไปข้างหน้าทว่าที่ชายผ้ากลับมีดวงตาสีแดงสลับชมพูบานเย็นจ้องมองมาจากทางนั้น เล่นเอาเขาร้องด้วยความอกสั่นขวัญผวา มุดออกไปอีกทาง
ชายหนุ่มคงหนีพ้นแล้ว หากสติไม่ดับวูบหายไปในความสิ้นหวังเสียก่อน
*****
ตอนที่รู้สึกตัว คิริวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ การมองเห็นไม่ชัดเจนคล้ายสายตาสั้นกะทันหัน เขาต้องปิดเปลือกตาลงแล้วลืมขึ้นใหม่ สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกคือเพดานที่มีไฟสลัวติดอยู่ไม่กี่ดวง สิ่งที่ได้ยินต่อจากนั้นคือเสียงติ๊ด ติ๊ด ติ๊ดเรียกให้หันไปมอง แล้วเขาก็เห็นเครื่องตรวจวัดชีพจรที่กราฟวิ่งเป็นเส้นปกติ
ชายหนุ่มกลับไปนอนบนหมอนนุ่มอีกครั้ง เหม่อมองเพดานแล้วค่อยๆ ระลึกความทรงจำก่อนหน้านี้ จนเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกัน ร่างกายพลันเด้งขึ้นเพื่อสำรวจสภาพการณ์ของตัวเองทันที แต่แล้วก็ได้ยินเสียงดังกร็อบที่มาพร้อมความเจ็บบริเวณซี่โครง เขาก้มมองร่างกายแล้วต้องตกตะลึงเมื่อถูกมัดไว้กับเตียงผู้ป่วย ต่อให้ขยับอย่างไรก็ไม่อาจดิ้นหลุดได้ง่ายๆ ไหนจะความรู้สึกเหมือนมีสายตาคุกคามอันยากจะอธิบายทิ่มแทงมาจากทุกทิศทางอีก นั่นยิ่งทำให้ขวัญหนีดีฝ่อตกอยู่ในอาการหวาดระแวงอีกครั้ง
“คาโกเมะ คาโกเมะ [1] ”
ชายหนุ่มสะดุ้งให้กับเสียงยานคราง ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่
คาโกเมะ? หมายถึงอะไร พวกนี้หมายความว่ายังไง
“ปีศาจจะต้องถูกปิดตาอยู่ตรงกลาง”
“พวกเราจะล้อมวงแล้วร้องเพลง”
“ถ้าทายไม่ถูกจะต้องโดนเข็มทิ่ม”
“อะฮิๆ ฮิๆๆๆ”
เสียงพวกนี้ไม่ต่างอะไรจากเสียงหัวเราะของพระเจ้าที่กำลังกระซิบบอกว่า ข้าสนุกกับการทำให้เจ้าทรมานจริงๆ
“ปีศาจ”
“มนุษย์”
เขาคือใครกัน
คิริวมองตัวประหลาดทั้งหลายที่ยืนจับมือล้อมรอบเตียงที่เขานอนอยู่เป็นวงกลม พวกมันล้วนมีรูปร่างแบบมนุษย์ เพียงแค่บนใบหน้าเหลือไว้เพียงริมฝีปากที่ฉีกยิ้มสยดสยอง ไม่มีดวงตา ไม่มีจมูกด้วย
ร่างกายของเขาถูกความกลัวเข้าครอบงำ ท้องไส้หมุนติ้วเร็วยิ่งกว่าพายุเสียอีก
พอแล้ว พอที เขาไม่ได้ต้องการโอกาสแบบนี้เสียหน่อย
จึ้ก
“อ๊ากกกกกกกกกก!!”
คิริวกรีดร้องเสียงดังลั่นเมื่อเพลงจบลงแล้วมีเข็มทิ่มบนท้องแขนข้างขวา พอเขาสะบัดหนี มันก็มีอีกสองสามเล่มสลับกันทิ่มลงมา เสียงจึ้กพวกนั้นราวกับเสียงของปีศาจร้ายที่เพียงฟังก็แทบจะลบเลือนสติออกไป
การมองเห็นของเขาเป็นสีแดงก่ำ พวกมันหัวเราะและผลัดกันใช้เข็มทรมานเขาจนบริเวณนั้นมีเลือดซึมเป็นหยดเล็กๆ ออกมาดั่งรูปร่างของปีศาจที่กำลังแย้มยิ้มสาแก่ใจ แล้วคืบคลานขึ้นมาบนร่างพร้อมมือที่เอื้อมมาบีบแก้มของเขาเอาไว้
เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ เจ็บ เจ็บ พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ พอแล้ว
พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ
ไม่เอา เจ็บ พอแล้ว เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา พอแล้ว
เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา พอแล้ว เจ็บ เจ็บ ไม่เอา ไม่เอา เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ ไม่เอา เจ็บ เจ็บ เจ็บ
ชายหนุ่มทำได้แค่กรีดร้องไม่เป็นภาษา พวกตัวประหลาดรูปร่างเหมือนคนมองมาด้วยสายตาดูเฉยเมย แล้วตนหนึ่งก็เข้ามาใช้ผ้าสีแดงผูกตาเขาเอาไว้
ท่ามกลางการมองเห็นที่ถูกปิดกั้น ยิ่งเผชิญหน้ากับความทรมานมากเท่าไหร่ เขายิ่งไม่สามารถสลัดความสิ้นหวังที่แล่นไปทั่วร่างกายและจิตใจได้ หรือนี่จะเป็นค่าตอบแทนของคนบาปที่ปรารถนาในสิ่งที่โลภเกินไป
“ฮึกก ฮืออ”
ความเจ็บปวดนั้นสุดจะทานทน คิริวสะอื้นและตัวสั่นกึกๆ ถึงกับหมดสติเป็นพักๆ เมื่อเข็มพวกนั้นยังคงแทงลงบนผิวหนัง แล้วเข็มเล่มหนึ่งก็สอดเข้าไปใต้ผิวพร้อมควานหาอะไรบางอย่าง นั่นมันเกินกว่าที่ชายหนุ่มจะสะกดกลั้นเสียงตัวเองได้ไหว
“อ๊ากกกกกกกกกกกก!!!!”
“เอ้า ถึงตาปีศาจตอบแล้ว”
“คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือใคร”
ร่างแข็งเกร็งไม่มีคำตอบให้กับคำถามนี้ แค่ต้องประคองสติไม่ให้เลือนหายไปกับความทรมานที่เผชิญก็ลำบากมากพอแล้ว ฉะนั้นเขาจึงทำได้แค่พะงาบปาก กรามค้างจนกลืนน้ำลายไม่ได้มันเลยไหลลงไปจนถึงลำคอ การสูดออกซิเจนเข้าปอดยิ่งกว่าทำได้ยากลำบาก แถมจมูกยังได้กลิ่นเลือดลอยฟุ้ง ประสาทสัมผัสทั่วทั้งร่างด้านชา เรี่ยวแรงขัดขืนก็ไม่เหลือ
จึ้ก!
เข็มสุดท้ายจิ้มเข้ามาใต้ผิวหนังแล้วเจาะเข้าไปยังเส้นเลือดดำ ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงของเหลวบางอย่างที่ไหลซึมเข้ามาในกาย ความเจ็บปวดดูจะเบาบางลงเฉกเช่นเดียวกับสติ แล้วดวงตาที่มองเห็นเพียงความมืดก็ปิดลงเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง
ติ๊กต่อก
ติ๊กต่อก
ติ๊กต่อก
เสียงเข็มนาฬิกา?
“อึก... อือ”
การรับรู้มุ่งหน้าไปทางเสียงที่ได้ยินคล้ายจะไขว่คว้าที่ยึดเพื่อไม่ให้ร่างนี้สูญเสียจิตใจไปเสียก่อน คำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากแห้งแตกฟังไม่ได้ความ มันอู้อี้เหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอ และพอเปลือกตาปรือขึ้นมองไปยังเพดานก็พบแต่ความสิ้นหวังจนต้องเริ่มหนีจากความเป็นจริงเหมือนเคย
นี่อาจเป็นแค่ฝันร้ายก็ได้
ใช่ ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว
เดี๋ยวพอหลับตาแล้วลืมขึ้นใหม่ ทุกอย่างก็จะสดใสตะวันฉายเหมือนในนิยายแนวไปเกิดใหม่ต่างโลก
ใช่ หรือไม่เดี๋ยวก็ได้สติจากอาการโคม่า
ใช่ จะต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน
ริมฝีปากขาวซีดเหยียดยิ้ม แต่ละอย่างที่นึกปลอบตัวเองก็ทำแค่ให้ตนรู้สึกสบายใจเพื่อไม่ให้แตกสลายไปมากกว่านี้ แต่นั่นก็คงช่วยอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เพราะต่อมมองโลกในแง่ร้ายดันทำงานไปแล้ว
อืม มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ในเมื่อทั้งความเจ็บ ความทรมาน ความอึดอัด และความรู้สึกอีกมากมายที่เผชิญมาทั้งหมดมันคือของจริง
ฉันรับรู้ได้แต่เรื่องพรรค์นั้นจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว!
เสียงขบฟันดังขึ้นท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของชายหนุ่ม ที่นอนหงายมองเพดานห้องทรมาน ท้องแขนชาจนแขนฝั่งขวาไร้ความรู้สึก
พอมีสติ สมองก็จะเริ่มหาคำตอบ
ทำไมเขาถึงยังมีชีวิตอยู่อีกนะ ทำไมเขาถึงได้รับโอกาสให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งกันนะ
คิริวฉีกยิ้มกว้างประชดทั้งน้ำตา เพราะเขารู้คำตอบนั้นดีอยู่แก่ใจ
ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เพราะตายไม่ได้เท่านั้นเอง ก็แค่กลับมามีชีวิตเพราะพระเจ้าอยากให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของพระองค์ เหมือนกับพระคริสต์ที่ตายไปแล้วฟื้นคืนชีพเป็นการพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ แค่ว่าบาปของพวกเขามันต่างกัน
คนหนึ่งมาในฐานะผู้ไถ่บาปของมนุษย์ ส่วนเขาแค่มนุษย์เห็นแก่ตัวที่ท้าทายอำนาจเหนือธรรมชาติ
ถึงอย่างนั้นเขากลับอดคิดไม่ได้ว่า มันอาจจะมีเหตุผลอื่นที่มากกว่านี้หรือเปล่า บางทีพระเจ้าอาจกำลังทดสอบเขาเพื่อเตรียมพร้อมไปสู่เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ก็ได้
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นราวกับชายหนุ่มพยายามจะสร้างความหวังที่ไม่มีอยู่จริง
แต่ว่าต้องทดสอบกันอย่างโหดร้ายแบบนี้ด้วยหรือ
“ฮ่ะ ฮ่ะๆ ...”
จู่ๆ คิริวก็หัวเราะคิกเหมือนมีบางส่วนในสมองหล่นหาย
“พระเจ้า...งั้นเหรอ กำลังเล่นสนุกอะไรอยู่ ลงโทษผมที่ไม่เคยเชื่อในพระองค์หรือไง”
ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา
“ไม่คิดว่ายิ่งทำแบบนี้จะยิ่งทำให้คนลบหลู่เหรอ เพราะแบบนี้ไงซาตานถึงได้รับความนิยมมากกว่า”
อยู่ๆ ก็เข้าใจความรู้สึกของลูซิเฟอร์ขึ้นมา
“เอาแต่สอนให้เชื่อแต่กลับไม่ยื่นมือเข้าช่วย หากรักมนุษย์จริง ทำไมถึงปล่อยให้มีความอยุติธรรมบนโลก เพราะอดัมกับอีฟกินผลไม้ต้องห้ามเหรอ ต้องโกรธถึงขนาดถีบหัวส่งลงมาในนรกแห่งนี้เลยเหรอ!?”
สายตาของคิริวที่จ้องเพดานกระจ่างจ้าราวกับอยากมองทะลุไปให้ถึงตัวตนที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง มันดูท้าทายและบ้าคลั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหวนนึกถึงคำพูดของเอวา
‘ผลงานของตัวเองน่ะ ตัวเราก็ต้องเป็นคนปกป้องสิคะ’
“...ทำไมถึงไม่ปกป้องผลงานของตัวเอง”
*****
~ องุ่น แอปเปิ้ล ทับทิม
ฟักทอง ราสเบอร์รี่ เมล็ดข้าวสาลี
น้ำสีแดงไหลผ่านหัวใจ
พอกัดกินเข้าไปก็กลายเป็นข้าวสาลี ~
*****
แกร๊ก
เมื่อเปิดเปลือกตาขึ้น แสงไฟก็ส่องทำมุมต้องดวงตา
เสียงเพลงนั่นอีกแล้ว
หัวเองก็เริ่มปวดหนึบทั้งที่นึกว่าจะไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดแล้วเสียอีก
คิริวสัมผัสไม่ได้ถึงการถูกรัดที่ต้นแขนจึงลองยกพวกมันขึ้น แล้วพบว่ามันทำได้ง่ายๆ ผิดจากเมื่อวาน ดังนั้นเขาจึงลองลุกขึ้นนั่ง สำรวจร่างกายทุกส่วนให้ละเอียดรอบครอบ เริ่มจากสองแขนที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลที่มีเลือดซึมให้เห็นเป็นบางจุด มันด้านชาจนไม่รู้สึกอีกต่อไป จากนั้นเขาก็เลื่อนสายตาไปยังรอบเอว สองต้นขาและสองข้อเท้าที่ไร้พันธนาการ แล้วจบที่ประตูซึ่งเปิดแง้มเอาไว้
‘เอาแต่สอนให้เชื่อแต่กลับไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ’
ดวงตาของชายหนุ่มเจือด้วยสีแห่งความหวัง ชั่วขณะที่กำลังคิดไปว่าในที่สุดพระเจ้าก็รับฟังคำพูดของตนแล้ว พยาบาลคนเดิมกับที่เคยเจอเมื่อวานก็เดินเข้ามา
คิริวคว้ามีดผ่าตัดขึ้นมากำไว้แน่นพร้อมพุ่งออกไปใช้มันฟันสะเปะสะปะ พยาบาลหลอนกระโดดหลบ เมื่อเห็นช่องทางหนีเขาก็รีบวิ่งไปยังบันไดหนีไฟ แต่เมื่อจะลงไปชั้นล่างกลับเจอพวกตัวหัวกลมคางแหลมหลายสิบตัววิ่งกรูขึ้นมาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง จึงต้องวิ่งขึ้นข้างบนแทน จนถึงประตูที่มีแสงสว่างส่องเข้ามา
ชายหนุ่มเปิดมันออกแล้วก็เจอกับดาดฟ้าที่ล้อมรอบด้วยรั้วกั้นกันไม่ให้คนตกลงไปด้านล่าง
ความหวังที่พระเจ้ามอบให้ในครั้งนี้หลุดลอยหายไปเหมือนกับหมอกควัน อึ้งจนอะดรินาลินหดหายอย่างรวดเร็ว แล้วเขาก็ทรุดไปนั่งทับส้นเท้ากับพื้น
ถ้าสมมติว่านี่คือการลักพาตัวก็คงพอหาทางเอาตัวรอดได้บ้าง แต่ในสถานการณ์แบบนี้เขายังไม่เห็นมนุษย์เหมือนกันเลยด้วยซ้ำ พอฟื้นขึ้นมาก็เจอกับเมืองที่คุ้นตาแต่กลับไม่คุ้นเคย
ความอิดโรยและอ้างว้างทำให้สมองของชายหนุ่มตึงเครียด และในที่สุดก็ถึงกับคิดไปว่าถ้าหากยอมตายซะตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องลำบากแบบนี้
ถ้าหากตายไปซะ...
อา ไม่เอาแล้วชีวิตเฮงซวยนี่
มือสั่นระริกฉวยมีดที่ทำตกไว้ข้างตัวขึ้นมาจ่อที่คอ เขาสูดหายใจเข้าออกซ้ำๆ แล้วตั้งใจจะกดน้ำหนักมือให้ใบมีดเฉือนเส้นเลือดตรงนั้นให้ขาด
แต่กระทั่งความตาย พระเจ้าก็ยังไม่ยินยอมมอบให้คนอย่างเขา
เหล่าตัวประหลาดกรูกันเข้ามาจับตัวเขาแล้วแย่งมีดไปได้ในที่สุด
“คุณคิริว! ฟังหมอ—”
ซ่า ซ่า—!
ชายหนุ่มเหม่อมองท้องฟ้าแล้วยื่นมือออกไป
อย่าปล่อยฉันทิ้งไว้เลย ฉันยืนคนเดียวไม่ไหวหรอก
น้ำตาที่ไหลผ่านแก้มหยดลงบนพื้น กำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อแหลกสลายไปกับตา กระทั่งความหมายของคำว่าสิ้นหวังก็นึกไม่ออกแล้ว
พลั่ก!
ทันใดนั้น พวกตัวประหลาดที่กำลังลากคิริวอยู่ก็พากันแตกฮือ ปล่อยตัวเขาล้มหน้าคะมำกับพื้น พอลุกกลับมาตั้งหลักได้ เขาก็เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เบื้องหน้าท้องฟ้าสีแดงฉานที่เริ่มมีแสงแดดแยงลงมาหลายเส้น มีชายร่างกำยำกำลังต่อสู้กับพวกตัวประหลาดตามลำพัง รอบกายอย่างกับเรืองรองไปด้วยแสงแห่งความหวัง อีกฝ่ายสวมเพียงเสื้อยืดรัดตัวกับกางเกงทรงทหาร อีกทั้งแววตาที่ฉายความดุดันออกมาก็เพียงพอแล้วที่จะถ่ายทอดให้เห็นถึงความไม่ธรรมดา ทุกการเคลื่อนไหวล้วนทรงพลังจนไม่อาจละสายตาได้เช่นกัน
ทั้งเตะทั้งต่อย ทั้งตั้งรับทั้งรุกไล่ สุดท้ายก็หยิบปืนที่อยู่ข้างเอวขึ้นมายิงขาพวกตัวประหลาดให้หยุดเคลื่อนไหว จากนั้นก็รีบวิ่งเข้ามาหาคนที่นั่งบื้อใบ้อึ้งกับสิ่งที่เห็น
“พอจะยืนไหวมั้ยครับ”
คิริวยังไม่ทันตอบก็ถูกชายแปลกหน้าฉุดขึ้นแล้วคว้าแขนไปพาดบ่าตัวเอง ก่อนจะสาวเท้าเดินกลับเข้าไปในตึกโรงพยาบาล เขาแทบไม่ได้ออกแรงเดินเองด้วยซ้ำ ต้องบอกว่าถูกหมอนี่ลาไปตามทางด้วยเรี่ยวแรงน่าเหลือเชื่อ ลัดเลาะพาเขาไปยังลานจอดรถพร้อมกับยัดตัวเขาเข้าไปในรถเก๋งสีเทาคันหนึ่ง
“ไว้อธิบายให้ฟัง” ชายแปลกหน้าว่าแบบนั้นแล้วเอื้อมมือไปจับพวงมาลัยรถ
“ดะ เดี๋ยว! เหวอ”
สิ้นเสียงร้องของเขา เจ้าตัวก็บึ่งรถออกไปโดยไม่สนว่าจะชนพวกตัวประหลาดที่มาขวางทางหนี
การพบกันเล็กๆ ครั้งนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นในหัวใจดำมืดของผู้ที่คิดยอมแพ้ต่อโลกไปแล้ว
[1] คาโกเมะ คาโกเมะ (Kagome Kagome, かごめかごめ) เป็นเกมสำหรับเด็กยอดนิยมในญี่ปุ่น และมีเพลงประกอบที่ชื่อเดียวกัน. ผู้เล่นคนหนึ่งจะถูกเลือกให้เป็น "โอนิ" (ปีศาจ) และนั่งโดยปิดตา, ในขณะที่ผู้เล่นอื่น ๆ จับมือกันเป็นวงกลมและร้องเพลง. เมื่อเพลงหยุด, โอนิจะต้องทายว่าใครยืนอยู่ข้างหลัง

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น