แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 10
ใครบางคนเคยบอกข้าพเจ้าเมื่อตอนที่ยังเล็กๆว่า วัยเด็กคือช่วงเวลาที่มีแต่ความสุขสมหวัง ไม่เหมือนโลกของคนโตๆที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ความผิดหวังและความเศร้าที่แสดงออกไม่ได้มากเหมือนเด็กๆ แต่เรื่องแบบนั้นเป็นความจริงเต็มร้อยหรือเปล่านะ
แล้วแม่ทัพน้อยกวนเป๋ง เด็กชายน่ารักคนนั้นที่ยิ้มแย้มมีความสุขและถูกโอบอุ้มด้วยความรักจากผู้ใหญ่ใจดีและผู้คนมากมาย เขาจะเคยมีช่วงเวลาที่ทุกข์ใจมากจนถึงขั้นร้องไห้หรือไม่ เช่นนั้นแล้ว เราก็มาดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้กันเถอะ
ช่วงนี้ฝนก็ยังคงตกอยู่เรื่อยๆ ที่น่าเป็นกังวลคืออากาศเย็นและชื้นคือบ่อเกิดของการเจ็บไข้ได้ป่วยของเหล่าเด็กๆ และที่น่ากังวลยิ่งกว่าก็คือ…พวกสัตว์และแมลงมีพิษใหญ่น้อยที่หลบฝนเข้ามาอยู่ร่วมชายคาหรือแอบซ่อนตามซอกมุมและข้าวของต่างๆ
“ฮูหยินเจ้าขา! มีบ่าวคนหนึ่งโดนแมงป่องต่อยเจ้าค่ะ!”
“นี่หนูๆทั้งหลาย! อย่าลืมเก็บรองเท้าเข้าบ้านกันนะ ไม่งั้นเช้ามาอาจจะเจองูโผล่มาจ๊ะเอ๋จากในรองเท้าก็ได้”
“พี่อามู่ช่วยด้วย! คางคกแอบอยู่ตรงนั้น!”
นี่คือตัวอย่างเสียงของผู้คนมากมายในเขตเรือนไม่ใหญ่ไม่เล็กที่เต็มไปด้วยความตกใจ ขบขัน และกังวล
ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ผู้คนก็ไม่เคยหายกลัว “เจ้าตัวประหลาด” เหล่านี้เลยจริงๆ ทำอย่างไรได้ เพราะมนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตที่รู้จักกลัว รู้จักรักตัวเองจนไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย เมื่อเห็นสัตว์มีพิษ
บางคนอาจจะแค่ส่งเสียงร้องเพราะกลัวหรือขยะแขยง บางคนที่ใจกล้าก็หาทางไล่เฉยๆ บางคนเจตนาอยากตีให้พวกมันกลัวแต่ก็พลาดทำร้ายสัตว์นั้นถึงตาย
แต่บางคน…ก็ใจดำมากพอที่จะทำร้ายสัตว์ด้วยวิธีโหดร้ายทารุณที่พวกคนใจร้ายชอบใช้กัน
แม่ทัพน้อยซึ่งเป็นเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งไม่ต่างจากพวกพี่น้องในเรือนหลังน้อยทั้ง 50 คนเองก็ถูกกวดขันเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน พอๆกับที่ถูกแม่จ้ำจี้จ้ำไชเรื่องเล่นน้ำฝนพร้อมกับยกคำขู่ว่าถ้าตัวเปียกก็จะเป็นหวัดหรือเป็นไข้ จากนั้นก็จะอดเล่นกับพวกพี่น้อง อดเล่นกับเสียวไป๋ แล้วก็อดกินของอร่อยๆบางอย่างไปด้วย
แต่เรื่องหนึ่งที่แม่ทัพน้อยไม่อยากให้แม่รู้ก็คือ…ท่านพ่อชอบชวนให้แม่ทัพน้อยไปอ้าปากกินน้ำฝนด้วยกันประจำเลย!
(แน่นอนว่าสุดท้ายแม่ก็จับได้ แม่ทัพน้อยเลยโดนแม่ดุไปทีหนึ่ง ส่วนท่านพ่อก็โดนแม่บ่นปาวๆว่าตามใจลูกมากไป น่าสงสารจริงๆ)
หากทุกคนยังจำได้ แม่ทัพน้อยมีเพื่อนรักเป็นสุนัขสีขาวอยู่หนึ่งตัวคือเสี่ยวไป๋ มันเป็นสุนัขสีขาว ตัวไม่ใหญ่ ไม่โต แต่ก็แข็งแรงมากพอที่จะสู้กับหมูป่าตัวย่อมๆหรือตะครุบลูกกวางได้ แต่เพราะมันเป็นสุนัขที่อยู่แต่กับบ้าน ไม่เหมือนพวกสุนัขล่าเนื้อตัวโตๆ ที่มีนิสัยห้าว โหดและดุ ประกอบกับมันถูกรายล้อมไปด้วยเหล่าเด็กๆน้อยใหญ่ที่รักและเอ็นดูมัน แล้วก็ไม่เคยถูกตีหรือทำร้ายแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้เจ้าเสี่ยวไป๋เป็นสุนัขที่น่ารัก ขี้อ้อน และไม่เคยเห่ากรรโชกหรือกัดใครเลย
ไม่มีใครรู้ว่ามันอายุเท่าไหร่ แม้แต่แม่ทัพน้อยก็ไม่รู้ เขาจำได้เพียงว่าตัวเองในวัยห้าขวบพามันเข้าบ้านเพราะเห็นว่ามันเป็นลูกสุนัขตัวเล็กๆที่ดูอ่อนแอ แล้วมันก็อยู่กับแม่ทัพน้อย อยู่กับแม่เรื่อยมาจนปัจจุบัน และในตอนนี้เสี่ยวไป๋ก็โตขึ้นมากกว่าในปีนั้นมากเหลือเกิน
เท่าที่แม่ทัพน้อยสังเกตดู วันๆของเพื่อนรักตัวนี้จะวนเวียนอยู่แค่ตื่นนอน ไปกินข้าวที่คนครัวเอามาให้ (ส่วนมากจะเป็นข้าวต้มเหลวๆใส่เนื้อหมูนิดหน่อย) แล้วก็กลับไปนอนเล่นที่ลานหญ้าจนถึงเที่ยงจึงจะตื่นไปวิ่งเล่นรอบๆเรือน พอตกเย็นก็ไปกินข้าวหน้าครัวอีกที จากนั้นมันก็จะวิ่งรอบเรือนเหมือนเป็นการตรวจตราแล้วกลับไปนอนที่หน้าห้องของแม่ทัพน้อยพร้อมกับเสียงกรนตลกๆจนถึงเช้าของวันต่อไป
บางที…หนุ่มสิบขวบแบบเขาก็แอบอิจฉามันเหมือนกัน เพราะเสี่ยวไป๋ไม่ต้องไปเรียนกับครู ไม่ต้องทำงาน แค่กิน วิ่งเล่น โดนเกาพุง แล้วก็นอน ช่างเป็นชีวิตที่ดูมีความสุขแบบไม่ต้องเหนื่อยยากหรือเบื่อหน่ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“แม่จ๋า ชาติหน้าอาเป๋งอยากจะเกิดเป็นหมาล่ะ!” แม่ทัพน้อยพูดกับแม่ในวันหนึ่ง
“ทำไมล่ะจ๊ะ เกิดเป็นคนนี่มันไม่ดีรึยังไง?” แม่ถามกลับ
“ก็เป็นหมาแล้วก็ไม่ต้องตื่นมาเรียน ไม่ต้องเจออะไรน่าเบื่อนี่จ๊ะ” แม่ทัพน้อยหันไปมองเจ้าสุนัขสีขาวที่หมอบข้างๆพร้อมกับกระดิกหางแบบรู้ความ “แค่ตื่นมากิน วิ่งเล่น แล้วก็นอน ดีจะตายไป”
ท่านพ่อแย้งขึ้นก่อน “แต่หมามันพูดไม่ได้นะลูก”
“พูดได้สิ! ก็มันเห่า” แม่ทัพน้อยโต้กลับ
“เห่าได้ แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันจะพูดอะไรกับเราอยู่ดี”
แม่ทัพน้อยเงียบไปเพราะคิดไม่ออก จนท่านพ่อเริ่มอธิบาย “เสี่ยวไป๋น่ะโชคดีที่มีพวกเรา มีคนใจดีที่คอยให้ข้าวให้น้ำแล้วก็เล่นกับมันอย่างอ่อนโยน แม่หมาลายจุดกับลูกๆของมันก็ด้วย แต่หมาบางตัวอาจจะไม่ได้โชคดีแบบพวกมัน”
“ทำไมหรือครับ?”
“บางคนมองสุนัขเป็นแค่สัตว์ที่เฝ้าบ้านหรือสัตว์ล่าเนื้อมากกว่าที่จะมองเป็นเพื่อน บางคนที่เกลียดพวกมันก็ทำร้ายพวกมันโดยไม่จำกัดวิธี หรือที่เลวร้ายกว่านั้น…บางคนก็จับมันไปกินด้วย”
เสียงครางหงิงๆดังขึ้นที่ข้างตัวของหนุ่มสิบขวบ เจ้าสุนัขสีขาวตัวนั้นแหงนหน้ามองนายน้อยของตนพร้อมดวงตาแจ๋วแหววแสดงความออดอ้อน แม่ทัพน้อยกวนเป๋งเอื้อมมือไปลูบหัวมันพลางกระซิบ “ไม่ต้องกลัวไปหรอก…เจ้าอยู่ที่นี่ จะไม่มีใครทำร้ายเจ้าได้”
อย่างน้อย นั่นก็คือสิ่งที่แม่ทัพน้อยมั่นใจว่าจะเป็นแบบนั้นตลอดไป
แล้ววันที่คนตัวเล็กๆแบบแม่ทัพน้อยไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นก็มาถึง
เช้ามืดของวันนั้น แม่ทัพน้อยก็รีบตื่นมาหาของขวัญจากเทวดานางฟ้าที่ลานหญ้ากับเหล่าพี่น้องทั้ง 50 คนเหมือนเคย โดยที่เสี่ยวไป๋ก็คอยเดินตามติดไม่ห่าง
แม่ทัพน้อยเก็บตุ๊กตาดินเผาตัวเล็กๆได้ราวๆห้าหกตัวจนเริ่มเบื่อ ในใจก็แอบคิดว่าบางทีเทวดาหรือนางฟ้าควรจะให้เงินสักสองสามอีแปะหรือชั่งหนึ่ง เขาจะได้เอาไปซื้อขนมกินเยอะๆแบบไม่ต้องรออาสามหรือท่านลุงใหญ่เอามาฝากท่านพ่อเป็นเวลานานๆ
จนกระทั่ง…สายตาของเขาก็ไปสะดุดกับอะไรบางอย่างในพุ่มไม้ มันส่องประกายเล็กๆ แต่มากพอจะดึงดูดใจของแม่ทัพน้อยได้
แม่ทัพน้อยสาวเท้าเข้าไปใกล้ๆพุ่มไม้นั้นด้วยความตื่นเต้น ในหัวจินตนาการว่าตัวเองกำลังค้นพบขุมทรัพย์ประหลาด บางทีมันอาจจะเป็นทอง บางทีอาจจะเป็นลูกแก้วมังกร แค่คิดแม่ทัพน้อยก็รู้สึกสนุกไปเสียแล้ว
แต่ก่อนที่เขาจะได้ยื่นมือเข้าไปในพุ่มไม้ “สิ่งนั้น” ก็ออกมาให้แม่ทัพน้อยเห็นเสียเอง
มันคืองูเห่าตัวเขื่องที่พุ่งออกจากความมืดใต้พุ่มไม้หนา ท่าทางมันคงจะโกรธที่ถูกรบกวน หรือไม่ก็คงตกใจที่มี “สิ่งแปลกปลอม” โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว มันแผ่แม่เบี้ยก่อนจะเลื้อยมาทางที่แม่ทัพน้อยยืนอยู่
ไม่สิ…ตอนนี้แม่ทัพน้อยตะลึงจนล้มลงไปนั่งที่พื้นหญ้าเสียแล้ว
โฮ่ง! โฮ่ง!
เจ้าเสี่ยวไป๋กระโจนมาคร่อมตัวของแม่ทัพน้อยไว้ ดูเหมือนว่ามันคงจะโกรธที่งูเห่าตัวนั้นทำให้เขาตกใจกลัวหรือทำท่าจะฉกเขา มันแยกเขี้ยวพลางคำรามฮื่อๆ ในขณะที่งูเห่าก็ยังคงแผ่แม่เบี้ยแล้วอ้าปากข่มขู่กลับเช่นกัน
แม่เคยสอนเขาในเรื่องของพิษงูหลายชนิด ไม่ว่าจะกัดแล้วตายทันทีที่พิษแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ตายเพราะรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า หรือไม่ตายแต่แผลเริ่มเน่าจากพิษ แต่นี่แม่ทัพน้อยยังไม่โดนงูฉกก็ตัวแข็งทื่อไปก่อนเสียแล้ว
แม่ทัพน้อยอยากจะร้องห้าม แม่ทัพน้อยอยากจะตะโกน แต่ก็ร้องไม่ออกเลย
เพียงไม่กี่วินาที เสี่ยวไป๋ก็พุ่งเข้าไปงับร่างที่ยืดยาวของเจ้างูเห่า ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มวุ่นวายขึ้นเมื่อทุกคนวิ่งมาดูเหตุการณ์ ตามมาด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายของเด็กและผู้ใหญ่ แล้วไม่นาน ตัวของแม่ทัพน้อยก็ถูกแม่ดึงขึ้นจากพื้นเอามากอดไว้แนบอก
แม่ทัพน้อยเอาหน้าซุกอกแม่ ตาก็ยังคงเหลือบมองไปตรงจุดนั้นเป็นระยะๆ น้ำตาไหลออกมาจนแก้มเปียก แต่เขาก็ทั้งกลัวทั้งตกใจจนส่งเสียงร้องไห้ไม่ออกแล้ว
เอ๋ง!
เพียงได้ยินเสียงนี้ แม่ทัพน้อยก็เอาหน้าซุกอกแม่แบบไม่หันไปมองอีก พร้อมๆกับเสียงสะอื้นที่เริ่มขึ้นอย่างช้าๆ แล้วอีกไม่นาน…แม่ทัพน้อยก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย
แม่ทัพน้อยรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนเช้าของวันถัดมาในห้องนอน นั่นคือครั้งแรกที่เขารู้ว่าการร้องไห้จนสลบมันเป็นยังไง
“ท่านพ่อครับ…” แม่ทัพน้อยเอ่ยเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “เสี่ยวไป๋เป็นอะไรไหมครับ?”
ท่านพ่อที่นั่งอยู่ตรงปลายเตียงถอนหายใจก่อนจะเอื้อมมือมาลูบหัวเขาเบาๆ แววตาของท่านดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนกับว่าท่านเองก็ไม่แน่ใจว่าควรจะตอบกลับอย่างไร
“เมื่อวานมันโดนงูกัด พ่อก็… ตีงูไล่มันไปแล้ว พวกพี่เลี้ยงก็รีบเอามันไปที่ห้องยาให้แม่เจ้ารักษา แต่มันคงอยู่ไม่ไหวแล้วจริงๆ”
แม่ทัพน้อยเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ดวงตากลมโตของเขาที่บวมจากการร้องไห้เมื่อวานเริ่มหลั่งน้ำตาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมๆกับที่เขาร้องไห้ในขณะที่กำลังกอดท่านพ่อ คนที่เป็นเหมือนที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้ของหนุ่มสิบขวบที่หัวใจเริ่มร้าวทีละน้อย
พอแม่ทัพน้อยลองทำใจเดินไปดูร่างของมันที่ถูกเอามาวางไว้ตรงลานหญ้า แม่ทัพน้อยก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิมจนแทบจะทรุดไปทั้งร่าง
เสี่ยวไป๋ในตอนนี้ไม่มีทั้งชีวิต พลังงาน ความน่ารัก ความสดใส เหลือเพียงร่างกายเปล่าๆ ขนสีขาวที่ดูเหมือนจะซีดจางกว่าตอนยังเป็นๆ และไม่มีการขยับเขยื้อนใดๆอีกตลอดไป
แม่ทัพน้อยไม่อยากให้คนฝังมันแบบธรรมดาๆ เพราะเคยได้ยินท่านพ่อบอกว่าคนที่ตายในสนามรบแบบมีเกียรติหรือตายเพื่อปกป้องคนอื่น คนที่รักเขาก็จะจัดพิธีให้อย่างสมเกียรติ แล้วก็มีคนมาร่วมงานมากมายด้วย เพราะฉะนั้น แม่ทัพน้อยก็เลยจัดงานศพให้เสี่ยวไป๋เป็นเวลา 7 วัน (อาศัยความทรงจำสมัยที่ตัวเองเคยร่วมงานศพท่านตาที่ฮอตัง)
แน่ล่ะ ผู้ใหญ่บางคนอาจจะขำกับเรื่องเล็กๆแบบนี้ หรือไม่ก็ไม่สนใน แต่ในงานศพเล็กๆนั้น แม้แต่ “คนนอกวง” แบบท่านลุงใหญ่กับอาสามก็เจียดเวลามาเป็นแขกด้วย
ทุกคนในงานใส่ชุดสีขาวที่ทำจากผ้าดิบแบบในงานศพของคนเป๊ะ บรรดาแขกเหรื่อส่วนมากก็มีแต่ พวกพี่เลี้ยง คนใช้ แล้วก็พวกพี่น้องทั้ง 50 คน และทุกคนก็ไม่ค่อยพูดจากัน ส่วนมากก็มีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่ พวกน้องเล็กๆบางคนที่ยังไม่รู้ความเองก็ดูเหมือนจะไม่จับกลุ่มพูดคุยหรือเล่นหัวกันแบบทุกๆวันที่ผ่านมาด้วย
ส่วนประธานแบบแม่ทัพน้อยก็ร้องไห้ที่หน้าโลง (ความจริงคือหีบไม้เล็กๆใบหนึ่ง) ของเสี่ยวไป๋ทุกวัน จนบางวันแม่ก็ต้องดึงตัวมากอด หอมแก้มแล้วปลอบว่า “อย่าร้องไห้นักเลยลูก เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ”
หลังจากฝังเสี่ยวไป๋ที่ใต้ต้นไม้ตรงลานหญ้าหน้าเรือนไปแล้วหลายวัน แม่ทัพน้อยก็เก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยพูดจากับใคร ครูที่ท่านพ่อจ้างมาสอนเขาเคยรายงานกับท่านพ่อและแม่ว่าเขาพูดคำตอบคำ ไม่ก็เหม่อลอยจนเรียนไม่รู้เรื่อง แต่ก็เข้าใจดีว่าเพราะอะไรจึงไม่อยากดุหรือตำหนิมากนัก
เวลากินข้าว แม่ทัพน้อยก็กินเพียงสี่ห้าคำแล้วก็บอกว่าอิ่มแล้ว บางทีแม้แต่ของกินที่ชอบหรือขนมก็ไม่แม้แต่จะเอื้อมไปหยิบกิน
แม่ทัพน้อยร้องไห้ทุกครั้งที่หัวถึงหมอน แม้ว่าใครๆจะเข้ามาปลอบก็ไม่ยอมหยุดร้อง บางทีแม่ไม่ก็ท่านพ่อก็ต้องปล่อยให้เขาร้องไห้จนเหนื่อยแล้วหลับไปเอง แต่แม้จะหลับไป เขาก็ยังแอบละเมอถึงชื่อเจ้าสุนัขสีขาวตัวนั้นอยู่ดี
‘มานึกๆดู…อาเป๋งไม่อยากเกิดเป็นหมาแล้วล่ะ’ แม่ทัพน้อยคิดในใจในวันหนึ่งที่กำลังนั่งกอดเข่าบนเตียงคนเดียว ‘เป็นคนถ้าเจองูก็ยังมีคนช่วยเหลือได้ ไม่ก็หาทางสู้กับงูได้มากกว่าเอามือจับงูเหวี่ยงไปไกลๆ แต่ถ้าเป็นหมา…มันรู้จักแค่เห่า กัดแล้วก็สู้กับอีกฝ่ายจนเจ็บหรือตายอย่างเดียว’
แม่ทัพน้อยซุกหน้าที่เปื้อนน้ำตาลงบนเข่าแล้วก็คิดต่อไปอีก ‘ถ้างั้น…ชาติหน้าเจ้าเกิดเป็นคนเถอะนะเสี่ยวไป๋ เกิดในบ้านที่พ่อแม่ใจดีแบบพ่อแม่ของอาเป๋ง แล้วก็เจอแต่คนดีๆ เพื่อนดีๆ อย่าได้เกิดมาเป็นหมาอีกเลย’
งี้ดๆ…
แม่ทัพน้อยหันไปมองตามเสียงก็พบกับลูกสุนัขลายจุดตัวที่กำลังเกาะเตียงพลางกระดิกหางไปมาแลดูน่ารักน่าชัง มันเอียงคอซ้ายทีขวาที แลบลิ้นที่สีจุดสีดำตรงกลางจนปากเหมือนจะยิ้ม แม่ทัพน้อยอุ้มมันมากอดเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรกับมัน พร้อมๆกับที่มองไปที่นอกห้อง
ตอนนี้แดดออกแล้ว ไม่มีฝน ไม่มีสัตว์ร้ายที่ร้ายแค่ตอนที่หวาดกลัวสิ่งแปลกปลอม ไม่มีแม้แต่ภาพของเพื่อนเก่าที่เคยวิ่งเล่นหรือนอนกลิ้งอยู่ตรงนั้น
หรือไม่ อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ยังเหลือแม่สุนัขลายจุดกับลูกๆทั้งสี่ตัวที่มีลายจุดเหมือนกันหมด
บางที…เสี่ยวไป๋อาจจะฝากนายน้อยของมันให้แม่สุนัขและลูกสุนัขลายจุดดูแลต่อก็เป็นได้

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น