ปลาสนาการ

ปลาสนาการ

ทศวรรษที่ 80 พ่อเป็นนักเขียนลือนาม ฉันอ่านจดหมายที่บรรณาธิการเขียนถึงพ่อ พบว่าแกเขียนดี ดีกระทั่งแฟนหนังสือหลงว่าเรื่องแต่งเป็นเหตุการณ์​จริง พ่อเขียนชีวิตสามล้ออย่างถึงแก่น เเต่งอย่างคนเข้าอกเข้าใจ รีดเหงื่อจากน่องเกร็งกลั่นคั้นเป็นหยาดหมึก จารชีวิตขื่นแค้นแต่ไม่สิ้นหวังบรรจุหน้ากระดาษ เมื่อพ่อตัดสินใจนำงานกระจัดกระจายตามนิตยสารต่าง ๆ มารวมเล่ม ปรากฏสองสามสำนักพิมพ์แย่งชิงลิขสิทธิ์ ใครบ้างล่ะไม่สลดใจ หลังอ่านถึงบรรทัดสุดท้ายของเรื่องเล่า เมื่อสามล้อจำใจพาฝรั่งเข้าโรงแรม สถานที่ซึ่งภรรยาเขาทำงานเป็นหมอนวด ความหิวน่ากลัวยิ่งกว่าอะไรดี เรื่องชีวิตภารโรงก็สุดขันขื่น ฉันจำได้ดี ภารโรงคนหนึ่งเพื่อจะได้รับความเคารพ ยามครูบาไหว้วานไปตลาดซื้อเนื้อมาลาบ นอกจากเงินครู แกจะแอบเจียดเงินตัวเองสมทบเข้าไปโดยมิมีใครรู้ เพื่อให้ได้เนื้อมากขึ้น มากกว่าที่ภารโรงรายอื่นเคยซื้อหา จนเป็นที่รักใคร่ชื่นชมของบรรดาคุณครู พ่อฉกาจนักในการเปิดเผยแง่มุมเล็ก​ๆ ของบรรดาคนตัวเล็กจ้อย บรรดาคนปากกัดตีนถีบ​ กรำงานสู้ชีวิตจนกว่าสิ้นลม พ่อถนัดเรื่องสั้นแหละบทกลอน ฉันในวารวันเก่า ๆ ครั้งยังเป็นเด็กน้อยหัวเกรียนนุ่งเตี่ยวขาสั้น ต่อให้สะกดคำไม่คล่องปาก ประสมพยัญชนะสระสะดุดกึกกัก แต่ก็พยายามอ่านจนครบทุกชิ้น เข้าใจไม่เข้าใจบ้างตามประสาเด็ก จากเด็กหัดอ่านงู ๆ ปลา ๆ พอจับดินสอมั่น ฉันริวาดการ์ตูนช่อง เขียนนิทาน เวียนให้เพื่อนร่วมชั้นแอบอ่านในห้องเรียน ใช่ - ฉันเสาะพบที่ทางของตัว พ่อรักการอ่านการเขียน เหมือนกับปู่ ปู่ผู้เป็นนักเขียนเรื่องป่าไม้ บันทึกความทรงจำเมื่อครั้งทำป่าไม้เมืองแพร่กลายเป็นหนังสือเบสต์เซลเลอร์ มิใช่ผลผลิตดีเอ็นเอหรือยีน ทว่าเกิดจากบรรยากาศ แม่ฉันเป็นนักกลอน แต่งกลอนอาเศียรวาทหมดจด น้องชายแม่ก็แต่งหนังสือ​ เมื่อทุกคนเขียน ฉันก็ประพฤติตามต้อย ฉันอ่านเรื่องสั้นของพ่อมาตั้งแต่เด็ก แหละโดยไม่รู้ตัว ฉันซึมซับถ้อยคำตลอดจนความคิดราวเป็นกระดาษเซลโลเฟน เยี่ยงนี้ แม้นอยากเป็นคนเขียนหนังสือเหมือนพ่อ ทว่าก็ปรารถนาหลุดพ้นจากร่มเงาต้นไม้ต้นใหญ่โต แน่ล่ะ​ พ่ออ่านสิ่งที่ฉันเขียน แต่ก็ไม่ก่อนที่มันจะเสร็จสมบูรณ์ พ่อได้อ่านก็ต่อเมื่อมันถูกตีพิมพ์ งานเขียนของพ่อเปี่ยมด้วยมนุษธรรม เห็นอกเห็นใจคนยากไร้ ยืนข้างผู้ถูกกระทำ ในฐานะผู้อ่าน ฉันหลั่งน้ำตาเมื่อตัวละครโดนเอารัดเอาเปรียบ ปีติคราวพวกเขาได้รับความยุติธรรม แต่กับฐานะคนเขียนหนังสือเช่นเดียวกัน ฉันต้องก้าวเท้าให้ยาวขึ้น มิได้หมายความว่างานเขียนแบบพ่อไม่ดี มันดีเอามาก ๆ ดีมากถึงมากที่สุด พ่อเขียนหนังสืออย่างต่อเนื่อง​จนโลกล่วงเข้าสู่ทศวรรษที่ 2000 หลายครั้งแกบ่นเบื่อหน่าย ใคร่วางปากกา เอ่ยเหตุผลทำนองงานเขียนของแกพ้นสมัย ตกยุค นักอ่านที่ไหนจะทนอ่านเรื่องแต่งอันเฉิ่มเชย ฉันต้องกระตุ้นแกให้กลับมาฮึดนั่งโต๊ะปั่นต้นฉบับ ต่อให้ในอนาคต มนุษย์จะอพยพไปตั้งรกรากถิ่นฐานยังดาวศุกร์ ความขัดแย้ง การเอารัดเอาเปรียบก็ยังดำรงอยู่ แหละนั่นก็คือวัตถุดิบที่ปวงนักเขียนบนดาวศุกร์จะหยิบจับมาใช้ งานแบบพ่อไม่มีวันล้าสมัยหรอก เชื่อฉันสิ สาบานให้ฉันเขียนอะไรมิได้อีกเลยก็ได้ ---------- ปืนจากฝั่งทหารก่นคำราม คนทรุดล้มร่างแล้วร่างเล่า เหล่าถ้อยคำแสดงอาการสะใจต่อการตาย การรวมตัวออกมาชำระล้างคราบเลือดโดยคนเมืองหลวง --- ฉันพบเห็นการบรรจบของประวัติศาสตร์ พากเพียรรวบรวมหลักฐานจากแหล่งต่าง ๆ จากวรรณกรรม ตำนานพื้นบ้าน จดหมายเหตุ แหละปากคำผู้คนซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ จากนั้นจึงลงมือขีดเขียน มิได้หวังอะไรมากไปกว่านิยายเล่มเขื่องซึ่งจะอุทิศให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ล้อมปราบใจกลางเมืองหลวงของประเทศที่รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาดอันน่าสลดสังเวชประเทศนั้น ต้นฉบับยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีนัก​ ฉันผ่อนวางบนโต๊ะ รอให้ความนึกคิดตกตะกอนก่อนปรับแปรแก้ไข โดยมิคาดฝัน พ่อดุ่มเดินมาหยิบไปอ่าน เป็นหนแรกที่แกมีโอกาสอ่านงานของฉันก่อนมันสมบูรณ์ ผ่านไปเกือบอาทิตย์ต้นฉบับถูกส่งคืน จากนั้นพ่อเรียกฉันไปพบ แกนั่งเช็ดแว่นอยู่ลำพัง หน้าตาเคร่งขรึม ฉันนั่งลง รอให้พ่อเอ่ย ข้อใหญ่ใจความท่าไม่พ้นต้นฉบับปึกนั้น "ฟังไว้นะ ฉันจะเลิกเขียนหนังสือ" แกว่า จากนั้นโบกมือตัดบทเมื่อเห็นฉันตั้งท่ากล่าวค้าน "อย่าห้ามเลย ฉันทบทวนมาอย่างดีแล้ว" พ่อสวมแว่นกลับ จ้องหน้าฉัน สายตาดุดันจนฉันไม่กล้าหลบตา "แกยังจำกลอนชิ้นแรกที่แกเขียนตอน ป.5 ได้ไหม" ทำไมจะไม่ล่ะ ฉันแต่งส่งครูวิชาภาษาไทย ครูเรียกผู้ปกครองเข้าพบ ด้วยคิดว่าฉันวานพ่อหรือแม่แต่ง ก็เด็กขวบวัยนั้นที่ไหนจะหาญใช้คำว่า 'ปลาสนาการ' โดยมิรอให้อีกฝ่ายเอื้อน พ่อท่องบทแรกของกลอนไม่สะดุด 'นางจันนางมุก ปลุกชาวถลางสู้ ขับไล่ศัตรู ให้ปลาสนาการไป' ไม่คิดมาก่อนว่าพ่อจะจำได้ ฉันน้ำตารื้น มันก็แค่กลอนของเด็กประถม กลอนที่ทำให้คนแต่งโดนไม้เรียวนาบ ฉันสมัย ป.5 เขียนกับมือ แต่งขึ้นเอง ทว่าครูไม่เชื่อ พ่อใช้ปลาสนาการกับเรื่องสั้นหลายเรื่อง ฉันอ่านเจอะแหละจดจำ "รู้ไหม แกแต่งดีกว่าฉันเยอะ ไปไกลกว่าฉัน เขียนดีเกินฉัน" พ่อพูดก่อนหลับตา อันเป็นสัญญาณสิ้นสุดบทสนทนา ฉันถอยออกมา ครุ่นครวญถึงถ้อยคำของพ่อ แกหมายถึงอะไร ฉันเขียนดีกว่าจริงหรือ ชิ้นไหนกันล่ะ - กลอนบทแรก เรื่องสั้นชนะรางวัล กวีนิพนธ์ว่าด้วยการเพ่งพินิจความดำเนินไปของชีวิต นิยายขบถเงี้ยวเมืองแพร่ ร.ศ.121 หมายถึงบางชิ้นหรือทั้งหมด หรือเจาะจงต้นฉบับซึ่งยังค้างคา ไม่จบบริบูรณ์ ---------- พ่อประพฤติดังที่พูด แกมิได้เขียนงานอะไรออกมาอีก วางปากกาถาวร แขวนหมวกนักเขียนข้างตู้หนังสือ ก่อนจากไปเพราะเส้นเลือดแตกในสมอง คงเหลือแต่งานเขียนที่รอให้หลาน ๆ แกตะลุยอ่าน​ ฉันมิได้จรดปากกาเขียนแต่งอะไรใหม่ ๆ เช่นกัน คนเราสามารถทำอะไรได้อีกหรือเมื่อปราศจากภูผาหรือต้นไม้ใหญ่ให้ป่ายปีน หากคุณเคยสดับยินแนวคิดจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ คงเข้าใจเหตุผลที่ฉันวางมือ ส่วนเรื่องที่คุณกำลังอ่าน อันที่จริง ฉันควรเขียนขึ้นก่อนหน้านี้ ก่อนพ่อจากไป เขียนขึ้นให้แกอ่าน เป็นงานชิ้นสุดท้ายที่สื่อสารโดยตรงถึงพ่อ อย่างไรก็ตาม เมื่อมิได้จรดปากกาเขียนแต่งอะไรใหม่ ๆ ทั้งหมดจนถึงบรรทัดนี้ คุณก็แค่จินตนาการว่ากำลังอ่านมัน อ่านเนื้อหาที่ไม่มีอยู่ เนื้อหาผีสาง​ ซึ่งจะปลาสนาการไปทันทีเมื่อกระดาษหน้าสุดท้ายปรากฏคำว่าอวสาน! __________ 18.11.2025, เชียงใหม่

Author Avatar
เด็กชายจากหุบตะวัน
คนเขียน​ คนอ่าน คนดูหนัง คนดูดบุหรี่ แหละเป็นอะไรแหละไม่เป็นอะไรอีกเยอะแยะ

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ