ความตายไม่ใช่ผู้พิพากษา

ความตายไม่ใช่ผู้พิพากษา

ตายนั้นมีจริง ผมกล้าพูดอย่างนี้เพราะผมเคยยืนอยู่ตรงหน้ามันแล้ว ไม่ใช่ความตายแบบในหนัง ที่ตีโพยตีพาย ร้องเสียงดัง หรือกรีดร้องขอชีวิต มันเป็นความตายที่ เงียบ เงียบจนผมรู้สึกว่าหัวใจตัวเองก็ดับตามไปชั่วขณะหนึ่ง ตอนเห็นครั้งแรก ผมไม่รู้สึกอะไรมากเท่าที่คิด มันไม่ได้น่ากลัว…มันแค่ จริง จริงจนผมรู้สึกเหมือนถูกตบแรง ๆ ให้ตื่นขึ้นมา เหมือนมีใครพูดข้างหูว่า เอาล่ะ นี่คือปลายทางที่แกก็ต้องเดินมาถึง ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่พอเวลาผ่านไป ความจริงนั้นหนักขึ้น ในวันที่ตายเกิดขึ้นจริง ใกล้ตัวกว่าที่ผมคิด ในวันที่ลมหายใจของใครคนหนึ่งขาดหาย ในวันที่ร่างกายที่ผมเคยเห็นเดิน ยิ้ม พูด หายไปในเสี้ยววินาที ตอนนั้นเอง หัวใจผมเหมือนหายไปด้วย เหมือนมันถูกดึงออกไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของคนตรงหน้า ความชา ความว่างเปล่า ความรู้สึกเหมือนถูกปล่อยทิ้งไว้กลางอากาศ นั่นแหละ…นั่นคือ ความตายจริง ๆ บางครั้งผมก็ถามตัวเอง ถ้าผมตายวันนี้ ผมอยากไปที่ไหนกันแน่ ใคร ๆ ก็อยากไปที่ดี ๆ ทั้งนั้น อยากไปสวรรค์ อยากไปโลกที่ไม่มีความเจ็บปวด อยากไปในที่ที่หัวใจไม่ต้องรับอะไรหนักอีกแล้ว แต่พอคิดดี ๆ ผมก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ผมทำแต่เรื่องไม่ดีตั้งเท่าไหร่ แล้วผมจะเลือกจุดหมายได้จริงเหรอ ชีวิตมันไม่ใช่ทริปท่องเที่ยวที่เรากดเลือกปลายทางจากเมนู มันคือเส้นทางที่เราวิ่งไปทั้งที่ยังงง ๆ ทำผิดบ้าง พลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง บางครั้งก็รู้ดีว่าไม่ควรทำ แต่ก็ยังทำ เหมือนมนุษย์ทุกคน…ที่อยากดีแต่ก็ยังทำสิ่งที่ตัวเองไม่ภูมิใจ และนั่นแหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ความตายไม่ได้ใจร้าย แต่มันก็ไม่ได้ใจดี มันเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ซื่อสัตย์ คอยดูว่าเราจะเดินไปทางไหน สุดท้ายเมื่อถึงเวลาก็แค่พาเราออกจากเส้นทางนั้น ผมคิดว่าความตายคงรู้จักผมดีพอ ๆ กับที่ผมรู้จักมัน เราพบกันบ่อยเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งควรพบ จนบางทีเวลาใครพูดถึงความตาย ผมไม่ได้สะดุ้ง ผมแค่ถอนหายใจเบา ๆ เหมือนทักทายเพื่อนเก่า เพราะผมรู้ ว่ามันอยู่ตรงนั้นมาตลอด และถึงผมจะทำดีหรือเลวแค่ไหน มันก็ไม่ได้ปิดประตูใส่หน้าผม มันแค่ถามเบา ๆ พร้อมหรือยัง และผมก็ยังตอบไม่ได้ทุกที บางทีก็แปลกดีเหมือนกัน ทั้งที่ผมรู้ว่าความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ผมกลับยังใช้ชีวิตเหมือนมันจะไม่มาถึงสักที ยังนอนดึก ยังคิดมาก ยังทำอะไรโง่ ๆ แบบเดิม ยังเจ็บปวดกับเรื่องที่ไม่ควรเจ็บ เหมือนมนุษย์ทุกคน ที่ยังกลัวจะเสียใจ ทั้งที่ตอนสุดท้าย…เราก็ต้องวางทุกอย่างลง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งเข้าใจไม่นานมานี้คือ ความตายสอนผมให้มองชีวิตต่างออกไป มันทำให้ผมรู้ว่าทุกลมหายใจมันมีค่า ทุกเช้าที่ลืมตา ทุกคำพูดที่ได้บอกใคร ทุกการเดินจาก มันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครให้เราได้ ผมเลยเริ่มคิดว่า บางทีชีวิตไม่ได้สั้นหรอก เราต่างหาก…ที่ใช้มันสั้นเกินไป ความตายก็ยังยืนเงียบ ๆ อยู่ข้างหลัง เหมือนคนที่คอยดูว่าเราจะหกล้มหรือจะลุกขึ้น เขาไม่ช่วย ไม่ประคอง ไม่ชี้ทาง แต่ก็ไม่ปิดทาง ปล่อยให้เราเรียนรู้เองว่าควรเหยียบพื้นตรงไหน และควรหลีกเลี่ยงหลุมลึกตรงไหน บางช่วงผมก็รู้สึกเหมือนเขาอบอุ่นอย่างประหลาด ไม่ใช่อบอุ่นแบบคนกอดเรา แต่อบอุ่นแบบที่ทำให้ผมรู้ว่า ยังไม่ต้องรีบ…ยังไม่ต้องไปไหนตอนนี้ ความตายไม่เคยเร่งผม ไม่เคยพูดว่า พอแล้ว เขาแค่ยืนรอเหมือนคนที่เข้าใจว่า มนุษย์บางคนยังมีเรื่องต้องพยายาม ยังมีบาดแผลต้องเย็บ ยังมีคำที่ยังไม่ได้พูด ยังมีความฝันที่ยังไม่ถึง ผมเลยไม่ได้มองเขาเป็นศัตรู ไม่ได้เกลียดเขาเหมือนเมื่อก่อน ผมแค่รู้ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เหมือนเงา เหมือนลมหายใจที่เรามองไม่เห็น แต่รู้สึกได้เสมอว่ามันอยู่ใกล้แค่คืบเดียว และถึงเขาจะเป็นความว่างเปล่าที่รออยู่ปลายทาง ผมก็เลือกที่จะเดินทางต่อ แม้จะเหนื่อย แม้บางวันอยากหายไปเฉย ๆ แต่ผมยังอยากดู ว่าในวันพรุ่งนี้จะมีอะไรเล็ก ๆ ที่ทำให้ผมยิ้มได้บ้าง ความตายสอนผมว่า ในเมื่อวันสุดท้ายมันเลี่ยงไม่ได้ งั้นวันที่ยังอยู่…ผมขอใช้ให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองไหวก็แล้วกัน ไม่ใช่เพราะผมกลัวตาย แต่เพราะผมเพิ่งเริ่มอยากมีชีวิตอยู่จริง ๆ

Author Avatar
sirin
ความตายนั่งมองอยู่ตรงหน้านั้นเอง tiktok @sirin6996

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ