ทุกอย่างมีอายุเป็นของตัวเอง
มาถึงตรงนี้ ผมก็เชื่อและรู้แล้วว่าทุกคนไม่ได้กลัวความตายจริง ๆ หรอก เราแค่กลัว การจากลา มากกว่า กลัววินาทีที่ต้องเห็นบางสิ่งบางอย่างดับลงต่อหน้าต่อตา กลัวความว่างเปล่าที่มันจะทิ้งไว้ในอกหลังจากนั้นต่างหาก เพราะพอเวลาผ่านไปสักพัก พอรับรู้ว่ามันหนีไม่พ้น พอได้เจอกับมันหลายครั้งเข้า ความตายก็กลายเป็นเหมือนเพื่อนเก่าที่เราจำใจต้องทักทาย แม้ไม่อยากเห็นหน้า แต่ก็รู้อยู่ลึก ๆ ว่าวันหนึ่งมันจะมาแน่นอน
ผมเคยนั่งมองสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่เคยเลี้ยงเอาไว้ มันล้มลงเงียบ ๆ ต่อหน้า ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีการต่อต้าน ไม่มีคำลาสักคำ มีเพียงลมหายใจสุดท้ายที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน ขณะนั้นเองผมเพิ่งรู้ว่า บางครั้งความตายก็อ่อนโยนกว่าชีวิตเสียอีก ชีวิตต่างหากที่โหดร้ายกว่า เพราะมันทำให้เราต้องเห็นทุกอย่างค่อย ๆ เสื่อมลงทีละนิด ทั้งร่างกาย ความรัก ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่หัวใจของตัวเราเอง หลังจากมันตายไป ผมไม่รู้สึกโกรธ ไม่ได้รู้สึกกลัว แต่ใจกลับเบาลงแปลก ๆ เหมือนสิ่งหนึ่งที่แบกไว้ถูกวางลง ความผูกพันยังอยู่ ความคิดถึงยังคงติดค้าง แต่เจ็บปวดน้อยกว่าเดิมอย่างไม่เข้าใจ เหมือนความตายกำลังบอกเบา ๆ ว่า ปล่อยได้นะ…มันถึงเวลาของมันแล้ว
ในเมื่อต้นไม้ยังร่วงโรย สัตว์ยังแก่ชรา สิ่งของยังเสื่อมสภาพ มนุษย์ก็ย่อมไม่ต่างกัน ทุกอย่างมีอายุเป็นของตัวเอง มีเส้นขีดที่ไม่สามารถข้ามไปได้ และพอถึงจุดหนึ่ง เราต้องยอมรับมันตามจริง ไม่ใช่เพราะเข้มแข็ง แต่เพราะมันไม่มีทางเลือกอื่นให้เรา หลังจากที่ทุกอย่างจบลงต่อหน้าต่อตา เราแค่ใช้ชีวิตต่อไป เหมือนปกติ แต่ไม่ปกติ เพราะในความเป็นจริง ไม่มีใครกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้หรอก เราแค่เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับบาดแผลนั้นเท่านั้นเอง
ผมรู้ว่าทุกคนยอมรับได้
ไม่ใช่สิ…ไม่ใช่คำว่า ยอมรับได้
แต่คือ จำเป็นต้องยอมรับต่อทุกสถานการณ์ที่เจอ ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยาก เราถูกบังคับให้ก้าวต่อ แม้หัวใจจะแหลกสลายก็ตาม
มันเจ็บปวดมาก มากจริง ๆ ผมเข้าใจ
เพราะผมก็เคยยืนอยู่ตรงจุดนั้น และอาจยังยืนอยู่จนถึงตอนนี้
แต่การยอมรับไม่ได้แปลว่าเราลืม
การเดินต่อไม่ได้แปลว่าเราไม่เสียใจ
มันแค่หมายความว่า…เรายังมีชีวิตอยู่
และถึงชีวิตจะดูโหดร้าย แต่ก็ยังเป็นสิ่งเดียวที่เรามีอยู่ตรงนี้
ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเจอกับการจากลาครั้งไหน สัตว์หรือคน สิ่งของหรือความสัมพันธ์ ผมอยากให้รู้ไว้ว่า ไม่ได้มีใครต้องเข้มแข็งอยู่ตลอด เราทุกคนกำลังเรียนรู้ไปพร้อมกันว่าจะอยู่กับความสูญเสียยังไงโดยไม่หายไปพร้อมกับมัน เพราะสุดท้าย เราก็ต้องจำใจเดินต่อบนโลกที่เหมือนเดิมแต่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และนั่น…มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่เหมือนกัน
บางครั้งผมคิดนะ ว่าคนเราน่ะถูกทำให้เข้าใจผิดเรื่อง เวลารักษาทุกอย่าง มาตลอด เหมือนโลกพยายามบอกเราว่า เมื่อผ่านความสูญเสียไปแล้ว เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง เดี๋ยวเวลาก็รักษาทุกอย่างได้ แต่เปล่าเลย เวลาไม่เคยรักษาอะไรทั้งนั้น มันแค่ทำให้ความเจ็บปวดกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เหมือนแผลเป็นที่ไม่หาย แต่ค่อย ๆ ชินไปเองจนเราไม่ร้องอีกต่อไป
ความเจ็บปวดไม่ได้มีเพียงในหัวใจมนุษย์ สัตว์ก็เจ็บได้ รักได้ สูญเสียได้ และยอมรับได้อย่างสงบกว่าที่มนุษย์ทำได้มาก เพราะมันไม่พูด มันนิ่งเงียบเหมือนไม่รู้สึก แต่ผมรู้ มันรู้สึกทั้งหมด
เมื่อก่อนผมเคยสะดุดกับคำว่า อยู่กับมันให้ได้ มันไม่ใช่ประโยคที่สวยงามอะไร ไม่มีความหวัง ไม่มีแสงสว่าง แต่กลับจริงเกินไป
เพราะในความเป็นจริง ไม่ว่าเราจะร้องไห้แค่ไหน จะเจ็บปวดเท่าไร โลกก็ยังหมุนต่อ ผู้คนยังต้องใช้ชีวิตต่อ ไม่มีใครหยุดอยู่กับเรานานพอให้เราได้พักจากความเจ็บปวด ทุกคนต่างมีความสูญเสียของตัวเอง ไม่มีใครหลุดพ้นจากมันได้เลยแม้แต่คนเดียว
ผมว่าทุกคนล้วนเคยมีจุดนั้น จุดที่ไม่อยากก้าวต่อ แต่ก็ต้องก้าว
จุดที่หัวใจหนักเหมือนมีอะไรทับไว้ แต่ก็ต้องหายใจ
จุดที่อยากย้อนกลับไป แต่รู้ว่ามันทำไม่ได้อีกแล้ว
นี่แหละ ชีวิตจริง ๆ ไม่มีอะไรโรแมนติก ไม่มีอะไรสวยหรู มีแต่การยอมรับช้า ๆ ทีละนิด ด้วยหัวใจที่ถูกขีดข่วนเรื่อย ๆ
ถึงอย่างนั้น…ผมยังอยากให้คุณรู้ว่า
คุณไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา
คุณไม่จำเป็นต้องทำเป็นโอเคในวันที่คุณไม่ไหว
และคุณไม่จำเป็นต้องลืมทุกอย่างเพื่อจะก้าวต่อ
พอถึงวันที่ความเจ็บปวดมันเบาบางลงเอง คุณจะรู้ว่า
คุณไม่ได้ผ่านมันมาเพราะเข้มแข็ง
แต่เพราะคุณยัง มีชีวิต อยู่
และการมีชีวิตนี่แหละ คือการเดินต่อทั้งที่ยังเจ็บอยู่
แบบเดียวกับที่ผมกำลังทำอยู่นี่แหละ
มีชีวิตและใช้ชีวิตอย่างดีด้วยกันนะ
ไม่ใช่ตามมาตรฐานใคร
แค่ไม่เดือดร้อนตัวเอง ไม่เดือดร้อนใคร
เจ็บปวดน้อย ๆ หน่อย ก็พอดี

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น