พระพิมพ์กระดูกผี ตอนที่ 1
“พระพิมพ์ทวารวดีเลยนะพี่ ของแท้นะครับ เอามั้ยๆ”
ไอ้หนุ่มผิวกระดำกระด่างแต่งชุดปอนๆแลดูสกปรกยื่นเจ้าสิ่งนั้นมาให้ผม เพ่งพินิจไปมาเพื่อดูว่าสิ่งที่ชายคนนี้พูดมันจะตรงกับความเป็นจริงหรือไม่
ไหนดูซิ อืม… พระนาสิกแบน พระเนตรโปน ขนงปีกกา ใช่เลย แถมยังมีรูปสถูปและฉัตรประกอบเสียด้วย
สารภาพตามตรงว่าการเลือกวิชาโทเป็นวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์มันเป็นตัวฉุดเกรดของผมฮวบๆ ก็ผมคิดว่ามันจะไม่สลับซับซ้อนน่ะสิฮะ เจอไทม์ไลน์ของราชวงศ์ต่างๆหรือยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ กับข้อสอบเข้าไปผมก็จะบ้าตายแล้ว ถึงอย่างนั้นก็เถอะ โชคดีที่ทางบ้านไม่ได้คาดหวังว่าผมจะเรียนเก่ง ขอแค่ผมเรียนจบมามีงานทำที่สุจริตและตรงกับที่ผมใฝ่ฝันก็ดีแล้ว ขอบคุณพ่อแม่มากๆนะครับ
ว่าแต่ คุณคงสงสัยล่ะสิว่ามันเกี่ยวอะไรกัน งั้นมาดูกันต่อเลยครับ!
แม้ผมจะมั่นใจว่ามันเป็นพระพิมพ์จากยุคทวารวดีจริงๆ แต่ผมก็ไม่คิดที่จะซื้อมันมาครอบครอง เก็บไว้กราบไหว้บูชาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ หรือแม้แต่จะเอาไปขายใครต่อ เพราะผมหวาดๆว่านี่อาจจะเป็นของโจรที่หลุดมาก็ได้ แต่เอ ของโจรที่ไหนขายถูกขนาดนี้
100 บาทสำหรับน้องๆนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่อาจจะฟังดูเยอะนะครับ ผมก็เช่นกัน ถึงอย่างนั้นก็ถูกมากเมื่อเทียบกับบรรดาพระเครื่องดังๆที่มีขายตามร้านรวงแถวๆท่าพระจันทร์อยู่ดี
ไม่รู้ละ ผมเสี่ยงซื้อมันมาดูก่อน ถ้ามั่นใจยังไงแล้ว ผมจะเอาพระพิมพ์นี่ไปส่งกรมศิลป์!
ซึ่งถ้าเรื่องมันจบประมาณนี้ ผมคงไม่จำเป็นต้องเอามาเล่าให้คุณวณิพพโกเอาไปเขียนต่อหรอกครับ
หลังจากซื้อพระพิมพ์จากบุคคลปริศนามา ผมก็นั่งรถตุ๊กตุ๊กจากหน้ามหาวิทยาลัยไปลงที่สถานีรถไฟใต้ดินเพื่อจะไปต่อที่สถานีรถไฟฟ้าแถวๆสีลมและกลับถึงบ้านโดยไร้รอยขีดข่วน พ่อแม่ของผมก็มารอรับที่หน้าบ้านอย่างอบอุ่นเลยล่ะครับ เหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา แต่พวกท่านไม่รู้เรื่องผมซื้อพระหรอก ขืนผมบอกมีหวังโดนทุบหลังแอ่นแน่ๆข้อหาใช้เงินในเรื่องที่ไม่ใช่การศึกษาหรือนันทนาการที่ท่านสนับสนุนตามความสนใจของผม
ผมนั่งทำงานและดูอะไรไปเรื่อยในห้องนอนของตัวเอง โดยที่พระพิมพ์นั่นถูกวางบนโต๊ะนิ่งๆ อย่าหาว่าผมงมงายนะครับคุณ ผมรู้สึกแปลกๆตั้งแต่วินาทีที่จับมันแล้ว ผมเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับครับ แต่ผมไม่คิดว่าตัวเองจะมีเซนส์ แล้วก็ไม่อยากมีด้วย อยากจะเป็นคนปกติธรรมดาที่มีความสุขมากกว่าผู้วิเศษที่ทุกข์ทรมานกับการเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นจนมีเส้นบางๆระหว่างคำว่าผู้วิเศษกับคนบ้า
สิ่งที่คนที่ไม่ได้ศึกษามาทางด้านนี้ไม่รู้แต่คนในวงวิชาการรู้ พระพิมพ์สมัยทวารวดีไม่ได้ถูกทำขึ้นจากดินเผาธรรมดาๆ เพราะมีการค้นพบว่าในมวลสารของโบราณวัตถุกลุ่มนี้มีส่วนผสมของกระดูกมนุษย์! ใช่ครับ ไม่ผิดแน่ กระดูกมนุษย์หรือที่คนที่อินทางไสยศาสตร์เรียกกระดูกผีนั่นล่ะ
มีข้อสันนิษฐานอยู่สองข้อ คือ หนึ่ง ผู้สร้างซึ่งเป็นญาติของผู้เสียชีวิตปรารถนาจะทำเพื่ออุทิศให้ผู้ตายได้ไปสู่สุคติจึงนำเถ้ากระดูกมาผสมกับดินแล้วอัดเป็นพระพิมพ์ และ สอง การสร้างนี้ทำเพื่ออุทิศให้ผู้ตายไปสู่แดนสุขาวดี พุทธเกษตรของพระอมิตาภะพุทธเจ้า ตามความเชื่อในนิกายมหายาน (แอบคล้ายความเชื่อในญี่ปุ่นนะครับเนี่ย)
ใช่ครับ ผมกำลังสงสัยว่าสิ่งที่ผมยอมเสียแบงค์ชมพูหนึ่งใบเพื่อให้ได้มันมานั้น…น่าจะมีบางสิ่งที่ผมคิดเป็นส่วนผสม อย่างไรก็ตาม ผมพยายามไม่คิดมากและคิดว่าถ้าสะดวกวันไหนก็จะแอบเอาพระพิมพ์ไปส่งให้หน่วยงานราชการให้จงได้ เพราะมันไม่เหมาะที่จะเป็นของๆผม แต่มันเหมาะที่จะเป็นสมบัติชาติมากกว่า
นานเท่าไหร่ไม่ทราบ ผมปิดโน้ตบุค ชาร์จมือถือและแท็บเลตรวมถึงพาวเวอร์แบงค์เพื่อเตรียมตัวสำหรับการไปเรียนพรุ่งนี้ ก่อนที่จะปิดไฟและล้มตัวลงนอนใต้ผ้าห่มหนาๆนุ่มๆ
จบแบบนี้ก็ดีสิฮะ แต่มันยังไม่จบแค่นี้หรอก…
“ฮือๆ”
โธ่! บ้านผมไม่ได้มีกำแพงกักเก็บเสียงแบบคนรวยๆเขามีนี่ครับ เสียงทั้งในและนอกบ้านเลยเข้ามาได้บ้าง แล้วใครมันมาร้องไห้แถวนี้ละเนี่ย ผมคิดแบบนั้นก็ลุกพรวดขึ้นมา ลองเดินไปที่หน้าต่างแล้วเปิดม่านส่องดูจากกระจกก็ไม่เห็นมีใครหรืออะไรตรงนั้น เอ รึผมจะคิดมากหรือเครียดจนหูฝาด? แต่ตอนนี้เสียงร้องไห้ก็เงียบไปแล้ว ผมไม่คิดอะไรมากจึงจะกลับไปนอนต่อ
“ช่วยด้วย ฮือๆ ช่วยหนูด้วย”
เอาล่ะสิ ผมไม่ได้หูฝาดแน่แล้ว ขนทั้งตัวเริ่มลุกซู่ขึ้นมาเอง ผมไม่กลัวผีหรอก ก็แค่ตกใจเท่านั้น ผมค่อยๆลดผ้าห่มลงช้าๆ สายตากวาดมองรอบห้องหาต้นตอเสียง จนมาหยุดที่โต๊ะทำงานตัวโปรดของผม…
เด็กหญิงในชุดที่ดูโบราณและคลับคล้ายคลับคลากับภาพที่ปรากฏบนงานศิลปกรรมของยุคสมัยแรกเริ่มของประเทศนั่งกอดเข่าเจ่าจุกบนขอบโต๊ะของผม ผิวขาวซีดราวกับคนที่ป่วยไข้จนถึงแก่ชีวิต เธอมองมาที่ผมพร้อมดวงตาที่เปื้อนหยดน้ำและความรู้สึกหลายๆอย่าง ทั้งกลัว ทั้งสับสน ทั้งเสียใจ ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเลยครับ กลับกันผมรู้สึกว่าเธอน่าสงสาร แล้วก็น่าเอ็นดูเสียด้วย
“น้อง เป็นอะไร” ผมถาม
“พี่ไม่กลัวหนูเหรอ”
“กลัวทำไม คนทุกคนตายไปก็เป็นผี”
เธอร้องไห้ “พี่รู้มั้ยว่าพ่อแม่หนูอยู่ไหน หนูอยากกลับบ้าน”
“ฟังพี่นะ” ผมจำใจพูดข้อเท็จจริงที่ดูโหดร้าย “หนูตายมาตั้งสี่ร้อยกว่าปีแล้ว พ่อแม่หนูก็คงไปเกิดใหม่แล้วล่ะ ทำใจเสียเถอะ เราเองก็ไปเกิดใหม่ได้แล้ว”
“แง ฮือ” เด็กหญิงงอแงลั่น เอาหน้าซุกเข่าแล้วยุกยิกไปมา “ทำอย่างไรดี พี่จ๋า ทำอย่างไรดี”
“นอนเสียก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะพาไปเที่ยว แล้วก็ไปทำบุญด้วย เผื่ออะไรจะดีขึ้น”
“ผีนอนได้ด้วยหรือ”
ผมตบฟูกเบาๆ “นอนได้สิ มาๆ มานอนข้างๆพี่”
ยายหนูเลื่อนตัวลงจากโต๊ะด้วยท่าทีที่ไม่ต่างจากมนุษย์ที่ยังมีเลือดมีเนื้อและลมหายใจ เธอปีนขึ้นมาเอาตัวเบียดผม แรงสั่นเบาๆและเสียงสะอื้นฮักๆยังคงมีอยู่ ก่อนจะค่อยๆเงียบหายไป เช่นเดียวกับสติสัมปชัญญะของผมที่ค่อยๆดับไปเพราะความง่วง
น่าสงสารนะครับ ผีบางตนเขาจะติดมายด์เซ็ตบางอย่างที่ได้รับมาจากการหล่อหลอมและขัดเกลาของครอบครัวหรือสังคมที่เขาอยู่ หรือจากประสบการณ์ชีวิตของเขา อย่างน้องคนนี้ที่น่าจะอายุสั้นเกินไป เธอน่าจะตายโดยที่ยังไม่รู้จักว่าโลกหน้าคืออะไร ไม่เก็ตคอนเซปต์ของนามธรรมในศาสนาพุทธอย่างบาป บุญ นรก สวรรค์ หรืออะไรเลยด้วยซ้ำ แม้ว่าพ่อแม่หรือครอบครัวของเธอจะเอาเถ้าของเธอมาผสมกับดินเพื่อสร้างเป็นองค์พระ ด้วยความหวังว่าเด็กน้อยผู้น่ารักคนนี้จะได้ไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์หรือได้ไปอยู่ในดินแดนสุขาวดี แต่ในความเป็นจริงมันซับซ้อนครับ ช่วงก่อนตายและหลังตายมันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนจริงๆ
เช้าวันต่อมา ผมไม่ลืมที่จะพกพาพระพิมพ์นั้นไปกับผมด้วย แล้วก็ทำตามที่สัญญานั่นก็คือ พาเธอไปเที่ยวตรงนั้นตรงนี้แถวๆม.ที่ผมเรียน ผมพยายามอย่างดีที่สุดที่จะไม่ทำตัวเหมือนคนเห็นผีที่พูดกับผีจนดูเหมือนคนเพี้ยนพูดคนเดียว ซึ่งก็โชคดีว่าเด็กน้อยสามารถตอบสิ่งที่ผมสื่อความคิดในหัวกลับไปหาเธอได้ อย่างกับโทรจิตแน่ะ
“โอ้โห! ช้างสีฟ้าเดินเร็วจังเลย!”
“นั่นรถเมล์”
“คนเดี๋ยวนี้ขี่ม้าอะไรจ๊ะ ทำไมวิ่งเร็วจัง”
“ม้าเหล็กน่ะ หรือที่เรียกว่ามอเตอร์ไซค์ สั้นๆก็มอไซ”
หลังเลิกเรียน ผมรีบเรียกรถแท็กซี่ให้พาไปส่งที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากย่านที่ผมเรียน อากาศยังคงร้อนระอุแม้จะเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ แต่โชคดีที่เมื่อก้าวเข้ามาในวัดแล้ว มีสายลมอ่อนๆโชยมาให้พอดับความร้อนทั้งกายใจได้ รวมถึงพัดพากลิ่นหอมของดอกไม้ที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่นอีกด้วย
ยายหนูผู้ติดตามมากับพระพิมพ์เดินตามผมไม่ห่าง สายตาสอดส่องโลกรอบตัวด้วยความตื่นเต้นและสงสัย ผมเหลือบมองเธอเป็นระยะๆในขณะที่พาเธอไปที่บริเวณกุฏิพระ
“หลวงน้าอยู่มั้ยครับ” ผมตะโกนเรียก
“มีอะไรรึ เจ้าพุ่ม” เจ้าของเสียงเปิดประตูกุฏิออกมาก่อนจะลงบันไดมาหาผม ผมถอนหายใจก่อนจะล้วงเอาสิ่งนั้นออกจากถุงผ้าให้ท่านดู
หลวงน้ารับพระพิมพ์ดินดิบมาดูครู่หนึ่งแล้วก็พูดขึ้น “โอ้ ของแรงนะเนี่ย พระพิมพ์กระดูกผี”
“ไม่แรงหรอกครับ น่าสงสารมากกว่า”
“อืม…ก็จริง” หลวงน้ายิ้ม สายตาเหลือบไปมองที่ที่ว่างข้างตัว “ท่าทางยายหนูที่ตามเอ็งมาก็ไม่ใช่ผีร้ายอะไรหรอกมั้ง”
ต้องบอกว่าหลวงน้าอยู่ในสมณะเพศมานับตั้งแต่สมัยที่ท่านบวชเณร ในขณะที่พี่น้องผู้ชายคนอื่นๆ (รวมถึงพ่อของผม)บวชเณรสั้นๆแล้วสึกออกมา มีเพียงหลวงน้าที่ไม่ยอมสึกจนได้อุปสมบทเป็นพระเมื่อถึงวัย นับมาถึงปัจจุบันท่านก็มีอายุอานามไปราวๆห้าสิบกว่าปีแล้วครับ
แน่ละ อายุที่มากขึ้นย่อมหมายถึงประสบการณ์และวิจารณญาณที่สูงยิ่งๆขึ้นไป นอกจากจะเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่มุ่งมั่นในการศึกษาพระธรรมและการฝึกฝนจิตใจตนเองอย่างสม่ำเสมอ
จากที่ผมและทางบ้านประสบมา หลวงน้าไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์โฉ่งฉ่าง ประเภทว่าให้เลขหวยแม่นหรือปลุกเสกของอะไรเทือกนั้นหรอกครับ พ่อเคยบอกผมว่า “ของ” ที่ท่านมีจริงๆคือหูทิพย์และตาทิพย์ที่ท่านได้จากการปฏิบัติมาอย่างยาวนานและเป็นพระที่เวลาธุดงค์ไปต่างจังหวัดทีไรจะโชคดี ไม่เคยเจอภัยอันตรายมากล้ำกราย นั่นล่ะความวิเศษของท่าน
“หลวงน้าเห็นเด็กคนนี้ด้วยหรือครับ?”
“เห็นสิ แล้วเอ็ง…ก็เห็นด้วยเหมือนกันสินะ?”
“ก็เจอเมื่อคืนนี้นี่แหละครับ” ว่าแล้วผมก็เล่าเรื่องของการได้พระพิมพ์นี้ให้ท่านฟังทั้งหมด แล้วก็แอบหวังลึกๆในใจว่าท่านจะไม่ดุผมว่าผมไปซื้อของไม่ดูตาม้าตาเรือจนเกิดเรื่อง
ตรงกันข้าม…หลวงน้ากลับยิ้มบางๆให้ผม
“ถ้าเป็นคนอื่น เจอผีก็คงหาคนมาขับไล่ด้วยวิธีรุนแรง ไม่ก็เอาผีไปถ่วงน้ำโดยไม่ถามไถ่ให้เรียบร้อย แต่เอ็ง…เด็กที่ผ่านงานศพไม่รู้กี่งานแล้วไม่เคยร้องไห้ ไม่เคยกลัวผีหรือกลัวความตาย หลวงน้าว่าดีแล้วแหละที่เอ็งเสียเงินร้อยบาทเพื่อมาเจอยายหนู”
ผมไม่ตอบอะไรหลวงน้า ส่วนเด็กหญิงคนนั้นก็เกาะขาผมจากด้านหลัง โผล่หน้ามามองหลวงน้าด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น
“เขามาจากไหน ก็ต้องเอาเขาไปคืนที่เดิม”
“ฮะ?!” ผมเบิกตากว้างทันทีที่ได้ยินหลวงหน้า “ผมจะรู้ได้ไงอะหลวงน้า! ไอ้คนขายก็ไม่ได้บอกว่าเอามาจากไหน ตำแหน่งอาณาจักรทวารวดีก็ไม่แน่นอนอีกว่าตกลงอยู่แถวๆนครปฐม หรือที่อื่นๆ ไหนจะร่องรอยในอีสานอีก! โอ๊ย!” ผมร้องแล้วก็ลงไปนั่ง ขยี้หัวไปมาแบบคิดไม่ออก
“สุพรรณปุระ…บ้านของหนู…”
เสียงเล็กๆของเด็กหญิงดังเข้ามาในสมอง นั่นทำให้ผมพอจะปะติดปะต่ออะไรได้มากกว่าเดิม แม้จะไม่มั่นใจกับคำพูดของเธอผู้มีอายุสี่ขวบตลอดกาลก็ตามที
ผมกลับบ้านมา ขึ้นห้องนอนแล้วก็หยิบพระพิมพ์กระดูกผีออกจากกระเป๋ามาถือดูขณะนอนเล่นอยู่บนเตียง พลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ในขณะที่เด็กหญิงคนนั้นก็นั่งอยู่ที่ปลายเตียงพร้อมกับเล่นตุ๊กตาบาร์บี้อยู่ไปมา
ผมนึกได้ว่า อาจารย์ที่สอนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะยุคทวารวดีจะพาพวกเด็กในวิชาเอกและวิชาโทไปทัศนศึกษาที่นครปฐม คูบัว แล้วก็อู่ทอง…แปลว่าผมก็มีหนทางพาเธอกลับบ้านได้แล้วน่ะสิ!
ใกล้ช่วงทัศนศึกษา ผมเก็บเสื้อผ้า ข้าวของที่จำเป็น สมุดกับเครื่องเขียน กล้องถ่ายรูป และขนมนิดๆหน่อยๆลงกระเป๋าสะพายสำหรับนักเดินทาง และแน่นอนว่าไม่ลืมหยิบพระพิมพ์ดินดิบต้นเรื่องมาด้วย
“หนูตื่นเต้นจังเลย” เด็กหญิงว่า น้ำเสียงดี๊ด๊า
“อือ”
ผมควรจะดีใจ...ควรจะดีใจที่เธอจะได้ “กลับบ้าน” หรือได้เดินทางไปยังเส้นทางที่ควรจะไป ส่วนผมก็จะได้กลับไปใช้ชีวิตธรรมด๊า ธรรมดาตามประสานักศึกษาแบบที่เคยเป็นมาตลอด แต่ลึกๆในใจของผมกลับเริ่มรู้สึกว่างเปล่าไปทีละเล็กทีละน้อย
ผมไม่ควรรู้สึกผูกพันกับเธอเลย แต่ผมก็ห้ามใจไม่ได้อยู่ดี
“เออ ถามอะไรหน่อยสิ”
“หือ?”
“จำได้ไหมว่าตายยังไง”
เด็กหญิงจากสุพรรณปุระเอียงคอนึกก่อนจะตอบว่า “หนูจำได้ว่าเป็นไข้หนักมากๆ รู้สึกหนาวๆร้อนๆสลับกัน ไอจนเจ็บหน้าอกไปหมด กว่าจะรู้ตัวก็…หนูไม่ได้นอนตรงที่ ‘หนู’ นอนอีกแล้ว”
“งั้นเหรอ…” ผมพึมพำแล้วก็ใคร่ครวญไปมา การเห็นร่างที่เย็นเฉียบของตัวเองหลังจากที่จิตหลุดจากร่างนี่มันเป็นยังไงกันนะ?
แล้วคืนนั้นก็ผ่านไป โดยที่ผมกับเพื่อนจากต่างยุคตัวน้อยต่างนอนหลับอยู่บนเตียงเดียวกัน ท่ามกลางไอเย็นๆจากเครื่องปรับอากาศและความสงบเงียบของโลกในยามราตรีที่ไร้การรบกวน
ชักอยากให้วันทัศนศึกษามาถึงไวๆจังเลยแฮะ…

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น