ทฤษฎีเรื่องนาคกัมพลและนาคอัสสดร

ทฤษฎีเรื่องนาคกัมพลและนาคอัสสดร

ตามพระไตรปิฎก นาคทั้ง ๒ กลุ่มนี้ มักถูกเรียกรวมกันว่า นาคกัมพลอัสดร เป็นนาคระดับเสนาบดี ซึ่งก็น่าจะจัดอยู่ในหมู่ของนาคทั้ง ๔ ตระกูล แต่เพราะนาคทั้ง ๒ กลุ่มนี้ มีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างจากนาคทั้ง ๔ ตระกูลทั่วไป และยังอยู่ในระดับเสนาบดีทั้งคู่ จึงถูกเรียกรวมกันเป็น นาคกัมพลอัสดร ตามไปด้วย


ตามพระไตรปิฎก ถิ่นที่อยู่อาศัยของนาคกัมพลอัสดร คือ เชิงเขาสิเนรุ ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกันกับกองนาคอารักขาขุนเขาสิเนรุชั้นแรกที่ใช้ป้องกันกองทัพอสูรในเทวาสุรสงคราม เมื่อนำมารวมกับข้อมูลที่ว่า นาคทั้ง ๒ กลุ่มนี้เป็นเสนาบดีทั้งคู่ จึงอนุมานได้ว่าพวกนาคที่เป็นกองอารักขาขุนเขาสิเนรุชั้นแรก ก็คือ นาคกัมพลอัสดร นี่เอง


ลักษณะทางกายภาพ


นาคกัมพล หากแปลตามความหมายของชื่อ อาจหมายถึง นาคผ้าขนสัตว์ ซึ่งผ้ากัมพลก็ทำจากขนสัตว์หลากหลายชนิด ที่ทำจากเส้นผมมนุษย์ก็มี


หากอิงตามความหมายนี้ อาจอนุมานได้ว่า เกล็ด (เส้นขน) ของนาคกัมพลอาจสามารถใช้ถักทอเป็นผืนผ้ากัมพลได้ ทว่าโดยทั่วไป เกล็ดของสัตว์ไม่สามารถนำมาถักทอได้เหมือนกับขนสัตว์ ลักษณะของนาคกัมพลตามความหมายนี้จึงอาจยังไม่ถูกต้อง


อีกความเป็นไปได้ ต้องอ้างอิงจากข้อมูลเพิ่มเติมจากพระไตรปิฎกที่ระบุว่า นาคกัมพลเป็น ๑ ในกลุ่มนาคที่พวกครุฑไม่สามารถจับได้ ก็อาจอนุมานได้ว่า เกล็ดของนาคกัมพลอาจมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถหลุดลอกออกจากผิวหนังเป็นแผ่นๆ เหมือนกับผ้ากัมพลได้เองเมื่อถูกจับ พวกครุฑจึงไม่สามารถจับตัวได้ เพราะจับทีไรก็ได้แต่เกล็ดหลุดติดมาตลอด พวกนาคกัมพลก็ฉวยโอกาสว่ายน้ำหนีไปไกลได้ทุกครั้ง คล้ายกับพวกตุ๊กแกเกล็ดปลา ที่สามารถสลัดเกล็ดทิ้งเพื่อหนีเอาตัวรอดเมื่อถูกจับได้


อนึ่ง นาคกัมพล อาจเป็นพวกที่ปล่อยพิษออกมาทางผิวหนัง (นาคสามารถปล่อยพิษได้ ๔ ทาง คือ เขี้ยว ดวงตา ผิวหนัง ลมหายใจ) ทำให้เกล็ดที่หลุดออกไปเป็นเกล็ดพิษ ยิ่งรวมกับสถานะเสนาบดีอารักขาขุนเขาสิเนรุชั้นแรก พวกครุฑเองก็คงไม่อยากจับนาคกัมพลให้เสียเวลา


แม้พวกครุฑจะมีมนตร์อาลัมพายน์ที่ใช้ร่วมกับพวกสมุนไพรเพื่อสลายพิษเวลาจับนาค แต่ด้วยสถานะระดับเสนาบดี และความสามารถในการสลัดเกล็ดทิ้งได้ ก็คงมากพอแล้วที่จะทำให้พวกครุฑไม่สนใจนาคกัมพล


ตามพระไตรปิฎก เมื่อนาคลอกคราบ จะต้องอยู่ในร่างของงูใหญ่ ไม่สามารถแปลงกายเป็นอื่นได้ ดังนั้น ในกรณีของนาคกัมพล เมื่อมีเกล็ดหลุดออกจากร่าง แม้เพียงชิ้นเดียว ก็น่าจะทำให้นาคกัมพลไม่สามารถแปลงกายได้ ต้องอยู่ในร่างของงูใหญ่จนกว่าเกล็ดชิ้นใหม่จะงอกกลับขึ้นมาสมบูรณ์อีกครั้ง หากเกล็ดหลุดไปเยอะ ก็ต้องรอจนกว่าเกล็ดทุกชิ้นจะงอกกลับขึ้นมาสมบูรณ์ตามเดิม ซึ่งในการงอกเกล็ดใหม่ของนาคกัมพลแต่ละตนน่าจะใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน ยิ่งเป็นนาคกัมพลที่เก่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งงอกเกล็ดคืนกลับมาได้เร็วเท่านั้น บางตนอาจสลัดเกล็ดเก่าทิ้งแล้วสามารถงอกเกล็ดใหม่กลับขึ้นมาได้สมบูรณ์แบบฉับพลันทันทีเลยก็ได้


ในการออกแบบ ถ้าอิงตามทฤษฎีนี้ ก็ชัดเจนว่าเกล็ดของพวกนาคกัมพลควรมีลักษณะกลมมนคล้ายกับเกล็ดปลาด้วย


นาคอัสดร หากแปลตามความหมายชื่อ อาจหมายถึง นาคม้าอัสดร ซึ่งคำว่า อัสดร มาจาก อัสส + ตร แปลว่า สิ่งที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าม้า เพราะม้าอัสดรมีพ่อเป็นลาและมีแม่เป็นม้า ปัจจุบันตรงกับ mule เพราะมีลักษณะตรงกับม้าอัสดรตามพระไตรปิฎก คือ เป็นม้าที่มีความสามารถสูงกว่าม้าธรรมดา


ส่วน ล่อ (ฬ่อ) คือ hinny มีพ่อเป็นม้าและมีแม่เป็นลา มีขนาดตัวเล็กกว่าม้า


ดังนั้น ลักษณะของนาคอัสดร หากอ้างอิงตามนี้ อาจอนุมานได้ว่า เป็นนาคที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าม้า คือ อาจมีความแข็งแรงทนทาน คล่องแคล่วว่องไว สามารถปีนป่ายไปตามพื้นที่ที่สูงชันได้ เมื่อถูกครุฑหมายตาก็สามารถหลบหลีกได้อย่างง่ายดายจนครุฑไม่สามารถจับตัวได้เลย ยิ่งรวมกับสถานะเสนาบดีอารักขาขุนเขาสิเนรุชั้นแรก พวกครุฑเองก็คงไม่อยากจับนาคอัสดรให้เสียเวลา จับยังไงก็ไม่ทัน เหนื่อยเปล่า


ในการออกแบบ ถ้าอิงตามทฤษฎีนี้ เกล็ด รูปร่าง รึการเคลื่อนไหวของพวกนาคอัสดรอาจมีลักษณะที่สื่อถึงความคล่องแคล่วว่องไวในการว่ายน้ำ


อนึ่ง พวกนาคกัมพลอัสดรทั้ง ๒ กลุ่มนี้ น่าจะถือกำเนิดในนาคทั้ง ๔ ตระกูลเหมือนพวกนาคปกติทั่วไป แต่การที่มีตำแหน่งเป็นเสนาบดีทั้งคู่ จึงอนุมานได้ว่า นาคกัมพลอัสดรเดิมทีก็คือนาคธรรมดาๆ ใน ๔ ตระกูล ที่สามารถฝึกฝนทักษะการต่อสู้จนชำนาญ ได้รับความสามารถพิเศษทั้งกัมพลและอัสดรอย่างใดอย่างหนึ่ง (บางตนฝึกสำเร็จเป็นนาคกัมพล บางตนฝึกสำเร็จเป็นนาคอัสดร) จึงถูกแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดี และส่งตัวไปประจำการอยู่ที่เชิงเขาสิเนรุเพื่อป้องกันกองทัพอสูรนั่นเอง


Author Avatar
นาคเฝ้าคัมภีร์ ไตรศิระ

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ