ออกตามหาความฝันเพื่อมาเจอกับความฝันที่มีอยู่แล้ว

ออกตามหาความฝันเพื่อมาเจอกับความฝันที่มีอยู่แล้ว

ตั้งแต่เล็กจนโตปกรณ์ถูกอบรมสั่งสอนมาตลอดว่า ให้ตั้งใจเรียนเพื่อจะได้มีงานทำดีๆ มีเงินใช้มากพอที่จะไม่ลำบาก และนี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เด็กต่างจังหวัดต้องดิ้นรนเพื่อพาตัวเองเข้ามาหาโอกาสในกรุงเทพ และเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น หากมองย้อนกลับไป ตอนนี้ก็น่าจะเป็นเวลา 10 กว่าปีที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งพอจะมีเวลากลับไปเยี่ยมที่บ้านบ้างตามช่วงเทศกาลเท่านั้น เพราะเป็นช่วงที่หยุดยาว จึงทำให้มีเวลามากพอสำหรับเดินทางกลับบ้าน เขาใช้ชีวิตเพื่อตามหาความฝัน ซึ่งหากพูดถึงความฝันจริงๆเขาก็คงตอบได้เลยว่า ความฝันคือการมีเงินใช้ มีชีวิตที่สุขสบาย และสามารถดูแลบุคคลอันเป็นที่รักได้ ซึ่งเขาทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการทำงาน เมื่อมีเวลาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แค่ 2 วัน ซึ่งนั่นก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว แม้จะมีวันหยุดแค่ 2 วัน แต่ปกรณ์กลับเลือกที่จะใช้เวลาว่างดังกล่าวในการหาเงินเพิ่มมากขึ้น เขาเลือกไปรับงานพาร์ทไทม์ตามร้านอาหาร ซึ่งงานส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าบ้าง แต่เขากลับบอกตัวเองเสมอว่า การไม่มีเงินนั้นน่ากลัวมากกว่า เพราะนั่นหมายความว่า ชีวิตไม่มีทางเลือกเลย เพราะอย่างน้อยเขาก็เลือกทำในขณะที่ยังมีแรง มีโอกาส แม้จะเป็นงานที่ได้รับค่าจ้างที่น้อยกว่างานประจำ แต่การเลือกที่จะใช้เวลาไปกับการหาเงินและได้ประสบการณ์ในรูปแบบใหม่กลับมาก็นับว่าเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่าสำหรับเขาเป็นอย่างมาก ปกรณ์ยังคงทำแบบนี้มาเรื่อยๆ ทำตามที่ร่างกายแบกรับไหว เพราะปกติหากไม่ได้รับงานพาร์ทไทม์เขาก็มักจะนอนพักผ่อนอยู่ที่ห้อง แต่วันนี้เขาก็ได้รับโอกาสทำงานพาร์ทไทม์ร้านประจำที่เคยไปทำประจำเหมือนเช่นเคย และเขาก็มีความสุขกับการทำงานนี้ เพราะสังคมการทำงานค่อนข้างดี ทุกคนให้ความช่วยเหลือ และสอนงานให้เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่เขามาทำงานที่นี่เขามักจะสังเกตวิธีการทำงาน การจัดการ และรูปแบบต่างๆที่เขาสามารถเรียนรู้จากการทำงานนี้ได้ เพราะเขาเป็นคนชอบทำงานและชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพื่อที่วันหนึ่งเขาจะมีเงินมากพอที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจเป็นของตัวเอง การทำงานเพื่อเก็บเงิน เก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการเรียนรู้การทำงานทุกรูปแบบ อีกทั้งยังได้มองเห็นการทำงานตั้งแต่พนักงานทั่วไปจนถึงระดับหัวหน้าที่จัดการทุกอย่างในร้าน เขามักจะตั้งความหวังมากมายเอาไว้เสมอ เพราะการลงมือทำทุกอย่างที่อยากทำตั้งแต่ที่เขายังมีเวลาและมีโอกาสอาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเข้าใกล้เป้าหมายได้เร็วมากขึ้น และหากวันนั้นมาถึงจริงๆ เขาคงมีความสุขมาก เพราะเขาตั้งใจจะกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อดูแลพ่อกับแม่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต กิจวัตรประจำวันของปกรณ์จึงเต็มไปด้วยเรื่องงาน และเต็มไปด้วยความคาดหวังที่เขามอบให้กับตัวเอง นับวันเขากลับเริ่มรู้สึกว่า จำนวนเงินและความฝันนั้นช่างดูห่างไกลกันเหลือเกิน เพราะค่าใช้จ่ายในแต่ละวันก็ค่อนข้างเยอะ พอถึงรอบเดือนก็มีค่าใช้จ่ายที่ต้องหักไว้เพื่อสิ่งที่จำเป็นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่าห้อง ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่จำเป็น ทุกการจ่ายออกไปทำให้จำนวนเงินที่เขาตั้งใจเก็บลดน้อยลงไปเช่นเดียวกัน เขามองเห็นพฤติกรรมแบบเดิมๆที่เขาทำมาโดยตลอด แต่กลับค้นพบว่า ทุกอย่างไม่ได้ดีขึ้นมากนัก อาจจะดีขึ้นเพราะเขามีเงินเพื่อใช้จ่ายได้อย่างสุขสบายเพราะการทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วย แต่สิ่งที่ต้องแลกกับจำนวนเงินที่เขาต้องการกลับเป็นช่วงเวลาที่เขาไม่เคยมอบความสุขให้กับตัวเองเลย เพราะชีวิตส่วนใหญ่คือการทำงาน จนเขาแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนหรือมอบความสุขให้กับตัวเองในแบบที่เขาสมควรได้รับ เขาจึงย้อนกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า ความฝันที่เขาต้องการนั้น คือ ความสุขที่เขาต้องการจริงๆหรือไม่ จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป หรือเขาแค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขตามที่มันควรจะเป็นบ้าง เขาลืมอะไรที่สำคัญในระหว่างทางไปหรือไม่ ซึ่งคำตอบแรกที่ผุดเข้ามาในหัวกลับเป็นคำตอบที่เขาไม่เคยใส่ใจเลยนั่นก็คือ ความสุข เพราะเขากำลังไล่ตามความสุขที่ปลายทางในแบบที่วางแผนเอาไว้ โดยลืมไปว่า ระหว่างทางนั้นเขาก็สมควรที่จะได้รับความสุขเช่นเดียวกัน ปกรณ์ใช้เวลาคิดทบทวนเรื่องนี้ตลอดทั้งวัน จนวันนี้เขาตัดสินใจได้แล้วว่า เขาจะไม่กลับไปทำงานพาร์ทไทม์ทุกสัปดาห์เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะเขาอยากจะให้เวลากับตัวเองมากขึ้น อยากลองใช้ชีวิตโดยไม่ต้องพยายามอยู่ตลอดเวลา ใช้ชีวิตในแบบที่มันควรจะเป็น และให้เวลากับความฝันที่เขาคาดหวังเอาไว้ ซึ่งความเป็นจริงเขาไม่ได้ต้องการมีธุรกิจอะไรที่ใหญ่โตเลย เมื่อก่อนเขาอาจจะต้องการแบบนั้น เพราะอยากให้พ่อกับแม่และคนอื่นๆยอมรับ โดยที่เขาไม่เคยถามความต้องการของตัวเองเลยว่า ต้องการแบบนั้นจริงๆหรือไม่ เหนื่อยเกินไปหรือเปล่ากับความฝันที่ต้องแบกรับเพื่อให้คนอื่นพึงพอใจ แต่บางครั้งความฝันก็อาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้ทำอะไรเพื่อตัวเองและคนที่ตัวเองรักแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเงินจำนวนมากมาย แต่การมีเวลา การได้ใช้เวลาร่วมกันให้มากที่สุดต่างหากคือความสุขที่เขาต้องการอย่างแท้จริง เมื่อตัดสินใจได้ว่า เขาจะลองทำอะไรตามความต้องการของตัวเองดูบ้าง โดยไม่ต้องแบกรับความคาดหวังใดๆ การใช้ชีวิตก็อาจจะง่ายขึ้น และมีความสุขมากขึ้น สุดสัปดาห์นี้เขาจึงใช้เวลาเพื่อตัวเองอีกครั้ง มองหาสิ่งที่ชอบและสิ่งที่อยากทำอย่างแท้จริง ซึ่งเขาค้นพบว่า ตัวเองชอบถ่ายคลิป และตัดต่อวิดีโอ เขาจึงลองค้นหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับงานด้านการตัดต่อ จนกระทั่งเขาไปเจอวิธีการหาเงินจากการทำนายหน้า ซึ่งมีหลากหลายช่องทางโซเชียลที่สามารถทำได้ เขาจึงใช้เวลาเรียนรู้และฝึกทำกับสิ่งที่ชื่นชอบมากขึ้น จนกระทั่งการลงมือทำดังกล่าวเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างดีสำหรับเขาเลย เพราะเป็นสิ่งที่ชื่นชอบ อีกทั้งยังเป็นการหารายได้ไปในตัว ไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองเหมือนเมื่อก่อน อาจจะมีบางวันที่เขาทำน้อยบ้าง แต่ก็ยังทำสม่ำเสมอ ซึ่งหากเทียบกับเมื่อก่อน เขากลับค้นพบว่างานที่ทำอยู่นี้กลับได้ค่าตอบแทนที่ค่อนข้างดี และไม่ต้องใช้แรงงานให้เหนื่อยเหมือนที่ผ่านมา แค่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ และทำอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกดดันตัวเองมากเกินไป ปกรณ์ยังคงใช้เวลาทำงานประจำและทำงานที่เขาชื่นชอบเป็นอาชีพเสริมในช่วงวันหยุด หรืออาจจะมีบ้างที่ทำหลังจากเวลาเลิกงาน และการทำอย่างต่อเนื่องทำให้เขามีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นการตั้งความคาดหวังว่า ยอดที่ได้ต้องมากขึ้นไปอีก เพราะยิ่งเขาเห็นจำนวนเงินที่ได้มากเท่าไหร่ เขายิ่งมีความฝันที่ใหญ่มากขึ้นเท่านั้น เขานำเงินบางส่วนที่ได้ไปลงทุนตามช่องทางการเงินต่างๆที่เขาคิดว่าให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี ซึ่งนับว่าเป็นการลงทุนที่ดี แต่ในขณะเดียวกันความต้องการที่เขามีก็ยิ่งมีมากขึ้น เขาเริ่มมองหารถยนต์สักคันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพราะเป็นอีกหนึ่งความต้องการที่เขาใฝ่ฝันมาโดยตลอด และสุดท้ายเขาก็ได้มาครอบครอง ซึ่งนำไปสู่การใช้ชีวิตที่ดีขึ้น เขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง และยังคงมีความคาดหวังอยู่เสมอว่า เงินที่เขาหาได้นั้นเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในทุกๆเดือน มีเพื่อแบ่งปันให้พ่อกับแม่ได้ใช้จ่ายตามความเหมาะสม ซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาของการใช้ชีวิตที่เขาต้องการอย่างแท้จริงในช่วงเวลานี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 เดือน สิ่งที่เคยสร้างรายได้ให้กับเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลง รายได้ที่เคยได้รับก็ลดน้อยลง ความกดดันก็ยิ่งมีมากขึ้น ซึ่งเขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคิดหาวิธีเพื่อสร้างยอดขายจากการทำนายหน้าให้กลับมามียอดมากขึ้นเหมือนช่วงที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังแย่ลง ยิ่งเขาพยายามมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ได้กลับมายิ่งแย่ลงมากกว่าเดิม ซึ่งสวนทางกับค่าใช้จ่ายและความต้องการที่มีมากขึ้น จนสุดท้ายเขาแบกรับภาระในแต่ละเดือนไม่ไหว เพราะต้องชำระค่างวดรถยนต์ เขาจึงตัดสินใจขายทรัพย์สินที่เก็บออมเอาไว้เพื่อมาใช้จ่ายในส่วนที่ต้องจ่ายมากขึ้น เขาทำแบบนี้มาเรื่อยๆ และยังคงคาดหวังว่าผลลัพธ์ที่เขาตั้งใจทำจะดีขึ้นตามลำดับ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาคาดหวังจะไม่เกิดขึ้นจริง เขาไม่มีทางเลือกเพราะต้องนำเงินที่มีมาใช้จ่ายสำหรับภาระที่ต้องแบกรับในทุกๆเดือน จนสุดท้ายเขาต้องตัดสินใจขายรถคืนให้กับไฟแนนซ์ และกลายเป็นว่าจำนวนเงินที่เขาตั้งใจเก็บมาโดยตลอดนั้นสูญเปล่าไปกับความต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนเขาต้องย้อนกลับมาถามกับตัวเองอีกครั้งว่า ยังต้องการความสุขในรูปแบบไหนอีก เมื่อผ่านช่วงเวลาแห่งการสูญเสียและผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปกรณ์จึงใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงานประจำ ซึ่งอาจจะมีบ้างที่เขายังคงทำอาชีพเสริมในส่วนของนายหน้า แต่ลึกๆเขากลับรู้สึกว่า การทำงานเพื่อให้ได้เงินมานั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งได้มามากเท่าไหร่ ความต้องการของเขายิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น จนบางครั้งเขาก็ลืมไปเช่นกันว่า นี่คือความสุขที่เขาต้องการตามหามาตลอดชีวิตหรือไม่ ต้องมีเงินมากเท่าไหร่ถึงจะมีความสุข ต้องหาเพิ่มอีกมากแค่ไหนถึงจะกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ ซึ่งเขาก็ยังคงหาคำตอบเหล่านั้นให้กับตัวเองไม่ได้ ในขณะที่กำลังคิดถึงเป้าหมายในชีวิต เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น และปลายสายที่โทรเข้ามาก็เป็นชื่อที่เข้าคุ้นเคย เขาจึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์แล้วรีบกดรับสายทันที "ครับแม่" "ทำอะไรอยู่ลูก อาทิตย์หน้ากลับบ้านไหม" "เพิ่งทานข้าวเสร็จเลยนั่งเล่นสักหน่อยครับ ยังไม่แน่ใจเลยครับว่าจะได้กลับไหม" "ต้องไปทำพาร์ทไทม์อยู่หรือเปล่าลูก" "ไม่ครับ ไม่ได้ไปทำแล้ว" "โอเคลูก ไม่เป็นไร แม่แค่ลองถามเผื่อว่าลูกจะว่าง เพราะอาทิตย์หน้าที่บ้านมีงานบุญใหญ่ เผื่อลูกอยากกลับมาร่วมงาน" "ขอดูก่อนครับแม่" "โอเคลูก งั้นแม่ไม่รบกวนแล้วนะ" "ครับแม่ ดูแลตัวเองด้วยครับ" "ลูกก็เหมือนกันนะ" "ครับแม่" สิ้นสุดการสนทนา ปกรณ์จึงล้มตัวนอนลงบนที่นอน พร้อมกับใช้มือก่ายหน้าผาก ความคิดมากมายกำลังทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้า เขายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคนที่บ้าน เพราะพ่อกับแม่ยังไม่รู้เรื่องที่เขาขายรถคืนให้กับไฟแนนซ์ อีกอย่างเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับใครฟัง แม้จะรู้ดีว่าการกลับบ้านคืออีกหนึ่งความต้องการของเขามาโดยตลอด แต่การกลับบ้านในทุกๆครั้งเขาก็มักจะแบกเอาทุกความคาดหวังเอาไว้เช่นกัน เพราะทุกคนมักจะมองว่าเขาประสบความสำเร็จ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แต่ในช่วงเวลานี้เขากลับรู้สึกว่า เขาไม่เหลืออะไรเลย แม้กระทั่งความสุขที่เขาเคยมี หรือแท้จริงแล้วเขาไม่เคยมีมันอย่างแท้จริง เขายังคงใช้เวลาอยู่กับความคิดมากมายอยู่แบบนั้นจนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น และปลายสายที่โทรเข้ามาก็ยังคงเป็นเบอร์เดิมที่คุ้นเคย ซึ่งสร้างความแปลกใจเล็กน้อยให้กับเขา แต่สุดท้ายก็เลือกกดรับสายนั้นทันที "ครับแม่" "ปกรณ์ นี่พ่อเองนะลูก แม่เข้าโรงพยายาบาล ตอนนี้แม่อาการหนักมาก" คำตอบที่เขาได้รับทำให้เขาแทบจะทรุดลงไปนอนกับพื้น ราวกับคำตอบที่บอกให้เขากลับบ้านมาโดยตลอดได้รับการตอบรับจากเขาแล้วในวันนี้ มือที่ถือโทรศัพท์อยู่กลับไร้เรี่ยวแรง แต่เขาไม่มีเวลาตัดสินใจแล้ว จึงรีบบอกกับปลายสายทันทีก่อนที่เขาจะรีบจัดกระเป๋าและติดต่อหัวหน้าเพื่อขอลางานด่วน ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว เช่นเดียวกับความรู้สึกของเขาที่ลืมความคาดหวังที่เคยมีก่อนหน้านั้นไปจนหมดสิ้น ในใจตอนนี้ภาวนาแค่เพียงขอให้แม่ปลอดภัยและอยู่กับเขาไปนานๆ หลังจากที่ปกรณ์ได้รับสายจากพ่อ เขาก็รีบเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ทันทีที่มาถึงโรงพยาบาล เขาก็รีบวิ่งเข้าไปสวมกอดพ่อ พร้อมกับถามถึงอาการแม่ ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่เขา เพราะเขาสะพายเป้ใบใหญ่และวิ่งเข้ามาหาพ่อด้วยอาการตื่นตระหนก "แม่เป็นยังไงบ้างครับ" "หมอยังไม่ออกมาแจ้งเลยลูก" "เกิดอะไรขึ้นครับพ่อ ก่อนหน้าแม่ยังโทรมาคุยปกติเลย ทำไมถึงมีอาการทรุดแบบนี้ครับ แล้วแม่เป็นอะไรทำไมผมไม่เคยรู้เรื่องนี้" พ่อของปกรณ์มองหน้าลูกชายอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริงที่เคยปิดบังตลอดมา "แม่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แม่ไม่ให้พ่อบอกเรื่องนี้กับลูก แล้ววันนี้อาการแม่ก็ทรุดหนัก" ราวกับคำตอบที่ได้ฟังทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุน เขาไม่เคยสังเกต และไม่เคยรู้เลยว่า แม่ป่วยหรือมีอาการผิดปกติแต่อย่างใด หรือแท้จริงแล้วเขาไม่เคยได้ใช้เวลาที่มีค่ากับคนที่เขารักอย่างแท้จริง เขาละเลยช่วงเวลาที่มีค่าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีความว่างเปล่าก็เข้ามาแทนที่ ความพยายามที่เขาตั้งใจทำมาโดยตลอดนั้นสูญเปล่าไป หรือมันไม่เคยมีความหมายตั้งแต่แรก เขาพยายามที่จะไม่ร้องไห้ แต่ความเจ็บปวดกำลังบีบคั้นให้เขาร้องไห้และปลดปล่อยความรู้สึกผิดทั้งหมดออกมา ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังกอดกัน เสียงประตูห้องฉุกเฉินก็ถูกเปิดออกมาพร้อมกับหมอที่ทำการรักษา ทั้งสองคนจึงรีบวิ่งเข้าไปสอบถามอาการผู้ป่วยทันที "แม่เป็นยังไงบ้างครับ" "ภรรยาผมเป็นยังไงบ้างครับ" "หมอขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ คนไข้ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และไม่มีทางรักษาให้หาย ญาติมีอะไรอยากบอกกับคนไข้ครั้งสุดท้าย หมอแนะนำให้รีบบอกก่อนที่คนไข้จะจากไปนะครับ" ทันทีที่สิ้นสุดคำพูดของหมอ สองพ่อลูกจึงหันหน้ามองกันพร้อมกับน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองคนรีบเดินเข้าไปในห้องฉุกเฉิน สิ่งที่สองคนมองเห็นมีเพียงภาพของหญิงสาวที่นอนหลับตา พร้อมกับลมหายใจอันแผ่วเบา จังหวะการเต้นของหัวใจก็เริ่มเต้นช้าลง ปกรณ์ไม่อาจทนนิ่งได้อีกต่อไป เขารีบวิ่งเข้าไปกุมมือของแม่ตัวเอง มือเขาสั่นเทา และสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของมือที่กุมอยู่ เขาร้องไห้ออกมาโดยไม่สนใจว่าใครจะมองเขาอย่างไร ในใจแค่ภาวนาให้แม่รับรู้ในสิ่งที่เขาพูดในวาระสุดท้ายก่อนที่จะจากกันไปตลอดกาล "แม่ครับ แม่ได้ยินผมไหม แม่อยู่กับผมก่อน ผมขอโทษที่ไม่เคยสนใจแม่เลย ผมขอโทษที่ดูแลแม่ได้ไม่ดีพอ แม่ให้โอกาสผมได้ดูแลแม่ให้ดีกว่านี้ได้ไหม แม่อย่าจากผมไป" ยังคงไร้เสียงตอบรับ มีเพียงเสียงอัตราการเต้นของหัวใจที่เต้นช้าลง และการขยับมือเพียงเล็กน้อยของคนเป็นแม่ เขารับรู้ได้ว่าแม่พยายามที่จะพูดคุยกับเขา แต่แม่ทำได้เพียงแค่ขยับมือเพื่อรับรู้ แต่ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะอัตราการเต้นของหัวใจได้หยุดเต้น แต่ยังคงมีเพียงเสียงร้องไห้สะอื้นของพ่อและลูกที่ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากปากอีก นับว่าเป็นเหตุการณ์ของการสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ทั้งสองคนตั้งมือรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก และกลายเป็นบาดแผลทางความรู้สึกของปกรณ์ไปอีกยาวนาน ผ่านไป 1 สัปดาห์ หลังจากจัดการงานศพของแม่เรียบร้อยแล้ว ปกรณ์ก็ยังไม่ได้กลับไปทำงานต่อ เขายังคงใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ไม่ออกไปข้างนอก อาจจะมีบ้างที่ออกไปข้างนอกกับพ่อ แต่เวลาส่วนใหญ่เขากลับเลือกที่จะอยู่กับตัวเอง เขายังคงมีบาดแผลจากความทรงจำที่เกิดขึ้น เขาไม่รู้ว่าทุกอย่างที่เขาทำมานั้นเขาทำไปเพื่ออะไร เพราะสุดท้ายคนที่เขาต้องการให้อยู่ชื่นชมความสำเร็จนั้นมากที่สุดกลับจากเขาไปโดยไม่มีแม้แต่คำร่ำลา ทุกความเจ็บปวดกลายเป็นบาดแผลที่ทำให้เขากล่าวโทษตัวเองอย่างไม่รู้จักจบสิ้น และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาจมปลักอยู่กับความรู้สึกนั้น จนกระทั่งเสียงที่คุ้นเคยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "ปกรณ์ออกมานั่งเป็นเพื่อนพ่อหน่อยลูก" คนเป็นพ่อเดินเข้ามาเรียกลูกชายในห้องก่อนจะเดินนำออกไปนั่งตรงระเบียงหน้าบ้านเพื่อรับลมเย็นสบาย สายตาของคนเป็นพ่อยังคงมองไปที่ท้องฟ้าและกล่าวออกมาโดยไม่หันหน้าไปมองลูกชายที่เดินมานั่งลงข้างๆ "ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของใคร ปกรณ์เลิกโทษตัวเองได้แล้วนะลูก" "แต่ผมไม่ได้สนใจแม่ในแบบที่ควรจะเป็น" "ยังไงหรอ ปกรณ์ดูแลพ่อกับแม่ดีมาโดยตลอด หากจะโทษว่าตัวเองไม่ได้อยู่เพื่อดูแลพ่อกับแม่อย่างใกล้ชิด นั่นไม่ใช่ความคิดที่เข้าท่าเลย ทุกคนต่างก็ต้องมีชีวิตที่เป็นของตัวเอง มีเส้นทางที่เลือก ไม่มีใครอยู่กับใครไปตลอดชีวิต ลูกทำหน้าที่ของลูกได้ดีเสมอมา พ่อกับแม่ไม่เคยคาดหวังให้ลูกต้องกลับมาใช้ชีวิตเพื่อดูแลพ่อกับแม่ในขณะตัวเองยังต้องสร้างชีวิตในขณะที่มีโอกาส" "ผมแค่อยากดูแลแม่ ได้คุยกับแม่ในช่วงเวลาสุดท้ายที่ผมจะได้อยู่กับแม่ ทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่เคยบอกผมเลย" "มันเป็นความต้องการของแม่ และพ่อกับแม่พยายามประคับประคองให้ทุกอย่างมันดีขึ้น แต่เชื้อมะเร็งแพร่กระจายไปเร็วกว่าที่คิด จนแม่ต้องเข้ารักษาตัวอยู่หลายครั้ง และแม่ก็เลือกที่จะไม่รับการรักษาต่อเพราะทรมาน และตั้งใจที่จะบอกลูกจากปากของแม่เอง" "แต่ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว ครั้งสุดท้ายที่แม่โทรมา น้ำเสียงแม่ก็ดูแปลกๆ แต่ผมไม่ได้สนใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น" "อย่าโทษตัวเองเลยลูก แม่ก็คงคิดแบบนั้น" "ผมไม่อยากกลับไปทำงานแล้ว. "ทำไมล่ะ ความฝันที่ลูกต้องการล่ะ" "ผมแค่อยากมีความสุข" "จงเลือกความสุขที่เป็นของลูก ไม่ใช่ความสุขที่เป็นของพ่อกับแม่" "พ่อ" "ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจ ลูกต้องเลิกโทษตัวเองก่อน แล้ววางความคาดหวังลง กลับไปใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเหมือนที่ผ่านมา ลูกไม่จำเป็นต้องลืมความเจ็บปวดครั้งนี้ แต่ลูกต้องกล้าให้อภัยตัวเอง และเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น" "ผมเคยคาดหวังว่ามีทุกอย่างตามที่ต้องการ ผมถึงจะมีความสุข ผมถึงจะอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกแบบนั้น แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ความสุขนั้นมันจากผมไปทุกครั้งที่ผมวิ่งตาม ทั้งที่ความจริงผมกลับลืมไปว่า ความสุขนั้นมันอยู่กับผมมานาน เพียงแค่ผมไม่เคยหยุดมองดูมันด้วยความเข้าใจ ผมเลยไม่กล้าอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขอย่างแท้จริง" "วันนี้ลูกเลือกความสุขนั้นได้อีกครั้งนะ มันไม่เคยหายไปไหนเลย อยู่ที่ไหนแล้วมีความสุข ทำอะไรแล้วสบายใจก็เลือกแบบนั้น ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะชีวิตนี้เป็นของลูก พ่อกับแม่มีหน้าที่ร่วมยินดีและอยู่เคียงข้างเสมอ" "ขอบคุณครับพ่อ" กล่าวพร้อมกับขยับเข้าไปเพื่อสวมกอดคนเป็นพ่ออีกครั้ง ราวกับความเจ็บปวดได้รับการเยียวยา เขารับรู้ดีว่าพ่อกับแม่ไม่เคยคาดหวังอะไรกับเขาเลย มีเพียงความคาดหวังที่เขามีต่อตัวเองเท่านั้นที่ทำลายความสุขและความต้องการของเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หลังจากพูดคุยกับพ่อของตัวเองในวันนั้น ปกรณ์จึงกล่าวลาพ่อก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพ เขาเลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง ตั้งใจเลือกเส้นทางและทำตามความฝันของตัวเองอีกครั้ง เพราะอย่างน้อยการกลับมาครั้งนี้เขาก็ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนให้กับตัวเองมากขึ้น เขาเลือกที่จะทำงานประจำต่อไปเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อตั้งใจเก็บเงินบางส่วน และในขณะเดียวกันเขาก็กลับมาตั้งใจทำอาชีพเสริมควบคู่กันไปด้วย เพราะเป้าหมายที่เขาวางเอาไว้คือการกลับไปทำธุรกิจต่อจากที่บ้าน ซึ่งเป็นการทำเกษตร แม้ว่าเขาจะไม่มีความรู้ด้านนั้นมากพอ แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่มีอะไรที่ยากเกินกว่าความพยายาม แต่ตอนนี้เขาขอเลือกที่จะใช้ชีวิตในช่วงเวลานี้ให้เต็มที่ เก็บเงินเพื่อต่อยอดในจำนวนที่มากพอ และสามารถดูแลตัวเองและพ่อของเขาได้ดีในระดับหนึ่ง แม้ว่าบางคนจะบอกกับเขาว่า ทำไมถึงไม่เลือกที่จะกลับไปทำเกษตรที่บ้านตอนนี้ ทำไมต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะการรออาจจะไม่มีอยู่จริง และพ่ออาจจะจากเขาไปเหมือนที่แม่จากเขาไปเช่นเดียวกัน แต่เขากลับมีมุมมองที่แตกต่างไปจากคนทั่วไป หากมัวแต่กลัวว่าจะสูญเสียและไม่ได้ทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ การใช้ชีวิตก็คงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด รู้สึกผิดไปตลอดชีวิตเช่นกัน เพราะโลกของความเป็นจริงไม่มีใครกำหนดหรือบังคับให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามต้องการ และการเลือกทำในสิ่งที่ชอบตามเส้นทางที่เขาเลือกในตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่เขาสามารถทำมันได้ดี ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว แต่เป็นการเลือกเพื่อตัวเองและคนที่รักมากพอต่างหาก และในขณะเดียวกันเขาก็มักจะใช้เวลากลับบ้านมากขึ้น เป็นสิ่งเดียวที่เขาทำแล้วจะไม่รู้สึกเสียดายอีกต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าทุกคนต่างก็ต้องใช้ชีวิต พ่อก็เช่นกัน ทุกคนต่างมีหน้าที่ พ่อยังมีแรงและมีความสุขกับงานที่ทำ ตัวเขาก็เช่นกัน ทุกคนแค่เลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เลือกที่จะฟังความต้องการของตัวเอง โดยไม่ลืมเช่นกันว่า การใช้เวลาร่วมกันกับคนที่ตัวเองรักบ้างนั้นคือกำไรชีวิตที่กลายเป็นส่วนเติมเต็มโดยไม่ต้องร้องขอ และเขาก็ยังคงทำหน้าที่นี้ได้ดีเสมอมา เพราะสุดท้ายเขากลับค้นพบว่า ความฝันนั้นไม่เคยหายไปไหน เขาแค่หวังว่าตัวเองจะมีความสุขกับทุกการเลือกที่เกิดขึ้นในชีวิต และความฝันนั้นคือส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เขาเลือกทุกอย่างโดยไม่เบียดเบียนตัวเอง อีกทั้งยังแบ่งปันความฝันให้กับคนที่เขารักด้วยเวลาที่มีค่า และเขาก็ทำมันได้ดีเสมอมา ไม่มีคำว่า มากเกินไป หรือ น้อยเกินไป ในแบบที่เขาเคยกล่าวโทษตัวเอง มีเพียงแค่คำว่า เพียงพอและดีพอเสมอมา เพราะทุกคนต่างเต็มที่กับความฝันและความต้องการของตัวเองในแบบที่เลือก เพียงแค่บางครั้งอาจจะหลงลืมความฝันที่มีอยู่ไปชั่วขณะ และเลือกไปวิ่งตามเอาความฝันของคนอื่นมากเกินไปจนลืมไปว่า ความฝันนั้นอยู่กับตัวเองตลอดเวลา แค่รอเวลาให้หยุดมองและใช้เวลาเพื่อความฝันนั้นด้วยความรัก

Author Avatar
Meen
ว่าด้วยเรื่องของงานเขียนที่ทำให้หัวใจพองโต เป็นตัวแทนของความรู้สึกที่อยากส่งต่อ เพื่อมอบกำลังใจผ่านทุกตัวอักษรให้กับผู้อ่านทุกคน

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ