สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากความตาย
เคยมีประโยคแซวตัวเองเล่นๆ ในหมู่โอตาคุว่า ‘ฉันเมนคนไหน คนนั้นตายหมด’ อยู่
ผมจำไม่ได้ว่ามันเริ่มมีที่มาจากไหน แต่ได้ยินหนาหูก็ตอนที่อะนิเมะเรื่องดาบพิฆาตอสูรอยู่ในช่วงโด่งดังถึงขีดสุดจนคนแห่กันมาซื้อฉบับมังงะอ่าน แน่นอนว่าสำหรับสายดูแค่อะนิเมะคงปล่อยใจรอภาคใหม่ได้อยู่หรอก ถ้าไม่มีคนในแฟนด้อมเริ่มหวาดกลัวว่าอาจารย์โคโยฮารุ โกโตเกะ หรืออาจารย์เข้ผู้เขียนการ์ตูนเรื่องนี้จะฆ่าตัวละครตัวโปรดของตัวเอง
ผมเองก็โดนกระแสนั้นพัดพาจนต้องซื้อมังงะอ่านตอนต่อตอน ลงทุนแปลฉบับภาษาญี่ปุ่นเพื่อลุ้นว่าตัวละครโปรดของผมจะโดนดีดปลิวตอนไหน และเริ่มใช้ประโยคข้างต้นกลบเกลื่อนความรู้สึกกลัวลึกๆ ในใจตอนรู้ว่าตัวเองจะต้องเห็นฉากจบของตัวละครโปรด
เอาเข้าจริงตัวละครที่ผมชอบหลายตัวก็มีจุดจบแบบเดียวกันหมดคือความตาย ทั้งโทนี่ สตาร์ค ตัวละครที่ผมผูกพันมาเกือบสิบปี ตัวละครที่ผลักดันให้ผมเรียนภาษาอังกฤษเพื่ออ่านคอมิค ตัวละครที่เชื่อมโยงผมกับจักรวาลมาร์เวลและเริ่มเขียนวิเคราะห์ภาพยนตร์หรือป๊อบคัลเจอร์ต่างๆ อีกทั้งเขายังเป็นตัวละครที่ทำให้ผมมีไฟในการเขียนแฟนฟิคกับนิยายจนเรียกได้ว่า เป็นเพื่อนคู่แท้ที่คอยอยู่เคียงข้างกันมาเลย
เล่ามาถึงตรงนี้หลายคนคงรู้สึกว่ามันขนาดนั้นเลยเหรอ กะอีแค่ตัวละคร 2D, 3D มันจะอะไรขนาดนั้น แต่ผมกลับมองว่ามันก็เหมือนเวลาคุณชื่นชอบอะไรสักอย่างจนก้าวเข้าไปสู่คำว่าหลงใหลนั่นแหละ ตัวละครพวกนี้เองก็ถูกสร้างขึ้นมาให้มีชีวิต แล้วใช้มันไปตามกฎเกณฑ์ของผู้เขียนซึ่งไม่ต่างจากพระเจ้า เราก็เหมือนผู้เฝ้ามองเหตุการณ์ที่ผ่านมาพบเห็น แต่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการนั่งมองเรื่องราวของเขาดำเนินไป
ผมว่ามันก็เหมือนกับมนุษย์นี่แหละ เราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเลือก หรือกระทั่งชีวิตนี้เป็นของเราจริงๆ
พูดมาขนาดนี้กำลังจะโยงเข้าสู่เรื่อง Free Will (เจตจำนงเสรี) หรือแนวคิดทางปรัชญาอะไรหรือเปล่านะ
คำตอบคือไม่ครับ ถึงผมจะอยากเขียนมากๆ ก็เถอะ แต่ด้วยเวลาอันจำกัดจำเขี่ยและแรงที่ต้องลงทุนเพื่อรังสรรค์ผลงานชิ้นหนึ่งขึ้นมา ในบทความนี้อาจจะยังน้า
กลับมาที่เรื่องโทนี่ สตาร์คต่อ ผมเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จุดจบของเขาในภาพยนตร์เรื่อง Avengers: End Game ฉะนั้นผมจะไม่พูดย้ำ เพราะเอาเข้าจริง ถึงจะผ่านมาหลายปีแล้วแต่ผมก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี เลยไม่เคยกลับไปดูเรื่องนี้ซ้ำหรือเรื่องไหนก็ตามที่มีโทนี่ปรากฏตัวอยู่เลย
คุณเชื่อไหมว่าผมถึงขั้นทะเลาะกับพี่ที่ทำงานเพียงแค่เขาพูดใส่ผมว่า ‘โทนี่ตายตอนจบน่ะถูกแล้ว สมควรแล้ว’ จากนั้นผมก็ระเบิดร้องไห้จนเขารู้สึกแย่และมองว่าผมอินกับตัวละครเกินไป เรื่องราวบานปลายใหญ่โตขึ้นเมื่อพวกเราไม่คุยกันอีก ถ้าต้องร่วมงานกันก็จะต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง
ไม่เคยคิดเลยว่าสักวันหนึ่ง ความรัก 7 ปีของผมจะตายลงเมื่อเราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้สึกเคว้ง เหมือนยืนอยู่ตามลำพังแล้วโลกใต้เท้าก็หายวับไป รู้สึกได้ทันทีว่าการเปลี่ยนแปลงช่างน่ากลัวเหลือจะกล่าว
นอกจากโทนี่แล้วก็มีตัวละครอื่นอีกที่ผมชอบมากในเรื่องแต่ก็มีเหตุให้พบกับจุดจบไม่น่ายินดี (สำหรับตัวผม) เท่าไหร่นัก ทั้งเรนโงคุ เคียวจูโร่ จากดาบพิฆาตอสูร ทั้งฮิเดโยชิ นางาจิกะ จากโตเกียว กูล ทั้งฮิมเมล จากฟรีเรน ฯลฯ เอาเป็นว่า พอมานั่งนับดูแล้วมันก็อดไม่ได้ที่จะพูดประโยคนั้นออกมา
‘ฉันเมนคนไหน คนนั้นตายหมด’
แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับการเสียชีวิตของไอดอลและดาราคนโปรดที่ผมผูกพันมาตั้งแต่สมัยม.ต้น
18 ธันวาคม 2560
แฮชแท็กชื่อจงฮยอน SHINEE ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ตั้งแต่เช้าจนผมกดเข้าไปดูด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ในหัวคือเขาออกอัลบั้มใหม่ หรือมีดราม่าอะไรสักอย่าง
ไม่คิดเลยว่าจะเป็นข่าวการเสียชีวิตจากอัตวินิบาตกรรม
วินาทีที่เห็นหัวข้อข่าวแปะหราอยู่บนหน้าจอ ตัวของผมชาวาบไปหมด นั่งอึ้งอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊กแล้วพยายามไถฟีดหาสาเหตุการเสียชีวิตที่ไม่ใช่เพราะภาวะเป็นพิษจากคาร์บอนมอนอกไซต์ แต่เป็นต้นเหตุที่ทำให้คนซึ่งยิ้มแย้มแจ่มใส ร้องเพลงมอบความสุขให้กับผู้คนมาตลอดหลายปีเลือกเดินเส้นทางนี้
หลายคอมเม้นต์พูดไปในทำนองเดียวกันว่าจงฮยอนเป็นโรคซึมเศร้าและเก็บความเครียดไว้กับตัวเอง แพชชั่นในการทำเพลงจางหายไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียงไอดอลหนุ่มที่ต้องฝืนขึ้นเวที ฝืนมีความสุขต่อหน้าแฟนคลับ และฝืนใช้ชีวิตมาแบบนั้นโดยไม่สามารถระบายออกมาได้
ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจนี้มายังไง แต่ผมค่อยๆ กลับไปฟังเพลงของวง SHINEE ได้แม้จะรู้สึกเศร้าเวลาเห็นหน้าหรือได้ยินท่อนร้องของจงฮยอนก็ตาม
จากนั้นเวลาก็ผ่านไป 3 ปี
ชีวิตของผมเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่จะยังไม่พูดถึงในเรื่องเล่านี้ จำได้ว่าวันนั้นผมเพิ่งจะทำงานของลูกค้าเสร็จและตั้งใจจะเข้าทวิตเตอร์ไปเสพข่าวเหมือนทุกวัน กระทั่งเห็นแฮชแท็กชื่อของดาราญี่ปุ่นคนโปรดที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเรียนภาษาญี่ปุ่น
‘มิอุระ ฮารุมะ นักแสดงชื่อดังชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตอย่างกะทันหันในวันที่ 18 กรกฎาคมในวัย 30 ปี’
ผมสติหลุดไปเลย น้ำตาไหลออกมาเองและพยายามปฏิเสธความจริง เพื่อนพ้องน้องพี่ที่รู้ว่าผมชอบฮารุมะมากต่างทักข้อความมาแสดงความห่วงใย กระทั่งแฟนเก่าที่จบกันไม่ดีเท่าไหร่ยังทักมาด้วยรู้ว่าเขาเป็นไอดอลสำหรับผมมากแค่ไหน แต่ผมจะตอบอะไรกลับไปได้นอกจาก ‘โอเค’
ทั้งที่จริงผมไม่โอเคเลยสักนิด เพิ่งจะเห็นเพจเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งหลายลงภาพของฮารุมะที่มาเที่ยวเซ็นทรัลเวิร์ลด์อยู่เลย แถมผมในตอนนั้นยังทำงานใกล้กับที่ที่เขาอยู่อีก เลิกงานแล้วจะแวะไปสักหน่อยก็ยังได้ แต่กลับเลือกจะตรงกลับบ้านแล้วบอกตัวเองว่า เราไม่ค่อยได้ติดตามเขาเหมือนก่อนแล้วนี่นา
ใครจะไปรู้ว่ามันคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต แล้วความคิดที่เคยมีต่อฮารุมะก็ท่วมท้นจนผมดิ่งไปหลายวัน การสูญเสียครั้งนี้หนักหนากว่าการเห็นข่าวของจงฮยอนมากนัก เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์โหดร้ายที่สุดของปีนั้นเลยก็ว่าได้
มันไม่ทันตั้งตัว ไม่ทันได้คิดเลยว่าคนที่ยิ้มออกกล้อง คนที่เป็นเสียงหัวเราะและแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนจะด่วนจากไปเร็วแบบนี้ ไม่มีสัญญาณอะไรบอกล่วงหน้าด้วยซ้ำ เหมือนอยู่ๆ เขาก็กลายเป็นความทรงจำล้ำค่าของผมไปเสียแล้ว
เวลาผ่านไปหลายวันจนเป็นเดือนจวบครบปีและดำเนินมาเช่นนั้น กระทั่งถึงตอนที่ผมกำลังนั่งพิมพ์เรื่องเล่านี้อยู่
คุณเชื่อไหม ปัจจุบันผมไม่สามารถย้อนกลับไปดูภาพของฮารุมะได้ด้วยซ้ำ ขนาดนั่งหาข้อมูลการเสียชีวิตของเขาเพื่อนำมาเล่ายังใจสั่นอยู่เลย เหมือนมันคอยย้ำเตือนผมอย่างรุนแรงว่าจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว จะไม่ได้เห็นมิอุระ ฮารุมะแสดงหนังหรือซีรีย์ให้เราดูอีกแล้ว
ด้วยเหตุนี้ผมเลยไม่พูดประโยคที่หมดความตลกนั่นอีกนับแต่นั้น
แล้วเมื่อปีก่อนผมก็ต้องตกใจกับการเสียชีวิตของเลียม เพย์น สมาชิกวง one direction ที่เป็นความผูกพันตั้งแต่สมัยม.ต้นเคียงคู่มากับจงฮยอนและฮารุมะ
การจากไปไม่ทันตั้งตัวของไอดอลคนโปรดอีกคนทำผมตระหนักขึ้นได้ว่าชีวิตก็แค่นี้ พูดตามสัตย์จริง ผมเคยดิ่งจนคิดลาโลกไปหลายรอบมากแล้ว พอเจอข่าวของเลียมเข้าไปก็เหมือนคิดขึ้นมาได้ว่า การมีชีวิตมันดีแค่ไหน ต่อให้มันจะเหนื่อยล้า พบเจอเรื่องยากลำบากเพียงใด แต่สิ่งมีชีวิตล้วนมีเลือดนักสู้กระทั่งในเซลล์หรือสมองจนเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ
ต่อมาผมก็เริ่มครุ่นคิดให้ลึกขึ้น ดูเหมือนว่าบางส่วนในชีวิตวัยรุ่นของผมจะหายไปพอสมควรทีเดียว เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะกับคำสอนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปมากจริงๆ
ตอนเห็นหัวข้อแรกของโครงการประกวดครั้งนี้ผมนั่งคิดนานมากว่าจะเขียนยังไงดี แล้วก็คิดขึ้นได้ว่าแค่เขียนไปตามความรู้สึกจริงๆ ก็พอ
“บทสนทนาสุดท้ายที่ฉันอยากมี” เรื่องราวของคำพูดที่ยังค้างอยู่ซึ่ง...มันก็เป็นได้แค่ what if เท่านั้น แต่นั่นก็ดีแค่ไหนแล้ว
ถ้าเราได้เจอกันอีก ผมจะสนับสนุนคุณทุกเรื่องขอแค่มันไม่ผิดกฎหมายหรือศีลธรรม
ถ้าเราได้เจอกันอีก ผมจะบอกคุณว่าคุณเก่งมากแค่ไหน
ถ้าเราได้เจอกันอีก ผมจะยิ้มให้ด้วยหวังว่ามันจะเป็นกำลังใจให้คุณได้บ้าง
ถ้าเราได้เจอกันอีก ผมจะแวะไปหาเพื่อดูให้เห็นกับตาว่าคุณสบายดีจริงหรือเปล่า
ถ้าเราได้เจอกันอีก ผมจะจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้ได้ทั้งหมด
ถ้าเราได้เจอกันอีก ผมจะขอบคุณคุณที่คอยเป็นแรงผลักดันของผมมาตลอด
นี่คือบทพูดทั้งหมดที่ผมอยากบอกกับเมนตัวเองไม่ว่าจะเป็น 2D, 3D หรือบุคคลจริงๆ ก็ตาม ผมเพียงหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งความสุขให้กับพวกเขา หากพูดให้เบียวกว่านั้นคงเป็น ’อย่างน้อยก็ขอทำให้ยิ้มได้ในวันที่หุบยิ้มล่ะวะ’
น่าแปลกดีนะที่ต่อให้เมนบางคนผมจะไม่ได้ติดตามเหมือนสมัยติ่งแรกๆ แล้ว แต่ความผูกพันที่มีร่วมกันก็เยอะและเหนียวแน่นจนหลายครั้งผมก็ละเลยมันไป
นอกจากนี้ผมก็อยากบอกถึงพวกคุณที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่เหมือนกัน
‘ปัจจุบันมันมีความหมายกว่าอดีตและอนาคตเยอะ’
ถ้าคุณชอบดาราศิลปินคนไหนแล้วมีกำลังทรัพย์มากพอก็ไปเจอเขาเถอะ ไปคอนเสิร์ต ไปพูดคุยกับคนในด้อม ไปบอกให้พวกเขารู้ว่าคุณจะคอยสนับสนุนอยู่ตรงนี้เสมอ ติ่งแล้วก็ไปให้สุดเพื่อที่จะได้ไม่มานั่งนึกเสียใจเอาภายหลัง หรือถ้ามันจะต้องเสียใจก็ปรับมุมมองเสียใหม่ว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่ปรับตัวตามก็จะทุกข์อยู่แบบนี้นี่แหละ
สุดท้ายนี้ผมได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นว่าความตายไม่ได้น่ากลัว แต่การผลัดวันประกันพรุ่งต่างหากที่ทำให้เราเสียโอกาสจนน่ากริ่งเกรง
ขอให้ผู้อ่านทุกคนมีวันที่ดีครับ

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น