แด่ตัวฉันในวันวาน แด่ดอกไม้บานที่ริมทางเดิน
ฉันมักจะเดินออกมารับลมที่หน้าบ้านในช่วงเย็นเป็นประจำ ในขณะที่ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาว ลมเย็นเยือกพัดปะทะหน้าเป็นระยะ ทำให้รู้สึกเย็นสบาย แม้จะมีบางวันที่ฝนตก ฟ้าครื้มบ้าง หากมีวันเช่นนั้น การเลือกหลบฝนอยู่ในบ้าน ดูเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า
แม้ยังหวั่นใจว่าฝนจะตก แต่ในเมื่อไม่มีทีท่าว่าเม็ดฝนจะก่อตัวขึ้น ฉันจึงรีบเตรียมตัวสักพัก แล้วก้าวเดินออกไปทันที
ในขณะที่กำลังเดินเล่นอย่างเย็นใจ สายตาก็สะดุดเข้ากับเจ้าดอกไม้แปลกหน้าที่ขึ้นอยู่ริมทาง จึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปดูใกล้ ๆ
เพียงการขยับเท้า ก้าวเดินไม่กี่ก้าว ก็ทำให้ฉันได้พบกับดอกไม้งามที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มใบไม้เขียวขจีขนาดเล็ก ด้วยสีสันที่น่าดึงดูดใจ ทำให้ฉันมองอย่างไม่ละสายตาไปพักใหญ่ แต่อีกชั่วครู่ก็ต้องเริ่มออกเดินต่อ
ไม่มีถ้อยคำใด ทั้งคำทักทาย ทั้งคำบอกลา
มีเพียงสายตาและรอยยิ้มซึ่งบ่งบอกความดีใจที่ได้พบเจอ
ฉันเพียงเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของเจ้าดอกไม้โดยบังเอิญ
พลางคิดในใจ “ถ้าผ่านมาทีหลัง ฉันจะได้พบกับเธอหรือเปล่านะ”
หากลมโชยพัดต้องให้เธอสั่นไหว หากลมฝนกระหน่ำจนเธอไม่อาจต้านทานได้
ฉันกับดอกไม้สีสวยดอกนั้นคงเป็นเพียงทางผ่านของกันและกัน
ฉันบอกลาด้วยการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
เพื่อฝากข้อความสุดท้ายจากใจว่า
“เธอจะสวยงามอย่างนี้เสมอ
ไม่ว่าวันแดดจ้า วันฟ้าหม่น วันฝนตก
สีสันอันแจ่มชัดงดงามของเธอ
จะประทับในภาพนี้และใจฉันไปแสนนาน
ไม่ว่าจะเบ่งบาน หรือยามร่วงโรยเหี่ยวเฉา
การอยู่ตรงนั้นเพื่อคืนวันแห่งการเติบโตของเธอ
การที่เราได้พบกัน ผ่านถนนที่ฉันคุ้นเคย
มันไม่มีอะไรสูญเปล่าเลยแม้เพียงนิดเดียว”
ฉันเดินรับลมต่อไป ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจนดูมัวลงเล็กน้อย จึงตัดสินใจเร่งฝีเท้าอีกสักนิด เพื่อให้ตนเองกลับถึงบ้าน ระยะทางก็ไม่ได้ไกลนัก ระหว่างทางฉันครุ่นคิดถึงตนเอง ซึ่งสนใจเพียงแค่การเดินไปข้างหน้าให้ถึงบ้าน โชคดีที่ฉันได้ก้าวเข้าบ้านทันก่อนที่สายฝนจะโปรยลงมา
ฉันครุ่นคิด “ในวันที่อากาศเย็นอยู่แล้ว ฝนยังตกลงมาช่วงค่ำอีก อากาศช่วงกลางคืนคงหนาวน่าดู”
จู่ ๆ ก็พลันเศร้า เพราะนึกถึงดอกไม้ดอกนั้นขึ้นมา พลางนึกในใจว่า “บางทีการจากลาอาจมาถึงเร็วกว่าที่คิด การเติบโตก็คงเช่นเดียวกัน”
เพราะหากน้ำฝนหยดลงรดให้ดอกไม้ ใบไม้ และดินพอชุ่มชื้น
มันก็จะเติบโตอย่างงดงาม ผลิบานและออกดอกชูช่อต่อไป
แต่หากฝนครั้งนี้หนักและนานกว่าคืนวันไหน ๆ
ก็คงไม่มีวันใหม่รอให้มันผลิบานรับแดดจ้าอีกแล้ว
กว่าจะการเติบโตได้ มันไม่ง่ายเลย...
นั่นทำให้ฉันลองมองย้อนดูตนเองอีกครั้ง เมื่อนั่งลงหน้ากระจกเงา
บทสนทนาที่ยังคั่งค้างของเรา คืออะไรกันแน่นะ?
คืนนั้นฉันนึกถึงตนเองในร่างที่ดูเด็กลงกว่าตอนนี้สัก 10 ปี
เป็นวัยที่เริ่มเติบโต เป็นวัยที่ได้เริ่มลองผิดลองถูกกับหลายอย่างในชีวิต
แต่นั่นเพิ่งเป็นเพียงแค่ “การเริ่มต้น” สำหรับฉันก็เท่านั้น
และฉันวัยนั้นก็ได้เลือกศึกษาในทางที่ไม่ถนัด ช่วงนั้นจมอยู่กับความคิดโทษตนเองมากมาย เพราะพลาดโอกาสศึกษาในสิ่งที่เหมาะสมและสิ่งที่ตนเองชอบ
แต่เมื่อมองย้อนไป ฉันกลับค้นไม่เจอสักเศษเสี้ยวของสิ่งที่ว่านั้นในตัวฉันเลย ไม่เจอว่าฉันเหมาะสมกับอะไร
มีเพียงความว่างเปล่า ความสับสน ความลังเล ความไม่รู้ ยึดพื้นที่ทั้งหมดในจิตใจและสมองของฉัน
เมื่อเลือกผิดไปแล้ว ก็เหมือนหลงทางอยู่ในเขาวงกตแห่งความเงียบงัน
ในระหว่างนั้นฉันยังคงเก็บพื้นที่เล็ก ๆ ไว้ซ่อนความสงสัยและความสับสน
เพราะในกระจกสะท้อนได้เพียงเงา แต่กลับไม่สะท้อน “ตัวตน” ที่แท้จริง
แม้วันนี้จะได้ค้นพบหนทางที่ชอบและเหมาะสมกับตนเองแล้ว แต่เมื่อย้อนนึกกลับไปถึงวันวาน
มักเกิดคำถามขึ้นเสมอ หากว่าได้เห็นตนเองให้ชัดเจนขึ้นสักหน่อย การเติบโตคงง่ายกว่านี้ใช่ไหม?
ฉันนั่งถอนหายใจ นึกอยากปลอบทั้งตนเองและเด็กที่ยังหลงทางคนนั้น
“ไม่เป็นไรหรอกนะ วันนั้นเรายังรู้จักตัวเองไม่ดีพอ
วันนั้นเราแค่ยังไม่เจอสิ่งที่ใจบอกว่าใช่
แค่ให้โอกาสตัวเองได้เริ่มต้นใหม่ก็ดีแล้ว”
ฉันอยากพูดคุยกับทุกความกังวล อีกทั้งความสับสนในใจ เพราะยังหาทางไม่เจอในวันนั้น
“อย่างน้อยเราก็เคยผ่านทางนั้นมาด้วยกันนะ” ฉันยิ้ม พยักหน้าแล้วลูบที่หัวใจเบา ๆ
ส่งจดหมายจากใจถึงตัวเองในวันวาน
หากแต่มันไม่ใช่คำบอกลาตัวตนในวัยนั้น
นั่นคือคำที่ฉันใช้กล่าวลาความเศร้าหมอง และเหล่าบาดแผลในวันเก่า
เพื่อเตรียมพร้อมสู่เช้าวันแดดจ้า กับก้าวที่ยังคงพาฉันเดินหน้าต่อไป ในวันใหม่ที่ไม่คุ้นเคยของชีวิต

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น