อ้าวพึ่งเห็นหมวดหมู่ death เอาเป็นว่าเริ่มจากเกริ่นก่อนเเล้วกัน

อ้าวพึ่งเห็นหมวดหมู่ death เอาเป็นว่าเริ่มจากเกริ่นก่อนเเล้วกัน

เอออออ...... นิราศเงา — บทนำโดยเด็กผู้หญิงที่ยังหาคำจบไม่เจอ เธอนั่งนิ่งข้างหน้าต่างกลางคืนขุ่น ปล่อยลมหวนแผ่วอุ่นพัดคลอไหว ปากกาดำอยู่ในมือที่บางไป คล้ายจะไหวทุกครั้งที่เริ่มเขียน กระดาษขาวตรงหน้าเหมือนฟ้าว่าง เป็นทางกว้างของความงามอันพากเพียร เธอก้มหน้าเหมือนซ่อนใจไม่ให้เยือน ไม่ให้ใครมาเบียดเบียนถ้อยในเธอ “จะเริ่มอย่างไรดีนะในครานี้” เธอพึมพำเบารี่ราวเสียงเพ้อ โลกทั้งใบไม่เคยฟังที่ใจเธอ จึงต้องเขียนให้เงอในกลอนแปด ครั้งก่อนก่อนที่เดินไปปลายสะพาน เจอหมอกมานล้อมหน้าพาให้แผ่ว เหมือนประตูที่คิดว่าใกล้แล้ว กลับถูกแว่วเสียงใครบอกกลับมา เขาว่าทางเบื้องหน้ามันอันตราย โลกวุ่นวายยังมีให้เธอสบตา เธอเลยเดินกลับคืนอย่างอ่อนล้า ฝากน้ำตาไว้กลางฟ้าคืนวันนั้น ครั้งก่อนอื่นเธอไปถึงริมเหวหิน ลมพาหนาวพาดินให้สั่นสั่น เธอยื่นมือจะปล่อยภาระอัน แต่เงาของตัวเองนั้น…ดึงเธอคืน เธอเขียนสิ่งเหล่านี้ในคำเลื่อน แต่ไม่เอื้อนความจริงที่ใจฝืน บนกระดาษมีเพียงรอยเธอตื่น และรอยขืนตัวเองไม่ให้ล้ม ครั้งก่อนนั้นเธอเดินไปถึงแม่น้ำ เจอน้ำค่ำนัยน์ตาสะท้อนลม น้ำใสซ่อนความหนาวบางอย่างห่ม เธอวางปมลงไปแต่ไม่จมเสียที เธอเลยหัวเราะเบา ๆ แบบคนแพ้ เหมือนถูกแส้แห่งโชคชะตาพาเหนื่อยนี้ แต่ดวงจันทร์มองมาอย่างปรานี จึงพาเธอถอยหนีคืนฝั่งเดิม ทุกเส้นทางที่เธอผ่านเป็นรอยพลาด เหมือนนิราศที่ยืดยาวอย่างฮึกเหิม แต่ละบทคือความหวังที่เริ่มเติม แต่ก็แต้มความเจ็บเพิ่มไปพร้อมกัน สังคมมองเธอด้วยสายตาว่าง บ้างก็อ้างว่าเธอแสร้งให้สั่น บ้างก็พูดว่าความเศร้าเป็นของฝัน จึงไม่เห็นว่าความจริงนั้นหนักเพียงใด เธอจึงซ่อนคำบ่นในกลอนทุกบรรทัด ให้เงาผลัดพาเนื้อเรื่องไปแทนใจ เธอเขียนแค่ประตู สะพาน แม่น้ำไหล แต่ไม่บอกว่าในใจหมายถึงอะไร กลางยามดึก เธอแตะหมึกแล้วพึมพำ “ครั้งสุดท้ายคงถึงย้ำจุดปลายได้” แต่คำในใจนั้นกลับละลาย เมื่อปลายปากกาหยุดไหว…ในวินาที เธอนั่งฟังเสียงลมพาดมุ้งหน้าต่าง ลมเบาบางเหมือนร้องถามว่า “ไปไหน?” เธอยิ้มจางอย่างคนล้าแต่ยังไหว ราวกับใจรู้ดีว่ายังไม่พร้อมลา นิราศนี้เลยยืดยาวไม่ยอมหยุด เหมือนบทสุดท้ายไม่ถูกจุดจะโอบหา เธอเดินทางมากมายผ่านฟากฟ้า แต่ยังหาคำปิดท้ายไม่เจอสักที แล้วฉัน—ผู้เฝ้ามองเด็กหญิงเขียน เห็นความเพียรในหมึกดำที่สั่นหนี เธออาจคิดว่าเรื่องจบครานี้ แต่หัวใจเธอยังมี…ประตูอีกบาน เพราะในรอยหมึกสุดท้ายที่เธอเว้น ฉันเห็นเส้นบางเบาแผ่วสาน เป็นเส้นแสงเหมือนใครมากุมมือการ แล้วพาเธอลุกขึ้นจากลมหนาว นิราศนี้จึงไม่ใช่การอำลา เป็นเพียงฟ้าที่มืดชั่วครู่พราว เมื่อดวงดาวเริ่มหรี่แต่ไม่หายราว เธอคงก้าวสู่เช้าครั้งใหม่เอง เสียงปลายปากกาขูดลงบนกระดาษดังเป็นจังหวะสั้น ๆ ในห้องที่มีเพียงแสงโคมไฟหัวเตียงสีเหลืองซีด เด็กผู้หญิงนั่งคุกเข่าบนพื้นไม้เก่า ๆ ใต้ผืนพรมลายดอกไม้ที่เริ่มซีดจืดตามกาลเวลา ผมยาวสีดำของเธอไหลลงมาปิดแก้มข้างหนึ่งเหมือนกำลังซ่อนตัวเองจากสายตาโลกใบนี้ โต๊ะไม้หน้าเธอเต็มไปด้วยกระดาษยับย่น—บางแผ่นมีหมึกเลอะจนอ่านไม่ออก บางแผ่นขีดฆ่าเหมือนคำที่ไม่สมควรถูกพูดออกมา คืนนี้ เธอเขียนนิราศของตัวเองเป็นครั้งที่เกินจะนับ แต่ต่างจากทุกคืน— เธอรู้สึกเหมือนมีใครบางคน “นั่งอ่านด้วย” แม้ห้องจะว่างเปล่า ลมเย็นลอดหน้าต่างเข้ามา เสียงผ้าม่านกระทบผนังดังเบา ๆ ราวสัญญาณของอะไรบางอย่าง ราวกับคืนนี้โลกอยากให้เธอเขียนให้จบ ให้เขียนความลับที่เธอไม่เคยกล้าบันทึกลงไปสักที เธอไม่รู้ว่าทำไม แต่ทุกครั้งที่เธอ “จะจบทุกอย่าง” อะไรบางอย่างจะเกิดขึ้น—เสียง ฝัน เงา หรือคนปริศนาที่โผล่มาตอนไม่ควรโผล่ ราวกับโลกไม่ยอมให้เธอหายไป และเธอก็ไม่เคยรู้ว่าทำไมโลกถึงยึดเธอไว้แน่นขนาดนั้น คืนนี้เธอจึงตัดสินใจ “จะเขียนนิราศนี้ให้จบ ไม่ว่าต้องเล่าอะไรออกมาก็ตาม” ปลายปากกาเริ่มสั่น แต่มือของเธอไม่หยุด เธอไม่รู้เลยว่า การเขียนครั้งนี้… จะกลายเป็นคำพยากรณ์ของชีวิตตัวเอง และเปิดประตูที่เธอไม่เคยรู้ว่ามีอยู่

Author Avatar
last prayer
เราจะเล่าการเดินทางในความพยายามการุณยฆาตตัวเอง เเล้วไม่เคยสำเร็จ สักที ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายเเล้วสำเร็จ เเต่เราจะมาวางเเผนกันยังไงละ ยังคิดไม่ออกเลย

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ