บทสนทนาสุดท้ายที่ผมอยากได้ยิน

บทสนทนาสุดท้ายที่ผมอยากได้ยิน

บทสนทนาสุดท้ายที่ผมอยากได้ยิน หลายคนที่ได้ฟังหรือเคยได้ยินคำว่า “บทสนทนาสุดท้าย” ก็คงคิดว่าบทสนทนาสุดท้ายนั้นควรจะยิ่งใหญ่หรือเศร้าสร้อย แต่สำหรับผมไม่จำเป็นต้องมีเสียงพูดของคน ไม่ต้องมีเสียงพูดของมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องมีเสียงพูดของอมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดของนางฟ้า เทวดา ผีสาง นางไม้ หรือแม้แต่เสียงคนรัก คนรักของผมที่รักอย่างไม่มีเงื่อนไข บทสนทนาสุดท้ายของผม ความเงียบนั้นเหมาะสมที่สุดสำหรับผม สำหรับความคิดที่ผมมี ผมไม่ต้องการ ผมไม่ต้องการฟัง ผมไม่ต้องการพูด ในตอนท้ายที่สุดของชีวิต หลายครั้งผมก็รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ทอดยาวมากเกินไป ทั้งที่จริง ๆ แล้ว อายุผมยังไม่มากเท่าไหร่ด้วยซ้ำ แต่ทั้งความเหนื่อย ความล้า ความเจ็บปวดในใจ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าผมใช้ชีวิตมาล้าน ๆ ปี จนผมไม่อยากได้ยินหรืออยากคุยกับใครไปซะแล้ว ก็ทุกคำพูดนั้นมันไม่เคยจริง ทุกบทสนทนามันมีความจริงอยู่ตรงไหนกัน ตรงไม้เอกหรือไม้โท ตรงโลกนี้หรือโลกไหน กันล่ะ ผมไม่ได้กลัวหรอกความตาย ผมกลัวชีวิตมากกว่า กลัววันที่ต้องลืมตาขึ้นมาแล้วเผชิญกับสิ่งเดิม ๆ กลัวการพยายามซ้ำ ๆ ที่ไม่มีผลลัพธ์ กลัวเวลา ที่ไหลผ่านไปทุกวัน ๆ แต่ตัวผมเองยังเหมือนเดิม ยังไม่ดีขึ้น ยังไม่ประสบความสำเร็จ กลัวว่าอีกไม่นานความฝันที่ผมมี จะตายไปก่อนที่ผมจะได้สัมผัสมันจริง ๆ และตอนนี้ ผมยังคงนั่งลงที่เดิม โต๊ะเดิม ไม่มีแสงใดจากหน้าต่าง ที่ไม่เคยเปิด แต่เมื่อผมตัดสินใจเปิดหน้าต่างในครั้งนี้ ผมก็รู้สึกถึงความอุ่นบนใบหน้าผมยังคงเห็นแสงแดดอ่อน ๆ มันทำให้ผมคิดว่า โลกก็ใจดีกับผมอยู่บ้าง แม้ในที่มืดมิด ธรรมชาติก็ยังเข้าถึงจิตใจของผม ถึงอย่างนั้นก็ไม่เลยความรู้สึกที่ว่า ผมมันคนอ่อนแอ แท้จริง ผมก็ยังอยากได้ยินใครสักคน ใครบางคน หรือบทสนทนากับใครบางคน ผมอยากคุยอยากสนทนาถึงเรื่องราวชีวิตอันแสนเศร้า กับโลกใบนี้ กับคำพูดของกันและกันที่บรรยายความเศร้าให้มันดูโรแมนติก ในบทสนทนาสุดท้ายนั้นผมแค่อยากพูดเพ้อ ๆ เจ้อ ๆ ไปเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงผมก็พูดกับตัวเองในใจได้เท่านั้น ผมยิ่งคิด ผมก็ยิ่งกลัวขึ้นมา ไม่ใช่กลัวความตายหรอก ผมกลัวการดับไปทีละนิดในทุกวัน ต่างหาก ทุกครั้งที่ผมวาดภาพแล้วขายไม่ได้ ทุกครั้งที่ผมเขียนแล้วไม่มีใครอ่าน ทุกครั้งที่ผมมองดูตัวเองแล้วรู้สึกไร้ค่า ทุกครั้งที่คิดว่าอนาคตอาจไม่มีทางเป็นอย่างที่หวัง มันเหมือนส่วนหนึ่งของผม กำลังตายลงเงียบ ๆ แต่ที่ตลกของผมก็คือ ถึงผมจะรู้สึกอย่างนั้น ผมก็ยังไม่หยุดวาด ไม่หยุดเขียน ไม่หยุดพยายาม เหมือนมีบางอย่างในตัวผมไม่ยอมตายไปสักที ชีวิตของผมในตอนนี้มันเหมือนอยู่ตรงรอยต่อระหว่าง การตาย กับ การเกิดใหม่ เหมือนกำลังรออะไรบางอย่างที่จะพาผมพาไปอีกฝั่ง เหมือนรอวันที่ผมกล้าลืมตาขึ้นแบบไม่กลัว และจนกว่าบทสนทนามันจะเงียบลง ผมบอกกล่าวให้คนตรงหน้าฟังอย่างปกติ ว่าก่อนผมจะตาย ผมได้ทำความดีมามากมาย ผมทำทุกอย่าง อย่างสุดความสามารถแล้ว ผมได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ ผมไม่เสียดาย ไม่เสียใจ แล้วเมื่อร่างนี้กำลังเสื่อม ผมจะไม่ลืมตาขึ้นในโลกหน้า ในโลกนี้ ในโลกอื่น ในโลกไหน ผมไม่ลืมตาขึ้นมา ผมไม่มาเกิดเป็นลูกใคร ไม่มาเกิดเป็นแฟนใคร ไม่มาเกิดเป็นแมวใคร ไม่มาเกิดเป็นต้นไม้ของใคร หรือสิ่งใด ผมไม่เกิดขึ้น จิตวิญญาณผมไม่ไปที่ใดอีกแล้ว คนตรงหน้า ทำหน้าปกติ ราวกับเข้าใจ เพราะผมก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร เขาลูบหัว ไม่ได้มีน้ำตา ไม่มีเสียง ไม่มีอะไรให้มองเห็นได้ชัด เพราะเขาก็เหมือนผม เขาเข้าใจผมดี เขาก็เคยเป็นแบบผม ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเจอเขามาก่อน แต่ก็เพิ่งมาเจอตอนรู้ข่าวว่าผมมีวันสุดท้าย ผมมีบทสนทนาสุดท้าย เขานั่นแหละบอกผม ผมได้บอกเขาไปเรียบร้อยแล้วว่าผมจะไปที่ไหน เขาก็รับรู้และรับคำว่าจะนำพาผมไป ก่อนที่ผมจะได้เจอกับเขา ผมก็ใช้ชีวิตมาอย่างไม่สุด ไม่สุดโต่ง ไม่ได้ทำเรื่องที่มีสีสัน ไม่มีเรื่องให้ว้าว หรืออะไร แต่ผมพอใจในทุกอริยบท ผมก็ใช้ชีวิตมากับคำว่าพอแล้ว แต่ผมยังมีเรื่องที่ยังไม่พอก็คืออิสระ ผมยังได้มันไม่พอสำหรับโลกนี้ และที่โลกนี้มอบให้ผมมันยังไม่พอเลย อิสระนี่ยากจัง แต่ผมก็ช่างมันในเมื่อมันยากขนาดนั้นก็ไม่ต้องมี ผมว่าหลายคนก็ไม่มีอิสระมากพอหรอก ผมก็เป็นเหมือนคนทั่ว ๆ ไป นี่แหละ งั้นก็ช่างมันเถอะ แต่บางทีผมก็สงสัยเหมือนกันว่าเหตุผลที่ผมยังไม่ยอมปล่อยมือจากทุกอย่าง จากดินสอ จากปากกา จากลายเส้นที่สั่น ๆ ในแต่ละวัน มันเป็นเพราะผมยังมีหวัง หรือเป็นเพราะผมดื้อด้านเกินกว่าจะยอมแพ้กันแน่ ผมไม่รู้หรอก ผมรู้แค่ว่ามือของผม มันขยับไปเอง เหมือนกับหัวใจของผมนั่นแหละ เหมือนหัวใจที่ยังเต้น ทั้งที่บางครั้งผมก็อยากให้มันหยุดพักบ้าง เหมือนกับข้างในร่างกายที่มันยังทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อผม เหมือนโลกทั้งใบกำลังพยายามเพื่อผมอยู่เสมอ ผมก็เป็นห่วงร่างกายอยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน ความแปลกของชีวิตคือยิ่งผมเจ็บ ผมยิ่งอยากสร้างอะไรสักอย่าง ยิ่งอยากวาดยิ่งอยากเขียน เหมือนผมต้องการทิ้งร่องรอยเล็ก ๆ บางอย่างไว้ เผื่อว่าวันหนึ่งตอนที่ผมไม่อยู่แล้ว จะมีใครสักคนเห็นมัน แล้วรู้ว่าผมเคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ให้รู้ว่าผมเคยพยายามเพื่อใครหรือ เพื่อตัวเอง ไม่ใช่เหมือนกับว่าทุกอย่างที่ผมทำเป็นเพียงแค่ลมที่พัดผ่านไปเฉย ๆ แต่ตอนนี้มันก็เป็นอย่างนั้นในความรู้สึกผม แต่ก็นั่นแหละ ผมก็ยังกลัวอยู่ดี กลัวว่าทุกสิ่งที่ผมสร้าง มันจะถูกโลกกลืนหายไปอย่างไร้เสียง เหมือนเสียงสุดท้ายที่ผมอยากพูด เหมือนบทสนทนาสุดท้ายที่ผมอยากมีแต่ไม่เคยกล้าขอ บางคืนผมนั่งคิดว่าถ้าวันหนึ่งผมหายไปจริง ๆ จะมีสักกี่คนที่สังเกต จะมีไหม สักคนที่เข้าใจความเงียบของผม เข้าใจน้ำหนักของลมหายใจที่ผมพยายามประคองไว้ในแต่ละวัน ผมอยากพูดนะ ว่าผมเหนื่อย อยากพูดว่า ผมกลัวว่าตัวผมจะหายไป อยากพูดว่า ผมยังอยากอยู่ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ในแบบไหนดี แต่ผมก็ไม่พูด เพราะข้างในผม ภาพในสมองผม มันทำทุกอย่างแทนปาก แทนเสียงแล้ว ยังไงซะผมก็รู้ว่าทุกคำพูดของผมมันไร้ค่า ไร้คนได้ยิน ไร้คนรับมันไป จนสุดท้ายที่สุด ผมก็เงียบ เงียบเหมือนโลกทั้งใบกำลังบอกผมว่า แค่เงียบไว้นั่นแหละ ก็พอแล้ว แต่เรื่องที่น่าขำที่สุดคือ แม้ผมจะเงียบ แต่ความคิดของผมกลับดัง สั่นในหัว ดังจนผมอยากเอามือกดหัวใจตัวเองให้เบาลงหน่อย เพราะมันเต้นแรงเกินไปในวันที่ผมไม่อยากมีตัวตน ทุกวันผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลัง ค่อย ๆ ตาย แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เหมือนกำลังค่อย ๆ เกิดใหม่ เหมือนต้นไม้ที่โดนเหยียบซ้ำ ๆ แต่ก็ยังดันยอดอ่อนขึ้นมาจากดิน ไม่รู้ว่าเพราะความหวัง หรือเพราะนิสัยดื้อด้าน แต่ไม่รู้ว่าจะเพราะอะไร มันทำให้ผมยังอยู่ตรงนี้ และบางที บางทีนะ บทสนทนาสุดท้ายที่ผมอยากมี อาจไม่ใช่ความเงียบก็ได้ แต่อาจเป็นเสียงของใครสักคน เพียงคนเดียว ที่ถามผมเบา ๆ ว่า วันนี้ไหวไหม และบางทีผมก็อยากตอบออกไปเบา ๆ เหมือนกันว่า ยังไหว แต่มันแค่เจ็บปวดนิดหน่อยนะ บางครั้งผมก็คิดว่า ความเงียบมันไม่ได้น่ากลัวเพราะมันว่างเปล่า แต่น่ากลัวเพราะมันทำให้เราได้ยินตัวเองดังเกินไปต่างหาก เสียงลมหายใจที่สั้นลง เสียงหัวใจที่เต้นเหมือนจะถอนตัวออกจากชีวิต เสียงคำพูดที่ผมไม่เคยพูดออกไปจริง ๆ มันก้องอยู่ในหัวจนผมแยกไม่ออกว่าอันไหนคือความจริง อันไหนคือความกลัว อันไหนคือความหวังสุดท้ายที่ยังไม่ยอมมอด ในคืนที่ผมนอนไม่หลับ ผมมักจะถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า ผมยังต้องการอะไรอยู่กันแน่ ต้องการโอกาสใหม่ ต้องการความรัก ต้องการความเข้าใจ หรือแค่ต้องการใครสักคนที่บอกผมว่า ผมไม่ได้เป็นภาระของโลกใบนี้ แม้เพียงครั้งเดียวก็ตาม ทุกครั้งที่ผมนั่งอยู่คนเดียวในห้องที่เงียบเกินไป ผมมักจะมองไปรอบ ๆ และคิดว่า ถ้าผมหายไปตอนนี้ มุมเหล่านี้จะจดจำผมไหม หรือมันจะลืมผมอย่างง่ายดายราวกับว่าผมไม่เคยผ่านที่นี่เลย ผมนั่งคิดถึงภาพในอนาคตที่ผมอยากมี ภาพที่เบลอจนแทบมองไม่เห็น ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมตามหาคือความสำเร็จ หรือแค่สถานที่เล็ก ๆ ที่ผมจะยืนอยู่ได้โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังจมน้ำอยู่ทุกวัน บางทีก็รู้สึกขัดแย้งกับตัวเองจนเหนื่อย เพราะทั้งที่ผมบอกว่า ผมไม่อยากมีบทสนทนาใด ๆ แต่ลึก ๆ ผมยังแอบหวังว่า จะมีใครซักคนเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ ไม่ต้องพูดมากอะไร แค่มีตัวตนอยู่ และไม่รีบหายไปเหมือนคนอื่น ผมอยากพูดอะไรออกไปสักอย่าง บางอย่างที่ผมไม่เคยพูด ไม่เคยยอมรับ ไม่เคยมีโอกาสได้วางมันลงตรงหน้าใครสักคน บางทีประโยคที่ผมไม่เคยกล้าพูดให้ใครฟัง และไม่เคยพูดมาทั้งชีวิต อาจจะง่ายเพียงแค่ คำว่า ผมเหงานะ คำที่โลกชอบทำเหมือนไม่สำคัญ แต่สำหรับผม มันหนักกว่าก้อนหินพันกิโลรวมกัน มันติดอยู่ในคอ อยู่ในอก จนผมหายใจลำบากทุกครั้ง ที่คิดว่าผมอาจต้องอยู่แบบนี้ไปหลายปี แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ผมก็ยังตื่นขึ้นมาในทุกเช้า ทั้งที่ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าผมมีแรงเหลือแค่ไหน เหมือนหัวใจมันยังยืนยันจะอยู่ ยังยืนยันจะเต้น แม้ว่าวันไหนมันจะเจ็บจนแทบทนไม่ไหวก็ตาม ผมคิดว่าบทสนทนาสุดท้ายในชีวิตของผม อาจเป็นบทสนทนาที่ผมมี กับตัวเอง กับความจริงที่ผมเคยหลบหน้า กับคำถามที่ผมไม่เคยตอบ กับความเจ็บที่ผมไม่เคยยอมรับว่ามันยังอยู่ และบางทีบทสนทนาสุดท้ายนั้นอาจไม่ได้มีคำพูดอะไรเลย มันอาจเป็นเพียงลมหายใจยาว ๆ หนึ่งครั้ง ที่ผมปล่อยออกมา เหมือนกับพูดว่า ผมคงยังอยากอยู่ต่ออีกหน่อย ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมก็เถอะ บางครั้งผมคิดว่าชีวิตเราเหมือนแม่น้ำ ไหลผ่านหุบเขาแห่งความเจ็บปวด ผ่านก้อนหินแห่งความผิดหวัง แม้จะกระทบแรงจนเปลี่ยนทิศทาง น้ำก็ยังไหลต่อไป ไม่เคยย้อนกลับ ผมยังคงนั่งอยู่ตรงนี้ ในความเงียบ ฟังเสียงลมหายใจของตัวเอง ฟังหัวใจเต้นในอก และผมเพิ่งรู้ว่า การกลัวชีวิต ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การละเมอหาทางหนีความจริงต่างหากที่ทำให้เราเจ็บมากกว่า ผมเริ่มคิดถึงเรื่องราวที่ผมเคยได้ยิน เรื่องความไม่เที่ยง ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ความเจ็บ ความสุข ความหวัง ความกลัว ทุกอย่างมีวันดับ และทุกสิ่งที่เราถือมั่นไว้นั้น ก็เพียงก้อนทรายในกำมือจับแน่นก็ร่วงหล่น ปล่อยวางก็ยังอยู่ แต่ไม่เป็นภาระ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองยืนอยู่ตรงรอยต่อระหว่างความตายกับการเกิดใหม่ ไม่ใช่การตายทางร่างกาย แต่ความตายของความยึดมั่น ความกลัว ความโกรธ ความเจ็บ และในความเงียบ ผมเริ่มเห็นแสงบางอย่าง เหมือนแสงตะวันแรกที่ลอดผ่านหน้าต่างส่องให้เห็นฝุ่นละอองในห้อง และผมก็เห็นตัวเองชัดขึ้น บางทีบทสนทนาสุดท้ายของชีวิต อาจไม่ใช่คำพูดใด ๆ แต่เป็นการรู้ตัว รู้ตัวถึงความทุกข์ของตัวเอง รู้ตัวว่าความเจ็บไม่ได้เป็นคุณสมบัติถาวร แต่เป็นสัญญาณให้เราได้ตื่น ตื่นรู้ว่าความทุกข์นั้นมาแล้วก็ไป เหมือนคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง แล้วก็ถอยหายไป ผมคิดถึงคำสอนเรื่อง อริยสัจ 4 ทุกข์เกิดจากการยึดมั่น เราทุกคนเจ็บ เพราะเราต้องการให้บางสิ่งมั่นคง แต่โลกไม่เคยหยุดหมุน ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง และนี่แหละคือความจริงที่ผมกำลังมองเห็น ความทุกข์ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นครู สอนให้รู้จักปล่อยวาง ผมยังคงวาดยังคงเขียน ยังคงสร้างสรรค์อยู่ เพราะแม้ผมจะเจ็บ แม้ผมจะเหงา ผมก็รู้แล้วว่าการกระทำแต่ละอย่าง คือการยืนยันว่าผมยังมีชีวิตอยู่ ยังมีความตั้งใจ และยังสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ทุกวัน สุดท้ายบทสนทนาสุดท้ายของผมอาจเป็นเพียงการเงยหน้าขึ้นมองแสงอ่อน ๆ แล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า ทุกอย่างไม่เที่ยง แต่ผมยังอยู่ ผมยังหายใจ ผมยังสามารถเริ่มใหม่ได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องมีใครมาฟัง ไม่ต้องมีใครตอบ เพราะเสียงใจของตัวเองเพียงพอแล้ว ความเงียบงันนี้คือบทสนทนา ความสงบนี้คือครู และความตื่นรู้เล็ก ๆ นี้คือรางวัลสำหรับผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับชีวิตอย่างซื่อสัตย์ ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความตายไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ความตายอยู่ที่การยึดมั่นเกินไป ถ้าเราเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง แม้หัวใจเจ็บ แม้โลกไม่เข้าใจ เราก็ยังสามารถลุกขึ้นใหม่ และเดินต่อไปอย่างสงบ อย่างตื่นรู้ ในทุกลมหายใจของชีวิต

Author Avatar
sirin
ความตายนั่งมองอยู่ตรงหน้านั้นเอง tiktok @sirin6996

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ