ดูแล้วมานั่งคิด EP 5 : Sky of Love
เริ่มต้นด้วยความดิ่ง จบลงด้วยความติ่ง
หากใครตามอ่านงานที่ลงประกวดตั้งแต่งานแรกของผม จะเห็นว่าผมเริ่มต้นด้วยความดิ่งจากการสูญเสีย “เมน” หรือ “คนโปรด” ของผมไป ไม่ว่าจะในรูปแบบตัวละครหรือบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริง ผมเลยขอปิดท้ายการประกวดนี้ด้วยการบอกต่อว่าพวกเขาทิ้งการเรียนรู้สำคัญไว้ให้ผม
นั่นคือความเข้าใจในความตาย พวกเขาสอนว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้าก็จริง แต่มันแค่พรากชีวิตไปหาใช่ความทรงจำไม่ และผลงานที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ก็ช่วยเยียวยาผมได้ในวันที่คิดถึงพวกเขาขึ้นมา แม้ว่าอนาคตจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังอยู่ในอดีตรูปแบบของหนัง ภาพถ่าย งานเขียน เพลง ท่วงทำนอง หรือความทรงจำดีๆ ที่มีร่วมกันมา
“เธอว่าคนตายแล้วไปไหน? ฉันอยากจะเกิดไปเป็นท้องฟ้าจัง ฉันจะได้คอยเฝ้าดูเธอได้เสมอ”
นี่คือประโยคที่พระเอกเรื่อง Sky of Love (2007) บอกกับนางเอกของเรื่อง และเป็นเรื่องแรกที่ทำให้ผมเริ่มติดตามมิอุระ ฮารุมะ นักแสดงผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมศึกษาภาษาญี่ปุ่น
เรื่องนี้เป็นโรแมนซ์ดราม่าที่ญี่ปุ่นเขาถนัดนักแล มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงของมิกะ สาวน้อยมัธยมปลายที่นำเรื่องราวของตัวเองมาเขียนเป็นนิยาย จากนั้นค่อยสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา
พล็อตเรื่องไม่ได้ซับซ้อน เล่าตรงๆ ไม่ได้มีจุดหักมุม แต่กลับสร้างแรงกระเพื่อมให้คนดูจนหลายฝ่ายต่างยกให้เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่ญี่ปุ่นเคยสร้างมา ชนิดที่ว่าหากพูดถึงโรแมนซ์ดราม่าแล้วไม่เคยดูเรื่องนี้ถือว่าพลาดอย่างแรง
Sky of Love เล่าเรื่องของมิกะที่ทำมือถือหายแล้วพอหาเจอก็มีผู้ชายแปลกหน้าโทรเข้ามาบอกว่าเขาเป็นคนเก็บมือถือของเธอได้ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มโทรคุยกัน สร้างสายสัมพันธ์จนมาเจอกันและรู้ว่าเขาก็คือฮิโระ เด็กหลังห้องย้อมผมทองภาพลักษณ์แยงกี้ แปลกที่เธอไม่รังเกียจเขาเลย แถมยังหลงรักในความอ่อนโยนผิดกับภายนอกที่แสดงออก
ผิดกันกับพวกเพื่อนร่วมชั้นที่มักจะกลั่นแกล้งเธอเสมอ หน้าตาภายนอกดูเป็นมิตรแต่กลับใส่ร้ายและคุกคามจนแทบใช้ชีวิตไม่ได้ เธอจึงมักออกไปใช้เวลากับฮิโระจนทั้งสองมีเพศสัมพันธ์กัน และรักครั้งแรกนั้นก็ส่งผลให้มิกะตั้งครรภ์ แม้ว่าครอบครัวของเธอจะไม่เห็นด้วยและแนะนำให้ไปทำแท้ง แต่เธอเลือกจะเก็บเด็กเอาไว้และหาทางบอกกับฮิโระ
ทว่าตอนนั้นเองที่เขาเริ่มเปลี่ยนไป ไม่เพียงแค่ปฏิบัติตัวเย็นชาใส่แต่ยังจงใจจูบกับผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าเธอ สร้างความเจ็บปวดอย่างร้ายแรงให้กับเด็กสาวที่กำลังอยู่ในสภาวะเครียดจากการกำลังจะเป็นว่าที่คุณแม่วัยใส
วันหนึ่งเธอประสบอุบัติเหตุจนสูญเสียลูกไป แม้จะหัวใจสลายแต่เธอก็เลือกจะไม่บอกฮิโระ เอาศพลูกไปฝังด้วยใจที่ยังยึดมั่นในชายหนุ่มที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล เป็นความทรงจำดีๆ ที่ทำให้ครั้งหนึ่งเธอได้รู้ว่าความรักมันมีทั้งความสุขและทุกข์เคียงคู่กัน
เวลาผ่านไปมิกะก็เริ่มจะมีหนุ่มคนอื่นมาสนใจ เธอคิดจะปิดผนึกรักแรกแสนเศร้าเพื่อเริ่มต้นใหม่ ทว่ากลับได้รับข่าวร้ายจากเพื่อนของแฟนเก่าว่าเขาเป็นโรคร้าย
ฮิโระได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะสุดท้ายและมีเวลาเหลืออยู่น้อยเข้าไปทุกที เขาเลือกที่จะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับมาตลอด ที่ปฏิบัติต่อเธอด้วยความเย็นชาทั้งหมดก็เพราะไม่อยากให้เธอต้องทนทุกข์ไปกับเขา อยากให้ไปเจอคนที่ดีกว่า
ทว่ามิกะกลับเลือกที่จะอยู่เคียงข้างเขาจนสุดทาง เธออยากชดเชยเวลาที่เสียไปด้วยการกลับมาคบหากันอีกครั้ง และสารภาพเรื่องลูกซึ่งทำเอาฮิโระช็อกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพากันไปไหว้ศพลูกที่สุสาน และเรื่องก็พาเรามาถึงประโยคสุดคลาสสิคที่ปัจจุบันก็ยังมีคนนำไปใช้
“เธอว่าคนตายแล้วไปไหน? ฉันอยากจะเกิดไปเป็นท้องฟ้าจัง ฉันจะได้คอยเฝ้าดูเธอได้เสมอ”
จากนั้นฮิโระก็จากไปอย่างสงบในวันที่มีหิมะโปรยปรายลงมา เหลือไว้เพียงความทรงจำที่มีร่วมกันทั้งแบบแสนสุขและแสนเศร้า และที่น่านับถือก็คือเขาเลือกจะที่มอบรอยยิ้มสว่างเจิดจ้าให้กับคนรักจนถึงชั่วลมหายใจสุดท้าย เพื่อให้เธอจดจำภาพเขาแบบนี้เอาไว้ไม่ใช่ภาพที่แสนเจ็บปวดของคนป่วย
ซึ่ง...ใช่ครับ เหมือนกันกับเมนของผมเลย
ถ้าพูดในเชิงตัวละครก็พอจะบอกว่าเราได้เห็นภาพรวมทั้งหมดในฐานะพระเจ้าที่เฝ้ามองผ่านหน้าจอ แต่สำหรับไอดอลหรือนักแสดงแล้ว เราแทบไม่รู้เลยว่าที่เขายิ้มออกมามันมาจากใจจริงหรือแค่กลบความเศร้าเอาไว้ เพื่อสักวันหนึ่งยามพวกเขาจากไปแล้วผู้คนจะได้จำเพียงความทรงจำดีๆ ที่เคยสร้างเอาไว้
ทุกวันนี้ผมก็ยังเห็นรูปมิอุระ ฮารุมะยิ้มอยู่ทั่วอินเตอร์เน็ต แม้แต่จงฮยอน (SHINEE) เองก็ยังมีแต่เรื่องราวดีๆ ของเขาที่หลงเหลือไว้ให้เราได้ย้อนกลับไปดู และตระหนักว่าตอนนั้นมันช่างมีความสุขเหลือเกิน อดีตที่หวนคืนกลับมาพร้อมพวกเขาช่างล้ำค่าจนผมลืมไม่ลง
ตอนนี้พวกเขาคงเป็นท้องฟ้าที่กำลังเฝ้ามองลงมาเหมือนกันกับที่ฮิโระเฝ้ามองมิกะ ต่อให้ความรักของพวกเขาจะจบลงด้วยความเศร้าแต่ชีวิตย่อมต้องดำเนินต่อไป
ตราบใดที่ความทรงจำยังหลงเหลืออยู่ในใจ พวกเขาก็ไม่ได้หายไปไหน ผมเชื่อแบบนั้นครับ

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น