ฝนตกอีกแล้ว
ฝนตกอีกแล้ว คืนนี้คงเหงากว่าคืนไหน ๆ
ฉันยังจำสำเนียงการร้องเพลงของเธอได้ดี เสียงเล็ก ๆ แหบนิด ๆ และเหมือนจะไม่ตรงกับคีย์เพลงสักเท่าไหร่ ผสานกับเสียงดีดกีต้าร์โปร่งสายขึ้นสนิมของฉันด้วยแล้ว บทเพลงนี้ยิ่งห่างไกลจากต้นฉบับจนแทบไม่หลงเหลือเค้าเดิม
แต่ใครจะสนล่ะ ใครจะไปสนเรื่องคัดลอกเลียนแบบอะไรทำนองนั้น ก็ในเมื่อบนดาดฟ้ายามอาทิตย์ทอแสงสุดท้ายแห่งวันมีเพียงแค่เราสองคน ทุกสิ่งอย่างที่วุ่นวายวกวนสับสนเบื้องล่าง ไม่อาจรบกวนช่วงเวลาของเราได้ สายตาเราสบกันบางครั้งคราว รอยยิ้ม เสียงหัวเราะมีให้กันบ้างพอชุ่มชื่นใจ หลากหลายบทเพลงบรรเลงไปจบบ้างไม่จบบ้าง จวบกระทั่งฟากฟ้าครามดำมืด เราจึงเอ่ยคำลา แล้วนัดหมายด้วยคำสัญญา ว่าจะกลับมาพบกันใหม่
แต่นั่นมันก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ตัวฉันในวันนั้นต่างกันกับวันนี้เหลือเกิน เธอเองก็เช่นกัน จากต่างคนต่างวางตัวสุภาพเรียบร้อย รักษาระยะห่าง เกรงอกเกรงใจต่อกัน กลับกลายเป็นว่าทุกวันนี้ เราต่างเปิดเผยแทบทุกด้านให้กันรับรู้
เพราะอะไรนะ
เพราะอะไร
ฉันเคยคิดหาคำตอบอยู่เหมือนกัน แต่มันก็ยังไม่ได้คำตอบแน่ชัดสักที ฉันจำต้องเขียนอะไรสักอย่างในเช้าวันฝนพรำแบบนี้ โดยมีเสียงรถราวิ่งบนท้องถนนดังอื้ออึงอยู่ไกล ๆ และเสียงแม่ค้าตะโกนขายของ เสียงเห่ากรรโชกของสุนัขจรจัด เสียงแมวอ้อนออดคลอเคลียขอหัวปลาทูจากเจ้าของ และเสียงเด็กอนุบาลงอแงไม่อยากไปโรงเรียน
ฉันเขียน เขียนเพื่อค้นหาหาคำตอบ โดยหวังว่าเธอเองก็อาจได้คำตอบเหมือนกันหากได้ผ่านมาอ่านถ้อยคำอันยืดยาวเหล่านี้ หรือบางที เราทั้งคู่อาจยังไม่มีคำตอบ แต่ไม่เป็นไร ฉันยังเพียรพยายามต่อไป
แล้วบทเพลงของเราก็ค่อย ๆ เปลี่ยนตามวันเวลา จากวันสู่สัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนกลายเป็นปี มารู้ตัวอีกที เราไม่ค่อยได้ร้องเพลงด้วยกันสักเท่าไหร่ จะมีบ้างตอนเราอยู่ด้วยกันในห้องเช่ารายวันแสนเรียบง่ายเป็นกันเอง ฉันจิบเบียร์กระป๋องแล้วกระป๋องเล่า ค่อย ๆ เลือกเพลงในยูทูป เธอเองก็นั่งกินมันฝรั่งทอดบนเตียงอย่างเอร็ดอร่อย อ้าปากร้องเพลงตามบางท่อน โดยบางทีเธอก็จำชื่อเพลงและชื่อนักร้องไม่ได้
แปลกเหมือนกัน เพราะจู่ ๆ ฉันก็กล้าจะแหกปากร้องเพลงไปพร้อมกับเธอ ฉันไม่เคยเห็นตัวเองในมุมนี้เลย ยิ่งอายุฉันมากกว่าเธอตั้งสิบปี ฉันกลับกล้าทำตัวบ้า ๆ บอ ๆ ไม่ต่างจากเด็กวัยรุ่นมัธยมต่อหน้าเธอ ฉันหลงลืมการวางตัวเป็นผู้ใหญ่ทรงภูมิน่าเคารพไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันลุกขึ้นยืนโยกหัวราวคนบ้า สะบัดผมยาวสลวยไม่เกรงอกเกรงใจ ร้องเพลงร็อคยุคสองพันไปพร้อมกับเธอโดยไม่สนคีย์หรือจังหวะ บางทีก็เอามือไปขยี้ผมฟู ๆ ของเธอจนยุ่งเหยิงมากกว่าเดิม บางทีก็กดหัวเธอให้โยกหัวตาม แล้วเราก็หัวเราะร่วนร่าด้วยกัน หัวเราะหน้าแดง น้ำหูน้ำตาไหล ใช้นิ้วจี้เอวกันไป หยอกล้อกันเหมือนอายุเราไล่เรี่ย
ฉันรู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เป็นเด็กร่าเริงแจ่มใส กล้าแสดงออก ไม่ปกปิดซ่อนเร้นเสแสร้งอะไร
แต่ในขณะเดียวกันฉันก็เกิดความกลัว กลัวว่าวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้จะกลายเป็นแค่ความทรงจำสีจืดจางค่อย ๆ เลือนรางหายไปในการรับรู้ เพราะฉันอายุมากแล้ว อายุมากกว่าเธอ ฉันมักเน้นย้ำคำนี้เสมอ ฉันยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ต่างจากคนวัยเดียวกันที่พวกเขาออกรถคันใหญ่ป้ายแดง ผ่อนบ้านจัดสรร บ้างผ่อนคอนโดหรู มีหน้าที่การงานมั่นคง แต่งตัวดูดีสะอาดสะอ้าน
ส่วนฉัน ฉันมัวจมกับความฝันอยากเป็นนักเขียนระดับโลก เป็นนักดนตรี นักเดินทาง นักอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ฉันชอบพูดจาเพ้อเจ้อเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ มีแต่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ไร้ราคา ปากพ่นคำปรัชญาเข้มข้นจอมปลอมกรอกหูเธอไม่เว้นวัน ทำราวกับว่าตนเองบรรลุทุกอย่าง เข้าใจทุกอย่าง และละวางได้หมดแล้ว
แต่แปลก เธอกลับตั้งใจฟังที่ฉันพูด เธอกล่าวชื่อชม เธอไม่เร่งร้อน เธอปลอมประโลม เธอบอกว่าไม่เป็นไร ค่อย ๆ ทำตามความฝันไปนะพี่ หนูจะคอยให้กำลังใจ และจะยืนอยู่ข้าง ๆ
เธอมักจะพูดอะไรทำนองนี้เรื่อยมา แต่ลึก ๆ ฉันเริ่มไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอันหรือเปล่า ฉันไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตยืนยาวไว้จับมือเธอเดินบนเส้นทางแห่งฝันได้ไหม ตรงปลายฟ้านั้นที่แสงตะวันสดใสสาดส่อง ฉันไม่รู้ว่าตนเองจะมีเรี่ยวแรงเดินไปกับเธอหรือไม่
ไม่เป็นไรพี่ เธอก็พูดคำนี้ออกมา พูดเสมอเวลาฉันท้อแท้สิ้นหวังกับอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิต
เราไม่ได้ร้องเพลงด้วยกัน ฉันไม่ได้ดีดกีต้าร์ให้เธอฟังอีกแล้ว ฉันมีแต่ถ้อยคำตัดพ้อชีวิตระบายออกมาให้เธอฟังในแต่ละคืน ฉันมีแต่ความป่วยไข้ทางใจและทางกายบอกเล่าให้เธอฟังแทบทุกวัน ชีวิตที่ผ่านมาของฉันล้มเหลวไม่เป็นท่า ฉันทำผิดพลาดรุนแรงมาอย่างไม่น่าให้อภัย จนไม่คิดว่าตัวเองจะมีใครมามอบความรัก
แต่สุดท้าย ก็เป็นเธอ เป็นเธอเพียงคนเดียว
ฉันจำได้ในวันที่ฉันบอกเล่าว่าอดีตฉันเป็นยังไง เธอนั่งนิ่งฟัง สีหน้าเรียบเฉย แววตาใต้แว่นหนาไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ พอฉันเล่าจบ ฉันกังวลว่าเธออาจจะตีตัวออกห่างและไม่กล้าสานสัมพันธ์กับคนอย่างฉันต่อ ก็เธอยังสาว ยังสวย ยังอายุน้อย ยังมีโอกาสได้เจอใครที่เหมาะสมกว่าฉัน
แต่เธอกับบอกว่าไม่เป็นไร
เธอไม่คิดไรมาก
เรื่องมันผ่านมาแล้ว
ชิล ๆ
เธอไม่ได้ตัดสินคนเพราะเรื่องแบบนี้
แล้วเธอก็ยิ้ม ชวนฉันคุยเรื่องอนิเมะ เรื่องหนังสือแฮรี่ พอตเตอร์ เรื่องมังงะ จนฉันต้องตามไปดู ตามไปอ่าน ฉันค่อย ๆ เข้าไปอยู่ในโลกของเธอช้า ๆ ผสานกลมกลืนความชื่นชอบของเธออย่างแนบเนียน ฉันเริ่มรู้สึกปลอดภัยจากอดีตเลวร้ายอย่างบอกไม่ถูก ในพื้นที่และช่วงเวลาเหล่านั้นไม่มีใครมาตามตัดสินหรือเฆี่ยนตีกล่าวโทษ ในนั้นมีแต่ความสงบ ความเงียบ ความเย็น และความสนุกสนาน
เราคุยกันทุกเรื่อง เราตัดพ้อใส่กัน ทะเลาะกัน เถียงกัน พ่นคำหยาบใส่กัน และเกือบจะลงไม้ลงมือกัน ฉันเองนี่แหละที่อารมณ์ร้อนรุนแรง ไม่สนใจความรู้สึกเธอเลย เอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ฉันไม่เก็บกักอะไรไว้เลยเวลาอยู่กับเธอ ฉันปลดปล่อยมันออกไปเต็มที่ ไม่พอใจใครในที่ทำงาน ฉันก็มาระบายให้เธอฟัง โกรธเกลียดอะไรก็มาเล่า ด่าคนโน้นคนนี้ นินทาเพื่อนบางคน บ่นเรื่องพ่อแม่ญาติพี่น้อง จนบางครั้งเมล็ดพันธุ์ความเกลียดชังของฉันก็กระเด็นลงไปในพื้นดินแห่งความปลอดภัย ฉันเกรงว่าสักวันมันจะเจริญเติบโตขึ้นมาในตัวเธอ และสร้างความวุ่นวายใจต่าง ๆ นานาตามมาไม่รู้จบ
ฉันขอโทษ หากมันเป็นแบบนั้น ฉันมันคนเห็นแก่ตัว เวลาฉันได้พูดได้แสดงออก ฉันได้เห็นตัวตนของฉันมากขึ้น เข้าใจตนเองมากขึ้น รู้สึกปลอดภัยที่ได้นั่งใกล้เธอที่ไหนสักที่ ฉันมั่นใจและอบอุ่นใจว่าจะไม่มีใครเข้ามาล่วงรู้ว่าฉันพูดจาว่าร้ายต่อใครบ้าง เธอเป็นผู้ฟังที่ดี เป็นเหมือนบ้านหลังเล็ก ๆ เคลื่อนที่พร้อมจะเปิดประตูต้อนรับให้ฉันเข้าไปพักพิง เป็นเหมือนเบาะนอนนุ่มนอบกะทัดรัดที่มีหมอนผ้าห่มสีสันหวานแหววทว่าอบอุ่น เป็นเหมือนภาพวาดโมโนโทนที่เปิดโอกาสให้คนดูจินตนาการต่อ เป็นเหมือนบทเพลงที่ยังไม่มีเนื้อร้อง รอให้ฉันเติมแต่งสรรค์สร้าง เป็นเหมือนอาหารไร้การปรุงแต่งรสชาติ เป็นเหมือนสายลมยามเย็น มองไม่เห็นแต่ก็มีอยู่ สัมผัสได้ด้วยหัวใจ
มันเป็นแบบนั้นเรื่อยมา ผ่านไปกี่ฤดูเธอก็ยังอยู่ตรงนั้น เรามีความสุขกันเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวย จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันล้มป่วยด้วยโรคแห่งยุคสมัย การใช้ร่างกายมากเกินควร ทำให้ร่างกายที่ฉันคิดว่าแข็งแรงเป็นอันต้องเสื่อมถอย ฉันปวดหลัง ร้าวลงขา มีอาการชาร่วมด้วย ทำให้เดินเหินลำบาก นั่งนาน ยืนนานไม่ได้ นอนก็ไม่ค่อยหลับ สูญเสียโอกาสเดินทางท่องเที่ยว พลาดการเล่นคอนเสิร์ตในฐานะมือกลอง หมดเงินเสียเวลาไปรักษาตามคลินิกแพง ๆ ไปลองนวดแผนไทยกับร้านชื่อดังก็ไม่หาย จนถึงขั้นย้ายที่อยู่ให้ใกล้ที่ทำงาน จะได้ไม่ต้องนั่งรถไกล ๆ
รู้อะไรไหม ตอนนั้นฉันไม่อยากให้เธอมารู้จักฉันเลย ฉันรู้ตัวดีว่าตนเองไม่พร้อมจะมีใครในชีวิต ฉันทดท้ออ่อนแอสิ้นหวัง ไม่อยากรักษา ไม่อยากสู้ต่อ ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น แต่เธอก็เพียรมาหาฉัน เอาข้าว เอาน้ำ เอาขนมมาให้ ออกเงินเลี้ยงก๋วยจั๊บญวน เลี้ยงข้าวกล่องเซเว่น สมัครเน็ตฟลิกซ์ ชวนฉันดูหนัง ดูการ์ตูน ฟังเพลง เธอมานอนกอดฉันบนเตียงยวบยาบ หวีผมให้ฉัน ใช้มือบีบนวดแขนขาและแผ่นหลังให้ฉัน เธอพยายามหาเวลามาอยู่กับฉัน ทั้งที่เธอเองก็กำลังเจอกับปัญหาการตกงาน ที่บ้านกดดัน ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้สึกยังไงกันแน่ เธอไปเอาเรี่ยวแรงและพลังมาจากไหนเยอะแยะ เธอทำโน่นทำนี่มากมาย ทั้งงานบริษัทที่บ้าน งานวาดรูป งานเขียน ติวภาษาอังกฤษ ทำพอร์ต และก็พยายามหาสมัครงาน เธอเข้มแข็งกว่าที่ฉันคิด ผิดกับฉันโดยสิ้นเชิง ฉันเจ็บปวดแค่นิดหน่อยก็พาลพาท้อใจปานจะตายในอีกไม่กี่วัน
จนถึงคืนหนึ่ง ฝนตก ใช่ฝนตกลงมาได้ทุกเมื่อเวลาฉันเสียใจ ฉันปิดไฟนอนกลิ้งไปมาบนที่นอนใหม่ที่ซื้อมาโดยคิดว่ามันจะช่วยให้ฉันหายปวดหลัง แต่กลายเป็นว่า มันกลับทำให้ฉันปวดมากกว่าเดิม ฉันถูกหลอกอีกแล้ว ถูกโซเซียลแนะนำที่นอนเพื่อสุขภาพ ถูกโปรโมชั่นโน้มน้าวง่ายดาย สุดท้าย มันก็แค่ที่นอนอัดนุ่นธรรมดา
ฉันทั้งเจ็บใจ เจ็บปวดร่างกาย ไม่อยากขยับตัว อยากข่มตาหลับ แต่มันก็นอนไม่หลับ เสียงรถราวิ่งผ่านไปมาหน้าหอพัก แสงไฟถนนสาดแยงตา ฉันไม่มีสมาธิเลย ฉันนอนกอดหมอน กอดผ้าห่ม เปิดเพลงบรรเลงให้คลื่นสมองต่ำ เปิดธรรมมะเซนฟังกล่อมเกลาจิตใจ จนกระทั่งเปิดเพลงเมทัลทำนองโหยหวนกรอกหู
ผ่านไปหลายชั่วโมง เสียงฝน เสียงรถรา และแสงแยงตาก่อกวน ฉันเริ่มจมลงในความคิดหม่นมืด เห็นบาดแผลการกระทำผิดต่อคนอื่นฉายชัด ครอบครัวที่ฉันเคยมี ลูก ๆ น่ารักสองคน พ่อตา แม่ยาย ความอบอุ่น ความยินดี ความไว้วางใจ ฉันทำลายมันลงไปด้วยความมักมากทางกามอารมณ์
มันผ่านมาแล้ว แต่ฉันกลับย้อนนึกถึงมัน ยิ่งนึกถึง ก็เริ่มจิกข่วนเนื้อหนังตนเอง กัดกินจิตใจตนเอง กรอกถ้อยคำหยาบคายใส่ตนเอง โกรธเกลียดตนเอง สมเพชตนเอง เวทนาตนเอง คนอย่างฉันมันไม่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อ และไม่สมควรจะมีใครมารักมาหวังดี
ฉันเริ่มร้องไห้ ร้องไห้อย่างทุรนทุราย ร้องไห้โดยไม่สนใจว่าใครข้างห้องจะได้ยิน ฉันขดตัวเหมือนหนอนใกล้ตาย มือจิกผ้าห่ม หายใจแรง ปล่อยน้ำตานองแก้ม น้ำมูก น้ำลายไหลเปื้อนที่นอน เสียงสะอื้น
เล็ดลอดออกมาครวญคราง ฉันเจ็บปวดกับทุกห้วงอารมณ์ แต่ละวินาทีผ่านไปช่างยืดยาวราวหลายสิบปี ความมืดในห้องและแสงไฟจากท้องถนนทิ่มแทงเนื้อหนังฉันอย่างไม่ปราณี ความนุ่มยวบยาบของที่นอนกดดึงฉันลงไปในห้วงเหวแห่งความระทมทุกข์ ฉันพยายามไขว่ขว้าหาอากาศหายใจ ขณะเดียวกันก็ปล่อยมือจากทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกอย่างที่ว่านั่นมันก็ไม่มีอะไรเลย นอกจากตัวตนฉันที่ชำรุดทรุดโทรมรอวันหมดอายุขัย
ฉันกำลังจะตาย ฉันรู้สึกแบบนั้น และคิดไปว่าถ้าพรุ่งนี้ไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกคงดี แต่ฉันก็กลัว กลัวตามประสาคนอ่อนแอ ฉันยังอยากหายใจต่อ ถึงแม้ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ฉันยังอยากลุกขึ้นยืนมองแสงอาทิตย์สาดส่อง ฉันยังอยากได้ยินเสียงนกร้อง ยังอยากได้ยินเสียงสายฝนพรำ ยังอยากได้กลิ่นสายลม และที่สำคัญ
ใช่ ฉันยังอยากเห็นหน้าเธอ
พอฉันรวบรวมกำลังอันน้อยนิดป่ายปีนขึ้นมาจากหลุมอดีตอันพังทลาย ฉันยังร่ำไห้พร้อมสายฝนสาดซัด ฉันจำเป็นต้องโทรหาเธอ แม้จะรู้ว่าตนเองไม่อาจพูดอะไรออกไปได้ แม้จะรู้ว่าตนเองต้องเปิดเผยด้านที่อ่อนแอที่สุดให้เธอรับรู้ แม้จะรู้ว่าตนเองจะกลายเป็นแค่คนแก่ไร้ราคา แม้จะรู้ว่าตนเองน่าสมเพชเวทนาเพียงใด
แต่ฉันก็ต้องโทรไป ไม่นาน เธอกดรับ ฉันไม่พูดอะไร ไม่สิ ฉันไม่สามารรถขยับปากให้เปล่งถ้อยคำที่ฉันอยากพูดออกไปได้ มันมีแต่เสียงสะอึกสะอื้นอันเจ็บปวดกรอกใส่โทรศัพท์มือถือ มันมีแต่หยดน้ำตาไหลอาบแก้ม มีแต่เสียงหายใจหอบเหนื่อย มีแต่ความป่วยไข้หมุนวนเวียนว่ายในห้องอับราคาถูก
ฉันได้ยินเสียงเธอตอบกลับมา เรียกชื่อฉันซ้ำ ๆ ถามไถ่ด้วยน้ำเสียงตกใจแต่ก็ฟังอ่อนโยน เธอถามว่าฉันเป็นอะไร ใจเย็น ๆ นะพี่ เธอขอให้ฉันพิมพ์บอกเธอได้ไหม ฉันรีบพิมพ์ออกไปโดยไม่แม้แต่จะกลั่นกรองคำพูด
พี่ไม่ไหวแล้ว
พี่ไม่ไหวแล้ว
พี่อยากตาย
พี่ทำผิดกับคนอื่นมาเยอะ
พี่เจ็บปวดเหลือเกิน
ทำไมต้องเป็นแบบนี้
เธอพยายามปลอบฉัน พูดให้ฉันตั้งสติดี ๆ ฉันก็พิมพ์อะไรยืดยาวต่อไป อยากจะจับประเด็น ฉันอ่อนแออย่างถึงที่สุด อ่อนแอยิ่งกว่าหมาใกล้ตาย อ่อนแอจนไม่น่าให้อภัย อ่อนแอจนคนแก่อัมพาตติดเตียงอาจหัวเราะเยาะ
แต่เธอก็ยังไม่ไปไหน ถึงแม้มีเสียงแม่มาเรียกเธอไปดูหนัง เธอบอกว่าจะยังอยู่กับฉัน เธอจะอยู่กับฉันทั้งคืน ฉันร้องขอทางข้อความให้เธอมาหาฉันคืนนี้ได้ไหม เธอขอโทษ บอกว่ายังไปไม่ได้ จริง ๆ ฉันก็รู้ แต่ฉันมันก็นิสัยแบบนี้ ฉันจะเอาอะไรก็ต้องเอาให้ได้ แต่ฉันก็ไม่มีเรี่ยวแรงบังคับกดดันอะไรเธอเหมือนก่อนอีกแล้ว ฉันเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย พูดพร่ำว่าอยากตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอใจเย็นมาก เธอพยายามเรียกชื่อฉัน เรียกช้า ๆ ซ้ำ ๆ น้ำเสียงเธอยังสดใสเหมือนวันนั้นบนดาดฟ้า
ใช่ ฝนตกอีกแล้ว คืนนี้คงเหงากว่าคืนไหน ๆ มันเหงามากกว่าคืนไหน ๆ จริง ๆ ฉันไม่รู้จะผ่านคืนนี้ไปได้ยังไง ฉันมองให้เห็นหนทางก้าวผ่านช่วงเวลาหม่นมัวเช่นนี้เลย ไม่มีเส้นทางให้ฉันพยายามกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดเลย
แล้วเธอก็บอกว่าเดี๋ยวหนูอ่านหนังสือให้ฟังดีไหม ฉันอ่อนแอ ในหัวอื้ออึง ฉันอยากได้ยินเสียงเธอไปตลอดคืน เธอจะพูดอะไรก็ได้ ฉันอยากฟังทั้งนั้นแหละ ฉันอยากได้ยินเสียงเธอไปตลอดชีวิต เสียงเธอทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย เสียงของเธอโอบอุ้มฉันให้อยู่ในพื้นที่อบอุ่น เสียงของเธอเป็นเหมือนแสงแดด ลมหนาว เปลวไฟสายลม กลิ่นฝน ความชื้นช่ำ และกลิ่นดอกไม้ป่า
เธอหายไปเลือกหนังสือขายหัวเราะเล่มเก่าเก็บที่มีเรื่องสั้นวิทยาศาสต์มาอ่านให้ฉันฟัง เธอค่อย ๆ อ่านช้า ๆ เรื่องราวน่าตื่นตาตื่นใจ มีอารมณ์ขันสอดแทรก เธอพยายามชวนฉันคุยโน่นนี่ สลับกับการปลอบใจฉันไปด้วย
เดี๋ยวพี่ก็หายแหละ
ฉันไม่กล้าจะเชื่อเธอ แล้วก็เริ่มร้องไห้ฟูมฟายขึ้นมาอีก เรื่องราวหนักหนาอีกเรื่องถูกปลดปล่อยออกมาจากจิตใจฉันในที่สุด ฉันขอโทษที่ฉันทำให้เธอต้องลาออกจากงาน เราทำงานที่เดียวกัน เราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน แต่พอเราคบกัน อะไร ๆ ในตัวฉันก็เริ่มเปลี่ยน ฉันมักใช้อารมณ์กับเธอในฐานะหัวหน้า ชอบทำสีหน้าบึ้งตึงเย็นชากับเธอ ตำหนิเธอแทบทุกเรื่อง แล้วยังยัดเหยียดความเกลียดชังที่ฉันมีต่อระบบและผู้คนในที่ทำงานให้เธออีกด้วย ฉันดึงเธอมาอยู่ข้างฉัน ผลักดันแก้ไขอะไรก็ตามในองค์กรที่ดูไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง แล้วเป็นยังไงล่ะ สุดท้าย คนอื่น ๆ ก็มองเธออีกแบบ พวกเขาอาจมองเธอว่าก้าวร้าว หัวแข็ง หรืออะไรทำนองนั้น จนเจ้าขององค์กรเริ่มเปิดฉากกดดันเธอ จนนำมาสู่การทะเลาะกัน แล้วเธอก็ตัดสินใจลาออกพร้อมน้ำตาและความผิดหวัง และความกดดัน และความพ่ายแพ้ และความอ่อนแอ
ก็เพราะฉันนี่แหละ เป็นเพราะฉันอีกแล้ว ฉันทำให้ชีวิตเธอพังใช่ไหม ฉันขอโทษ ขอโทษที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเธอมากจนเกินไป
แต่เธอกลับบอกว่าไม่เป็นไร มันผ่านมาแล้ว
มันผ่านมาแล้วจริง ๆ เหรอ เธอผ่านมันไปได้ยังไง ลึก ๆ เธอยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ไหม ฉันยังเจ็บปวดอยู่เสมอ
แล้วฉันก็เริ่มง่วงนอน ร่างกายผ่อนคลาย จิตใจสงบ เสียงเธออ่านหนังสือยังก้องสะท้อนปกป้องฉันจากความคิดหม่นมัวในอดีตและปัจจุบัน เสียงเธอเหมือนน้ำซึมซาบชำระขจัดสิ่งสกปรกในห้วงคำนึงของฉัน ฉันค่อย ๆ หลับใหล ค่อย ๆ จมดิ่งลงไปในความสงบ ร่างกายฉันเบาสบาย เหมือนตนเองได้ยินเสียงเธอร้องเพลง เหมือนได้ยินเสียงกีต้าร์ตัวเก่าบรรเลง และเหมือนได้ยินเสียงลมพัดแผ่วเบาบนดาดฟ้า
ฉันกำลังล่องลอยอยู่ในสายฝนเย็นชื่นแห่งค่ำคืน ฉันกำลังหลับใหล ฉันกำลังหลับใหล
ฝนตกอีกแล้ว คืนนี้ฉันอาจจะผ่านความเหงาได้เพราะเธอ
ฝนยังตกต่อไป แต่ฉันจะพยายามไม่หวั่นไหวอ่อนแอ
เพราะฉันมีเธอซึ่งเป็นเหมือนบ้านหลังน้อยให้พักพิง
สักวันเมื่อฉันหายดี ฉันจะนั่งดีดกีต้าร์ให้เธอร้องเพลงอีกนะ สักวันเราจะสร้างบ้านหลังเล็ก แล้วนอนฟังเพลง อ่านหนังสือ ดูอนิเมะ และฟังเสียงฝนไปด้วยกัน อย่าลืมว่าต้องมีขนมด้วย
สักวันเมื่อฉันหายดี
. . .

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น