แม่ทัพน้อยกวนเป๋ง บทที่ 9
ในห้องนอนของท่านลุงใหญ่ที่บางครั้งท่านพ่อกับอาสาม หรือแม้แต่ตัวของแม่ทัพน้อยเองเคยไปนอนมีข้าวของประดับไม่มากนัก อาจจะเพราะท่านลุงใหญ่ไม่ใช่คนชอบสะสม (ไม่เหมือนแม่หรืออาสาม) แต่มีอยู่สองสามชิ้นที่แม่ทัพน้อยกวนเป๋งเห็นแล้วชอบมาก
ชิ้นที่หนึ่งคือตุ๊กตารูปผู้ชายถือตะเกียงน้ำมัน ขนาดของมันเท่ากับตัวของน้องเล็กๆบางคน มันตั้งอยู่ที่ข้างประตูตลอดเวลา พอตกกลางคืน ไม่พวกเจ้าหน้าที่ก็แม่ทัพน้อยนี่แหละที่ต้องเป็นคนจุดไฟให้ความสว่างในห้องนอนนั้น
ชิ้นที่สองคือฉากหลังสีดำประดับลวดลายกำมะลอ ตรงกลางเป็นรูปมังกร รอบๆมังกรก็มีลวดลายอื่นๆที่หนุ่มสิบขวบดูไม่ออก รู้แค่ว่ามันสวยมากๆ
ชิ้นสุดท้ายคือแจกันเครื่องเคลือบขนาดกลาง สีออกน้ำตาลตุ่นๆ ถ้าถูกแสงก็จะเห็นแสงที่ตกกระทบแบบมัวๆ แลดูแปลกตาแบบที่แม่ทัพน้อยไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่จำความได้
ในบรรดาข้าวของทั้งหมดนั้น แม่ทัพน้อยชอบแจกันที่สุดเลย
ครั้งหนึ่ง แม่ทัพน้อยเข้ามาทำความสะอาดห้องนี้แค่คนเดียว พอเห็นว่าคนปลอดก็เลยเดินเข้าไปใกล้แจกันสีน้ำตาลใบนั้น แล้วก็เอามือถูๆ ลูบคลำไปมาอย่างตื่นเต้นและชอบใจ รู้สึกว่าแจกันใบนี้มันเนื้อลื่นแบบแปลกๆและสวยมากจริงๆ
“ทำอะไร”
เสียงนั้นทำให้แม่ทัพน้อยชะงักมือ หันไปก็ต้องตกใจเพราะว่าท่านพ่อยืนหยุดอยู่ตรงประตูห้อง
“จับแจกันเฉยๆครับ”
“เอามือออก” ท่านบอกเสียงเรียบๆ ไม่ดุ แต่แม่ทัพน้อยก็ยอมเอามือออกจากแจกันใบนั้น
ท่านพ่อเดินมาใกล้ๆ แล้วก็จูงเขาออกมาข้างนอกก่อนที่ท่านจะพูดขึ้น “ข้าวของที่ไม่ใช่ของเรา ต่อให้มันสวยขนาดไหน เราก็ไม่ควรไปจับหรือถือเอามาเป็นของเรานะลูก ถ้ามันแตกหรือเสียหายขึ้นมา เราอาจจะแค่ตกใจแล้วก็หาย แต่คนที่เป็นเจ้าของ…เขาอาจจะเสียใจมากก็ได้”
“แต่ลูกไม่ได้ขโมยของท่านลุงใหญ่นะครับ” แม่ทัพน้อยตอบเสียงหงอยๆ มองท่านพ่อตาแป๋ว “ลูกแค่จับมันเบาๆเอง”
“แล้วลูกจะบอกได้อย่างไรว่าวันไหนลูกจะไม่ยกมันขึ้นมาดูเล่น แล้วก็เผลอทำตกแตกล่ะ”
แม่ทัพน้อยได้ฟังที่ท่านพูดแบบนั้นก็พยักหน้าเงียบๆอย่างเข้าใจ ตั้งแต่นั้นมา แม่ทัพน้อยกวนเป๋งก็ไม่เคยแตะข้าวของใดๆในจวนผู้ว่าการอีกเลย
หลายวันผ่านไป แม่ทัพน้อยก็ยัง “เก็บแต้ม” ความดีไปเรื่อยๆ เผื่อว่าอาจจะได้ของขวัญจากเทวดานางฟ้าในช่วงเช้าของบางวัน หรือถึงไม่ได้ แค่ท่านพ่อกับแม่ชมเขาว่าเป็นเด็กดีก็พอแล้ว
บางวันที่อากาศหนาวๆหน่อย แม่ทัพน้อยจะเข้าไปในห้องนอนของท่านลุงใหญ่ ก่อนจะถอดเสื้อออกจนเหลือแค่กางเกง แล้วก็ขึ้นไปนอนเกลือกกลิ้งไปมาบนที่นอน จะลงมาก็ต่อเมื่อคิดว่าเตียงอุ่น จึงค่อยใส่เสื้อให้เรียบร้อยแล้วกลับเรือน
ถ้าเป็นวันที่อากาศร้อน แม่ทัพน้อยจะคอยพัดโบกที่นอนนานสองนานและหวังว่ามันจะเย็นพอที่ใครจะนอนหลับอย่างสบายใจ
นอกเหนือจากนั้น แม่ทัพน้อยก็เรียนหนังสือกับครูที่แม่จ้างมาให้ แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ไม่ต่างจากที่เด็กคนอื่นๆเขาเป็นกัน แม้ว่าแม่ทัพน้อยจะชอบบอกตัวเองว่า “เป็นหนุ่ม” แล้วก็ตามที
จนกระทั่งคืนหนึ่งที่ควรจะเป็นคืนปกติที่ทุกคนจะได้นอนหลับพักผ่อนอย่างสบายใจ กลับมีเรื่องราวน่าตื่นเต้นและหวาดเสียวเกิดขึ้น
จู่ๆแม่ทัพน้อยเกิดปวดเบาขึ้นมากลางดึก เลยออกจากห้องนอนไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ไกลๆ แล้วก็กำลังจะเดินกลับไปนอนต่อ แต่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจนแม่ทัพน้อยตกใจ
“ไอ้โจร! เอ็งจะออกไปดีๆหรือจะให้พวกข้าแจกหมัดสักตุบสองตุบ!”
แม่ทัพน้อยกวนเป๋งสาวเท้าไปที่เขตจวนผู้ว่าการแล้วรีบแอบหลังเสา เผยอหน้ามามองดูก็ตาโต
ที่ตรงมุมใดมุมหนึ่ง มีผู้ชายสองสามคน ปกปิดหน้าตาจนเหลือแต่ตา ในมือพวกเขาถือมีดและดาบแหลมคม รอบๆพวกเขาคือท่านพ่อ อาสามและพวกทหารยามอีกจำนวนหนึ่ง
“ใครส่งเจ้ามา! หรือว่ามานี่แค่จะมาปล้นข้าวของ!” เสียงท่านพ่อที่ตวาดใส่โจรดังมากพอที่จะทำให้เด็กตัวเล็กๆแบบแม่ทัพน้อยสะดุ้งจนเกือบหลุดอุทาน ส่วนพวกโจรที่นิ่งอยู่ก็ตอบโต้ด้วยการจู่โจมพวกทหารยามที่ล้อมรอบทันที!
เสียงเอะอะโวยวาย ปะปนกับเสียงอาวุธกระทบกัน แค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้หนุ่มสิบขวบรู้สึกชาและมึนในหัว บางทีแค่เสียงคมดาบปะทะกันที่ก่อให้เกิดเสียงวิ้งๆตามมาก็แสบแก้วหูจนแม่ทัพน้อยเกือบจะหลุดร้องไห้แล้ว
‘อาเป๋งจะไม่ร้อง’ แม่ทัพน้อยพยายามทำใจให้เข้มแข็ง ‘ถ้าอาเป๋งร้อง พวกโจรจะรู้แน่ๆว่ามีเด็กอยู่ตรงนี้ แล้วคนโตๆที่กำลังตีกับโจรก็จะต้องเดือดร้อนเพราะอาเป๋ง’
ขณะที่แม่ทัพน้อยกำลังมองภาพทุกอย่างจากหลังเสา ร่างเล็กๆของเขาก็ถูกช้อนตัวขึ้น ตอนแรกเขาตกใจจนเกือบจะร้อบเรียกท่านพ่อ แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคยนั้น…
“เงียบไว้นะคนเก่งของลุง”
หนุ่มสิบขวบแบบแม่ทัพน้อยก็ค่อยๆอุ่นใจ ก่อนจะเอาหน้าซุกเสื้อของท่านลุงใหญ่แทบจะในทันที
พอท่านลุงใหญ่วางแม่ทัพน้อยลงในพื้นห้องนอนของท่าน ก่อนจะสั่ง “เจ้านอนรออยู่ในนี้นี่แหละ แล้วห้ามเปิดประตูเด็ดขาดเลยนะ จนกว่าพวกลุงจะจับโจรได้หรือจนกว่าจะเช้านู่นเลย”
“ครับ…”
แม่ทัพน้อยพยักหน้าหงอยๆ พลางมองประตูห้องที่ถูกปิดลง แล้วทุกอย่างในห้องนั้นก็เข้าสู่ความสงบเงียบเล็กๆ ท่ามกลางความน่ากลัวที่ด้านนอกนั่น แม่ทัพน้อยเริ่มคิดถึงอ้อมกอดของแม่ คิดถึงเสียงหัวเราะของพี่อามู่ คิดถึงพี่เลี่ยงเลี่ยงที่แต่งงานไปแล้ว แล้วก็ใครหลายๆคนอีกมากมาย บางทีถ้าเลือกได้ แม่ทัพน้อยอยากจะวิ่งกลับไปที่เรือนตัวเอง ไปที่ห้องนอนของท่านพ่อกับแม่ แล้วปีนขึ้นเตียงไปกอดแม่ทั้งคืน แต่ตอนนี้ก็คงทำไม่ได้อยู่ดี
“แม่จะบอกอะไรให้นะ เด็กดีของแม่ ลูกไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆหรอก ในตัวของลูก ในเลือดของลูก มีพ่อกับแม่อยู่คนละครึ่งอยู่แล้วจ้ะ”
คำพูดของแม่ที่เคยพูดไว้ในวันที่แม่จะไปรักษาคนป่วยดังขึ้นมาในความคิด แม่ทัพน้อยหลับตาแล้วก็นึกถึงตุ๊กตาดินเผาตัวที่เขาชอบเอามากอดนอนทุกคืน
‘นั่นสินะ’ แม่ทัพน้อยคิดในใจ ‘ถ้าอาเป๋งเป็นตุ๊กตาที่ท่านพ่อกับแม่จ๋าสร้างขึ้นด้วยครึ่งหนึ่งของชีวิต แปลว่าในตัวอาเป๋งก็มีท่านพ่อกับแม่จ๋าอยู่แล้วอย่างละครึ่ง’
‘งั้น…อาเป๋งก็นอนกอดตัวเองได้ใช่ไหม?’ คิดได้แบบนั้น เขาก็กอดอกตัวเองพลางอมยิ้มไปมา คืนนี้แม่ทัพน้อยก็ไม่เหงาแล้ว
แต่แม่ทัพน้อยก็กอดตัวเองอย่างมีความสุขได้ไม่นาน เพราะอยู่ดีๆประตูก็ถูกทุบอย่างแรงจากใครสักคนที่เขารู้ว่าไม่น่าจะใช่ท่านลุงใหญ่ ท่านพ่อ หรืออาสามแน่ๆ
“ใครอยู่ในนั้น! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
ดวงตาของหนุ่มสิบขวบตอนนี้โตกว่าไข่ไก่สองฟอง ก่อนที่จะกวาดมองข้าวของในห้องนอนของท่านลุงใหญ่ มองไปที่แท่นวางกระบี่ก็ไม่เห็นกระบี่ (ท่านลุงใหญ่คงหยิบไปแล้ว) มองไปที่กำแพงอีกทางก็ไม่เจอหอกเล่มไหนเลย
‘ทำไงดี…ถ้าคนใจร้ายบุกเข้ามาได้ ต้องแย่แน่ๆ’ แม่ทัพน้อยคิด ‘แล้วอาเป๋งจะสู้กับคนใจร้ายยังไงดีนะ?’
“หูหนวกรึยังไง! คิดว่าข้าโง่นักเรอะ!” คนข้างนอกตะคอกใส่อีกครั้ง “มีแสงจากตะเกียงไฟแค่นี้ ข้าก็รู้แล้วว่ามีคนแอบอยู่ในนั้น!”
‘งั้นต้องรีบดับไฟก่อน!’ แม่ทัพน้อยคิดแล้วก็เดินไปที่ตะเกียงสำริดแล้วเป่าไฟจนดับ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คนใจร้ายด้านนอกหยุด “ช้าไปแล้ว! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”
แม่ทัพน้อยมองข้าวของในห้องนอนนั้นอีกครั้งหนึ่ง จนตาไปสะดุดกับของชิ้นนั้น…สิ่งของที่เขาชอบที่สุดแต่ก็ไม่กล้าแตะต้องมันอีกเพราะมันไม่ใช่ของเขา
แจกันสีน้ำตาลใบเดิมยังถูกตั้งอยู่ที่มุมห้อง พื้นผิวแลดูมันวาวแม้จะอยู่ในความมืด แม่ทัพน้อยทั้งรู้สึกเสียดายและกลัวในขณะที่กำลังคิดแผนบางอย่างพร้อมๆกับสาวเท้าเข้าไปใกล้มัน
‘อาเป๋งจะต้องโดนท่านลุงใหญ่ไม่ก็ท่านพ่อตีแน่ๆ แต่ถ้านั่นทำให้คนใจร้ายหยุด…อาเป๋งยอมก็ได้’
โครม!
ประตูไม้ถูกพังเข้ามาโดยผู้ชายตัวโตคนหนึ่งที่ใส่ผ้าคลุมหน้าตาแบบพวกของเขา แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรต่อ ร่างของเขาที่ใหญ่โตเหมือนยักษ์ก็ล้มคว่ำลงไปเพราะถูกบางสิ่งกระแทกใส่
เพล้ง!
แจกันสีน้ำตาลใบนั้น…แจกันใบเดิมที่แม่ทัพน้อยรักนักรักหนา เมื่อถูกปาด้วยกำลังที่มากเกินเด็กปกติสักหน่อยของเขาและถูกตัวโจรจนล้มลงสลบไปแล้ว มันก็ลอยหวือในอากาศเพียงสั้นๆแล้วตกกระแทกพื้นและแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
“นายท่าน! มาทางนี้ขอรับ!”
เสียงเจ้าพนักงานตะโกนเรียกจากอีกทาง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของคนอื่นๆดังตามมา และไม่นาน แม่ทัพน้อยก็ก้าวออกมาจากในห้องนอนห้องนั้นและเดินไปหาพวกคนโตๆที่มาดูเหตุการณ์
ถ้าเป็นเด็กคนอื่น พวกเขาอาจจะคิดคำแก้ตัวหรือโกหกเมื่อทำของแตก แต่เพราะแม่ทัพน้อยกวนเป๋งเป็น “คนพิเศษ” เขาก็พร้อมที่บอกความจริงและยอมรับสิ่งที่ตามมา (ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าต้องโดนตีก็เถอะ)
แม่ทัพน้อยเดินตรงไปที่ที่ท่านลุงใหญ่กับทุกคนยืนอยู่ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ท่านลุงใหญ่ครับ อาเป๋งปาแจกันของท่านลุงใหญ่ใส่โจร ตอนนี้มันแตกไปแล้ว อาเป๋งขอโทษนะครับ”
พอพูดจบ แม่ทัพน้อยก็ก้มหน้างุด คิดในใจว่าตอนเจ็ดขวบแม่เคยตีเขาจนเนื้อลาย ถ้าเจ็บแค่นี้ในตอนนี้ก็คงไม่เป็นไรหรอก…แต่ท่านลุงใหญ่กลับไม่ได้ตีเขา คนอื่นๆก็เช่นกัน สิ่งที่เด็กตัวเล็กๆแบบเขาได้รับคืออ้อมกอดที่คุ้นเคยและนุ่มนวลจากอีกฝ่าย นั่นทำให้แม่ทัพน้อยรู้สึกแปลกใจเล็กๆ
“คนดีของลุง ฟังลุงนะ” ท่านลุงใหญ่ลูบหลังของเขาเบาๆขณะพูดไปด้วย “ลุงชื่นใจที่สุดที่เจ้าพูดจริง ลูกผู้ชายจะดีก็ดีเพราะเป็นคนซื่อสัตย์และกล่าวแต่ความจริงนี่ล่ะ”
แม่ทัพน้อยเหลือบมองไปอีกทางก็เห็นท่านพ่อที่กำลังยิ้มมุมปากหน่อยๆพร้อมสายตาอ่อนโยน กับอาสามที่ยิ้มแฉ่งก่อนจะกระซิบบางอย่างกับท่านพ่อ (สงสัยคงจะพูดว่า “รอดแล้ว! มันไม่โดนตีล่ะ!”)
“แต่แจกันนี้เป็นของท่านลุงใหญ่นะครับ…” แม่ทัพน้อยแหงนมองหน้าท่านแบบหงอยๆ “ท่านลุงไม่เสียใจหรือครับ?”
ท่านลุงใหญ่ส่ายหัว “แจกันน่ะ ลุงจะหาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าลุงตีเจ้าเพราะเห็นค่าของแจกันมากกว่าความกล้าหาญของเจ้าในการสู้กับโจร…ลุงคงเสียใจมากเลยทีเดียว”
สักพัก แม่ทัพน้อยก็เริ่มง่วง ตาค่อยๆปรือ ปากเล็กๆก็เผลออ้าและหาวหวอดๆ ทำเอาทุกคนที่อยู่ตรงนั้นหัวเราะกันครืน
“สู้กับโจรคงเหนื่อยมากงั้นสิ?” ท่านลุงใหญ่แซวในขณะที่แม่ทัพน้อยก็เอาหัวซบอกท่าน พูดเสียงอ่อยๆ
“ง่วงแล้วครับ…อาเป๋งอยากนอนแล้ว…คืนนี้นอนกับท่านลุงใหญ่ได้ไหมครับ?”
“เออ กลับไปนอนกับพ่อกับแม่เถอะ”
พูดจบท่านลุงใหญ่ก็อุ้มเขาส่งให้ท่านพ่อ แล้วทุกอย่างรอบๆตัวของแม่ทัพน้อยกวนเป๋งก็ค่อยๆมืดลง มืดลง และมืดลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับสติที่หดหายไปเมื่อความง่วงคืบคลาน
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ… แม่ทัพน้อยก็แอบอมยิ้มขณะที่ซุกหน้าลงบนไหล่ของท่านพ่อแม้ว่าตาจะหลับไปแล้ว
หนุ่มสิบขวบคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่นะ? คิดว่ามื้อเช้าของวันถัดไปจะกินอะไรดี หรือว่าพรุ่งนี้จะเก็บแต้มความดีอะไรต่อรึเปล่า?
เรื่องแบบนี้ ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวแม่ทัพน้อยจริงๆ
แล้วหนูๆทั้งหลายล่ะ หากพวกเธอต้องมีเหตุอะไรสักอย่างให้ต้องยอมพังของรักของหวงของพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนหรือใครก็ตาม พวกเธอจะทำอย่างไร? จะพูดกับคนโตๆยังไง? หรือมีวิธีไหนที่เอาไว้สู้กับคนไม่ดีที่ต่างไปจากนี้
ไม่ต้องรีบบอกหรอกนะ แมวดำจะให้เวลาไปคิดทบทวน คืนเดียวก็ได้ หลายๆคืนก็ได้ หรือเป็นปีก็ไม่ว่าเหมือนกัน
คำตอบที่เธอให้ไม่มีถูก ไม่มีผิด ขอให้ตอบออกมาอย่างซื่อตรงต่อใจของเธอมากที่สุด เพราะข้าพเจ้ารู้ดีว่าเทพเจ้าย่อมพึงใจแก่ผู้ที่เป็นคนตรงทั้งต่อตนเองและผู้อื่นเสมอ อย่ากลัวว่าคำตอบที่ตอบมาจะเป็นคำตอบที่ไม่ดีเลย
หรือถ้าเธอยังคิดไม่ออก ลองเขียนลงในกระดาษก่อนก็ได้ ทุกคนตรงนี้รอได้เสมอ
แต่แน่ๆก็คือ คืนนี้แม่ทัพน้อยก็คงจะนอนหลับฝันดี โดยที่มือก็ยังกอดตุ๊กตาดินเผาที่อาชุนให้เขาไว้ และบนใบหน้าขาวนวลเหมือนพระจันทร์…มีรอยยิ้มเล็กๆประดับบนใบหน้าเหมือนทุกคืนที่ไม่มีฝันร้ายใดๆมาทำร้ายเขาได้
แล้วคืนหนึ่งก็ผ่านไป…

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น