ตายจากข้างในซ้ำ ๆ เปลือกก็ไม่เหลือ
โลกนี้เคยยุติธรรมตรงไหนกัน คุณเคยเห็นไหม แต่ผมไม่ ผมอาจจะด้อยประสบการณ์ หรืออยู่บนโลกนี้ มา น้อยเกินไป หรือ ผมอาจจะคิดแง่ลบมากเกินไป แต่คนเราไม่เคยเท่ากันอยู่แล้ว ผมเป็นนักเปรียบเทียบ เปรียบเทียบทั้งหมดในชีวิตนั่นแหละ ผมมองดูแล้ว ทุกอย่างนี่ช่าง แปลกตากันเสียจริง มันไม่เคยจะทำให้ผมคิดว่าถูกต้องได้เลย ผมก็นิยามไปเองว่าอะไรมันต้องดูถูก อะไรต้องผิด ชีวิตนี่ยากจังนะ ผมรู้ว่าผมก็เคยไม่ยุติธรรม เคยเลว เคยชั่ว ผมก็ไม่ดีมาเหมือนกัน แต่ผมเห็นเล็ก ๆ ในที่ไกล มีแสงหนึ่งที่ส่องไสวอยู่เสมอ ท่ามกลางความไม่เท่ากันของชีวิต ผมมองท้องฟ้าทุกวัน ทุกครั้งที่ค่ำคืนมาเยือน ผมเห็นแสง เห็นจุดเล็ก ๆ มากมาย เราก็ต่างมองเห็นมัน ทั้งดวงที่เล็กที่สุด ไปถึงดวงที่ใหญ่ที่สุด เมื่อท้องฟ้ามืด เราก็มองเห็นทุกอย่าง แต่เมื่อมันสว่างเรากลับมองไม่เห็น เราต่างเป็นมนุษย์มีชีวิต รู้สึก นึกคิด ไร้ศีลธรรม มีรัก มีเกลียด และหลายล้านอย่างที่เราเป็น มันก็เป็นอย่างนั้น เหมือนดาวในยามค่ำ เราก็เป็นและอยู่ในจุดที่ต่างกัน บางช่วงเวลาก็ต้องเคลื่อนไป ย้ายที่ ย้ายทิศทาง ผมมองทั้งหมดแล้ว มันก็เป็นมุมมองที่ว่ามันก็เป็นไปตามที่มันเป็น ความยุติธรรม ความไม่เท่ากัน ถ้ามองตามจริง มันก็เหมือนความตาย เหมือน ดวงดาว มันเชื่อมโยงกันได้หมด ถ้าเราจะเชื่อมมัน เอาตามจริง เรามองท้องฟ้า เราก็เข้าใจและได้รับรู้กันคนละแบบ จากสถานการณ์ ที่เกิดขึ้น เราเจอมาเหมือนกัน แต่ทุกวิธีที่ใช้มันต่างกันโดยสิ้นเชิง ทุกอย่างมันเหมือนหรือคล้ายตรงที่ว่า เกิดดับ
วันเวลา เปลี่ยนไป ท้องฟ้าก็เปลี่ยนไป ค่ำคืนไม่เคยเหมือนเดิม ดวงดาวไม่เคยเหมือนเดิม บางดวงดับ บางดวงเกิด จิตก็ดับ และเกิด มันเกิดเพราะมันเกิดขึ้น ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปเสมอ ครั้งที่เราเจอเหตุการณ์นี้ วันนี้เราแก้ไขอย่างนี้ วันหน้าเราก็ได้รู้แล้วว่าจะแก้ไขยังไง เราลองมันมาเรื่อย ๆ จนเราได้รู้ว่าอะไรดูโอเคสำหรับสิ่งนั้น ผมแค่อยากจะกล่าวถึง ว่า มนุษย์เราช่างแตกต่างกันไปในทั้งหมด ในส่วนลึกที่ไม่อาจหยั่งถึง ส่วนลึกที่ไม่อาจหยั่งรู้ เราก็ต่างไม่รู้ เราก็ต่างเกิดมาแล้วเริ่มนับ ก ข ค ง กันครั้งแรก เราเริ่มนับเลขหนึ่ง สอง สามได้ เราก็เพิ่งได้ทำ เราก็ต่างได้เจอมันครั้งแรก ครั้นที่มนุษย์ทำผิดไป ครั้นที่มนุษย์ทำผิดไปอย่างมหันต์ ครั้นที่เหตุการณ์เลวร้ายถึงขีดสุด ถ้ามองดี ๆ มันก็ไม่ใช่หนึ่งในร้อย เรามนุษย์ทำมันนับไม่ถ้วน ล้านคนล้านอย่าง ผมไม่อยากให้เราสนับสนุนสิ่งที่ไม่ดีสิ่งที่ผิดบาปให้มองอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นแค่ ชีวิตที่มนุษย์ทุกคนต้องเรียนรู้และผ่านมันไป ในหลาย ๆ แง่มุม แต่ไม่ใช่การทำลงไปแล้วจึงจะรู้ เราต่างรู้ก่อนจะทำ แต่ก็ยังทำ มันก็แปลกดีเหมือนกัน ชีวิตมันไม่มีอะไรมาก ไม่มีอะไรให้คิดเยอะ มันก็แค่เกิดขึ้นแล้วดับลงไป และได้รู้ เมื่อรู้แล้วก็แค่ได้รู้ มันก็แค่นั้น อย่างการนินทา การโกง การลักขโมย การแย่ง การพูดเพ้อเจ้อ เราทำลงไป เราได้เรียนรู้ ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดี ที่ควร แต่เราก็ยังจะกล้าทำ ด้วยเหตุผลที่เราต่างสร้างขึ้นเพื่อทำ แต่นั่นก็เพราะเราเป็นมนุษย์ ผมว่ามันก็แย่เกินไปหน่อย เป็นมนุษย์ก็ใช่ว่าจะต้องทำเรื่องแบบนั้น มนุษย์เราหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเพื่อจะทำสิ่งที่แย่ เพื่อให้มันมองว่าดี เราต่างถนัดกัน และเรารู้ ไม่ใช่ ไม่รู้ มันจะกลายเป็น แมว เข้าได้ แมว มันลักขโมยอาหาร มันปิดพัดลมตอนที่ผมนั่งตากพัดลมอยู่ มันเปิดฝาหม้อแอบกินปลา มันเปิดตู้กับข้าวหาปลา มันทำเป็นรอเข้าห้องน้ำ มันแกล้งเข้าห้องน้ำนานเพราะมันเห็นผมมองมันอยู่ มันฆ่าแมลง มันตะปบสัตว์ตัวเล็ก มันฆ่างู มันตบหน้าหมา มันดึงหางจิ้งจก มันกัดผม แมวผมเอง ผมถึงพูดได้ แต่ ถามซิว่า มันรู้เรื่อง มันเข้าใจไหม ว่ามันฆ่าใคร มันลักขโมย มันแอบกิน มันมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพี่น้องของมัน ผมไม่รู้หรอกว่ามันรู้หรือเปล่า มันทำเพราะมันไม่รู้ มันทำเพราะสัญชาติญาณ มันทำเพราะสนุก มันทำเพราะอยาก มันทำเพราะหลง หรือมันแค่ทำเพราะแค่ทำ แล้วเราเป็นมนุษย์ ผมมองเห็นว่าพฤติกรรมเราจะเป็นเหมือนสัตว์เข้าได้ เราต่างอยากเอาตัวรอด อยากเอาชีวิตรอดให้ได้ในทุกวัน เราทำได้หมด ทั้งดีไม่ดี แล้วที่เราเป็นมนุษย์เป็นคน ที่เราต่างบอกว่าประเสริฐนักหนา แต่พฤติกรรมเราก็ไม่ต่างจากสัตว์ทั้งโลกเนี่ยนะ ไม่ใช่ว่าผมจะว่าสัตว์นั้นไม่ดี สัตว์มันไม่รู้ มันไม่ได้เรียนรู้มากกว่ามนุษย์ มันไม่มีความเข้าใจ เรื่องยาก ๆ พวกนี้ ที่เรามองว่ามันง่ายแสนง่าย บางครั้งพวกมันทำพฤติกรรมแย่ เราก็แค่เข้าใจมัน ว่ามันเป็นเพราะมันเป็นอย่างนั้น จะไปด่าว่าสัตว์ผมว่ามันก็กระไรอยู่ ด่าว่ามนุษย์ด้วยกันเองก็กระไร ผมหวังให้เราเมตตาต่อกัน ถ้าสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วก็แค่เกิดขึ้นแล้ว ผลก็เป็นตามเหตุที่ทำ มันยุติธรรมตรงนี้ ผมหวังแค่ให้มนุษย์เรา ไม่เป็นสัตว์เสียเอง เพียงเพราะความอยากเท่านั้น อยากอะไรได้บ้าง อยากนี่มันชนะเมตตาเสียอีกถ้ามองด้วยความอยาก แต่ถ้าเอาเมตตามามองความอยาก มันก็ชนะความอยากได้ หลายคนถามตัวเองว่า คนนั้นทำชั่วแต่ก็ยังได้ดี คนนั้นทำดีแต่ก็ได้ชั่ว หรือคนนั้นทำดีแต่ก็ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครสนใจ ไม่เห็นว่ามันจะต่างกันตรงไหน ผมแค่อยากบอกว่า เขาทำดี เขาเห็นและเขาได้ มันได้จากข้างในค่อย ๆ ปรับมาจน ข้างนอกดีตาม ส่วนคนที่ทำชั่ว เขารู้ว่าเขาชั่ว เขาเห็นมันจากข้างใน และค่อย ๆ เผย จนชีวิตพัง ดีชั่วคืออะไร ดีก็คือสิ่งที่ทำแล้วดี ชั่วก็สิ่งที่ทำแล้วเกิดความชั่ว เราก็ต่างรู้กัน ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวกับความตายตรงส่วนใด แต่ค่อย ๆ พิจารณาเอาเถิด ผมจะพูดความตายที่เป็นความตายจริง ๆ ในบางความเชื่อ เชื่อว่าตายแล้วเกิด ตายแล้วชดใช้กรรมดีชั่ว ตามที่ทำมา บางคนเชื่อ ตายแล้วดับ ตายแล้วไม่มีอะไร คือตายแล้วจบ มันก็คล้ายจะบอกว่า ตายแล้วไปนรกสวรรค์ คือเรารับกรรมตามเหตุที่ทำ และ ถ้าตายไปแล้วจบ คือเราไม่ได้รับผลอะไรจากที่ทำ ผมว่าทั้งสองนี้มันโยงเกี่ยวกับการทำสิ่งที่ดีและไม่ดี แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นอะไร ใครเชื่ออะไรก็ช่าง ผมเคยฟัง คนถกเรื่องพวกนี้ ผมแค่สงสัย ว่าเชื่ออะไรก็เชื่อไป แต่การทำดีนั้น มันก็ส่งผลดีต่อตัวเอง ทำชั่วแล้วมันจะส่งผลดีเป็นไปไม่ได้ อย่างแน่นอน
คนเราตายจากข้างในซ้ำ ๆ เพราะสิ่งที่เราคิดและทำอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ หลายอย่างที่เรายึด ๆ หลายอย่างที่ เราอยาก ๆ มันลึกกว่านั้น แต่ ถ้าต้องพูดก็ยาวเหยียด คนเราไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากมายเราก็ต่างรู้ตัวกันดี ตัวตนเราก็ตายเพราะเราอยาก อย่างนั้น อย่างนี้ เราตายไป ตายไป จนเหลือแค่เปลือก เราจะต้องตายจากข้างในยังไม่พอจนข้างนอกเราก็ตายตาม ๆ กันไป ทีนี้ทั้งผลทั้งเปลือกก็โดนตะบี้ตะบันจนแหลก โดยที่ยังไม่ทันได้ทำอะไรดี ๆ เลย เนี่ยนะ แล้วมันจะทันไหม แล้วเราจะก้าวข้ามการตายนี้ยังไง ไม่ใช่ความตายของร่างกาย ก็แค่ทำสิ่งที่ดี พอพูดเรื่องความดีแล้วคุณก็ พูดว่า “แหม ความดีเนี่ยนะ หรือ ผมไม่เชื่อหรอก ก็ไม่เคยเห็น” ถ้าว่าอย่างนั้นก็ไม่มีคำพูดแล้ว คนเราทำอะไรก็ได้อย่างนั้น คุณให้ของคนมีหรือคุณจะรู้สึกไม่ดี มีหรือ คนที่รับของนั้นจะด่าคุณ กลับกัน ถ้าคุณ เอาปากไปด่า คนตรงหน้า มีหรือเขาจะไม่ด่ากลับ อาจจะไม่ด่ากลับแต่ ลับหลังคุณล่ะ พอผมบอกว่าเมตตาชนะทุกสิ่ง หรือ ศีลห้าลองทำดู ถ้าคุณทำได้ ชีวิตคุณดีแน่ คุณก็บอกว่า“ไม่เอาแหละ ผมไม่ทำหรอก จะตกนรก จะตายยังไงก็ช่าง ขอแค่ได้ ด่ามัน ขอแค่ได้ต่อย ขอแค่ได้แช่ง ขอแค่ได้ พูดสักนิดเหอะ ขอแค่มันพังผมก็พอใจ ผมก็ไม่สนอะไรแล้ว จะชาตินี้ชาติหน้า ช่างมันผมไม่เชื่ออะไรทั้งนั้น” ผมก็หมดคำพูดแล้วจริง ๆ ผมจะบอกให้คุณรู้ว่าผมไม่ตายจากข้างใน เพราะอะไร โดยแค่ การมองให้เห็นความจริงของชีวิต เข้าใจแล้วก็มีเมตตา แล้วเตรียมตัวตายอยู่เสมอ แล้วอยู่ด้วยความไม่ประมาท แน่นอนมันจะทำให้เกิดปัญญา แล้วเกิดสติ แล้วเริ่มมองเห็นความเสื่อมไป ว่ามันเป็นธรรมดา ทุกอย่างเป็นปกติ มองมัน รู้มัน เหมือนการกินส้มตำ หนึ่งคำเผ็ด สองคำเผ็ด ก็รู้เห็นว่าเผ็ด ไม่ใช่ โวยวายเผ็ดจะตายอยู่แล้ว ร้อนก็ร้อน หรือ มันเผ็ดเกิน ไม่อร่อยละ วันหลังไม่มาร้านนี้ละ แต่ทุกคนก็มีสิทธิ์เลือก ผมแค่ให้เรามองมัน ผมว่าถ้าเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งจริง เราก็เหมือนเกิดใหม่ ในร่างเดิมนี่แหละ

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น