ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 11 (อวสาน)
“อุ้มหนูหน่อย ๆ” เด็กชายตัวน้อยกล่าวออดอ้อนหญิงชราเสียยกใหญ่ พระนางมิอาจต้านทานต่อความน่ารักน่าเอ็นดูนั้นได้ จึงโน้มตัวลงไปแล้วสวมกอดร่างเล็กของเสี่ยวเฟิงมาไว้ในอ้อมอก เด็กน้อยหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเอาหน้าไปซุกบนไหล่ของอีกฝ่าย แล้วหลับตาพริ้มคล้ายว่าจะจมสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
“สงสัยวันนี้จะสูญเสียพลังไปเยอะก็เลยผล็อยหลับไปน่ะขอรับ” ไป๋เสวียนกล่าวพลางเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มเนียนใสของเด็กน้อย ฝ่ายพระพันปีหลวงหันมามองทางไป๋เสวียนทันใดก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักใจ
“เจ้าหายหน้าหายตาจากสวรรค์ไปเสียนมนาน คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้มาเจอกันในภพมาร อีกทั้งยังเป็นในสถานการณ์แบบนี้อีกด้วย” พระนางกล่าวพลางเดินกล่อมเสี่ยวเฟิงไปด้วย ไป๋เสวียนยกยิ้มเล็กน้อยพลางเดินตามหลังของนางไปติด ๆ
“ข้าก็ร่อนเร่เสาะหาวิชาอะไรไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละขอรับ จนกระทั่งได้มาเจอกับคนที่น่าสนใจเข้า” ว่าพลางเหลือบไปมองทางด้านของจวินเย่าที่กำลังวุ่นอยู่กับการรักษาบาดแผลให้กับเหล่าผู้กล้าของเผ่ามาร หรือก็คือพวกจิ้งจอกทมิฬที่ได้รับบาดเจ็บเมื่อก่อนหน้านี้จนมือเป็นระวิง โดยมีหลิงหลิงที่คอยป้อนโอสถให้เป็นผู้ช่วยอีกที
“คนที่น่าสนใจ? ปีศาจน้อยนั่นน่ะรึ?” เอ่ยพลางพยักพเยิดไปทางจวินเย่า ไป๋เสวียนยกยิ้มก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบ
“แม้ภายนอกจะดูอ่อนแอ ทว่ากลับเป็นคนที่แข็งแกร่งมากกว่าที่เห็นมากนัก ในด้านของพลังก็เช่นเดียวกัน ข้ามีความรู้สึกสนใจในตัวเขา อยากจะเป็นอาจารย์ฝึกวิชาให้กับเขาเป็นการส่วนตัวขอรับ” พระพันปีหลวงได้ยินดังนั้นก็หันมาเลิกคิ้วมองใส่ทันที ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
“คนปลิ้นปล้อนอย่างเจ้าน่ะหรือที่อยากจะลองเป็นอาจารย์ฝึกวิชาให้ใครสักคนหนึ่ง? ไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่าเจ้าจิ้งจอกน้อยจอมเจ้าเล่ห์” ไป๋เสวียนรู้สึกเจ็บแปลบที่อกทันใด ก่อนจะพูดไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อาจเป็นเพราะจวินเย่ากระมังที่ทำให้ข้าคิดได้”
“เจ้าดูถูกอกถูกใจเขาเหลือเกินนะไป๋เสวียน บอกข้ามาตามตรงเถอะว่าเจ้าอยากจะเป็นอาจารย์ฝึกวิชาให้เขา หรืออยากเป็นคนรักของเขากันแน่?” ไป๋เสวียนรีบส่ายหน้าปฏิเสธคำครหานั้นทันใดพลางเอ่ยอธิบาย
“สัตว์เลี้ยงอย่างข้าจะริอ่านไปหลงรักผู้เป็นนายได้อย่างไรเล่าขอรับ” เอ่ยพลางเดินนำหน้าพระพันปีหลวงไป พระนางได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกงุนงงเข้าไปใหญ่ สัตว์เลี้ยงงั้นหรือ? เจ้าไปเป็นสัตว์เลี้ยงขององค์ชายเล็กแห่งเผ่ามารได้อย่างไรกัน? พระนางคิดในใจด้วยความฉงน
หากไม่ได้พระพันปีหลวงป่านนี้ดินแดนปีศาจคงโกลาหลเสียยิ่งกว่านี้ หลังจากที่อวี้จวินโดนผนึกพลังและถูกนำตัวไปขังเอาไว้ยังชั้นใต้ดินของคุกสวรรค์ พระพันปีหลวงก็หาได้เมินเฉยต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ พระนางรีบส่งหมอเทวาทั้งหลายมาช่วยรักษาบาดแผลของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ผู้ใดที่สิ้นชีพอย่างไม่ยุติธรรมพระนางก็อาสารับเลี้ยงครอบครัวของผู้ตายไว้ในปกครอง อีกทั้งยังรวบรวมกำลังพลจำนวนมากมาช่วยทำนุบำรุงพระราชวังของเผ่ามารให้อีกต่างหาก จวินเย่าและพี่น้องคนอื่น ๆ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้ยิ่งนัก
“ท่านแม่ชอบมั้ย?” เสี่ยวเฟิงที่อยู่ในอ้อมกอดของจวินเย่าเอ่ยถามพลางชี้นิ้วไปที่พระราชวังที่ได้รับการซ่อมแซมเสียจนใหม่เอี่ยม จวินเย่าหันไปมองหน้าเจ้าตัวเล็กแล้วส่งยิ้มหวานพลางตอบ
“ชอบมากเลยล่ะ” ว่าพลางกอดหอมเจ้ามังกรน้อยอย่างรักใคร่กลมเกลียว พระพันปีหลวงที่มองอยู่ห่าง ๆ สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของชายหนุ่มผู้นี้ก็เข้าใจเหตุผลแล้วว่าทำไมไป๋เสวียนถึงได้รู้สึกสนใจในตัวของจวินเย่ามากถึงเพียงนั้น พระนางคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินมายืนที่ข้างกายของจวินเย่า
“หนุ่มน้อย” จวินเย่ารีบหันไปมองทันใดก่อนจะโค้งคำนับผู้อาวุโสกว่า
“พระพันปีหลวง”
“จะรังเกียจหรือไม่หากข้าจะขออะไรจากเจ้าสักอย่างหนึ่ง” จวินเย่าชะงักไปทันใด เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีสักเท่าไหร่นัก มีเรื่องจะขอร้องอย่างนั้นหรือ? เรื่องอะไรล่ะ? เขาคิดก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายออกไป
“เรื่องอะไรหรือขอรับ?”
“ตอนนี้เสี่ยวเฟิงราวกับเด็กกำพร้า มารดาก็จากไปด้วยอายุขัย บิดาก็ประพฤติตนไม่ดีจนต้องโทษประหาร ข้าจึงอยากขอร้อง...รับเขาเป็นบุตรชายของเจ้าได้หรือไม่?” จวินเย่าเบิกตาโพลงทันใดด้วยความตกใจ เสี่ยวเฟิงที่อยู่ในอ้อมอกทำใบหน้าฉงนพร้อมเอียงคอมองใบหน้าของจวินเย่าไปด้วย
“แต่ว่าเขาเป็นโอรสสวรรค์มิใช่หรือ ให้มารเช่นข้าเป็นมารดาเห็นทีจะไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่กระมัง” ชายหนุ่มหน้าสวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว แม้ว่าเขาจะเอ็นดูเสี่ยวเฟิงมากขนาดไหน ทว่าก็มิอาจรับหน้าที่เป็นมารดาของอีกฝ่ายได้จริง ๆ สภาพแวดล้อมของที่นี่ไม่ได้เอื้ออำนวยให้ชาวสวรรค์ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข อีกทั้งในอนาคตอันใกล้เสี่ยวเฟิงก็จะได้เป็นมหาเทพ หากต้องมาจมปลักอยู่กับเขาในนรกแห่งนี้ เห็นทีจะไม่ได้ไปสู่ฝันนั้น
“เพราะอย่างนั้นข้าถึงได้อยากให้เจ้ารับเขาเป็นบุตรชาย” จวินเย่าทำใบหน้าฉงนทันใดหลังจากฟังที่พระพันปีเอ่ยออกมา นางยกยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ
“โอรสสวรรค์ที่ได้รับการดูแลจากแม่บุญธรรมที่เป็นเชื้อพระวงศ์ของเผ่ามาร มิคิดว่ามันคือการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองเผ่าพันธุ์หรอกหรือ?” พอนางเอ่ยมาเช่นนั้นจวินเย่าก็ทำสีหน้าประหลาดใจขึ้นมาทันที เพราะรู้สึกเห็นด้วยกับสิ่งที่พระนางพูด หากเสี่ยวเฟิงที่ในอนาคตจะได้เป็นมหาเทพได้รับการดูแลจากเผ่ามาร ทั้งสองเผ่าพันธุ์นี้ก็จะไม่มีความจำเป็นใด ๆ ให้ต้องรบราฆ่าฟันกันอีก ถือว่าเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีครั้งยิ่งใหญ่
“แต่สภาพร่างกายของเสี่ยวเฟิงไม่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมของแดนปีศาจ-”
“เสี่ยวเฟิงได้รับพรคุ้มครองจากเทวา ร่างกายของเขาไม่มีวันได้รับผลกระทบจากมลพิษใด ๆ เจ้าไม่ต้องห่วง” นางเอ่ยพลางเอื้อมมือไปลูบหัวของเสี่ยวเฟิง
“แล้วท่านไม่อยากรับเขาไปดูแลแทนพ่อแม่ของเขาบ้างหรือขอรับ?” จวินเย่าถามอย่างตรงไปตรงมา เขากำลังสงสัยอยู่ว่าในเมื่อเสี่ยวเฟิงกับพระพันปีก็มีสายเลือดเดียวกัน คนเป็นญาติกันก็รับเลี้ยงกันไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ? มาไว้ใจเผ่ามารเช่นเขาเพื่ออะไรกัน?
“ข้าก็อยากจะรับเขาเอาไว้อยู่หรอกนะ แต่ข้าก็มีภาระหน้าที่ของตัวเองอยู่มากพอสมควร อาจจะไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับเขา ข้าอยากให้เขาได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจากที่นี่ก่อนจะถึงเวลารับตำแหน่งในอนาคต ข้าเชื่อว่าในวันนั้นเขาจะแข็งแกร่งมากพอจนไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่กล้าดูหมิ่นเขาได้” พระนางเอ่ยพลางมองเสี่ยวเฟิงอย่างมีความหวัง จวินเย่าถอนหายใจเล็กน้อย ตอนนี้เนื้อเรื่องในนิยายค่อนข้างแตกต่างจากที่อ่านมาโดยสิ้นเชิง ราวกับเป็นคนละเรื่องไปแล้วด้วยซ้ำ แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจว่าจะยังเป็นเหมือนเดิม คือเสี่ยวเฟิงจะต้องได้เป็นมหาเทพในอีกไม่นานต่อจากนี้แน่นอน และดูจากที่พระพันปีหลวงกล่าวก่อนหน้านี้ ก็พอจะคาดเดาได้ว่าพระนางน่าจะแต่งตั้งให้เสี่ยวเฟิงขึ้นเป็นจักรพรรดิสวรรค์แทนเทียน อวี้จวิน
“เจ้าคิดเห็นเช่นไร?” พระนางเอ่ยถาม จวินเย่าลังเลที่จะตอบอยู่สักพักใหญ่ ๆ ก่อนจะเหลือบมามองหน้าเด็กน้อยในอ้อมกอด เขาส่งยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะหันไปพูดกับพระพันปีหลวง
“ข้าจะรับเขามาเป็นลูกบุญธรรมก็ได้ ทว่า...”
“ว่ามาสิ” พระนางเอ่ยพลางเหลือบมองมาที่จวินเย่าเป็นระยะ
“ต้องแลกกับการประกาศยุติสงครามระหว่างเผ่าสวรรค์และเผ่ามาร ท่านยอมรับข้อเสนอนี้ได้หรือไม่?” จวินเย่ารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องหลังจากที่เสนอเงื่อนไขสุ่มเสี่ยงแบบนั้นไป ยิ่งพระพันปีหลวงไม่ได้ตอบอะไรในทันที ซ้ำยังทำเป็นนิ่งเฉยยิ่งทำให้หัวใจของเขาหล่นวูบ ทว่าไม่นานนางก็ส่งเสียงตอบกลับมา
“ได้สิ จะให้ร่างเป็นสนธิสัญญาเลยก็ย่อมได้” นางกล่าวด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม จวินเย่าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา
หลังจากนั้นพระพันปีหลวงก็จัดการเขียนสนธิสัญญาระหว่างเผ่าสวรรค์และเผ่ามาร ใจความหลักคือทั้งสองเผ่าจะหยุดรบราฆ่าฟันกัน ไม่ร้าวรานซึ่งกันและกัน และคอยช่วยเหลือกันในวันที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับความลำบาก เสวียนหลิงอาสาที่จะเป็นคนลงลายมือชื่อในสนธิสัญญาฉบับนี้ ส่วนทางฝั่งเผ่าสวรรค์พระพันปีหลวงจะเป็นคนลงนาม เท่ากับว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ที่เคยร้าวรานของสองชนเผ่าก็ได้จบสิ้นลง
จวินเย่ารับเลี้ยงเสี่ยวเฟิงในนามของมารดาบุญธรรม โดยจะเลี้ยงดูเสี่ยวเฟิงในแดนปีศาจ สลับกับให้พระพันปีหลวงเลี้ยงในช่วงพระนางไม่ได้มีกิจธุระอะไรมากมายบนสวรรค์ สลับกันเลี้ยงดูไปมาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเจ้ามังกรตัวน้อย นอกจากนั้นเทียนหูไป๋เสวียนยังได้รับการแต่งตั้งจากพระพันปีหลวงให้เป็นราชครูคอยสอนศาสตร์วิชาต่าง ๆ ให้เสี่ยวเฟิงด้วยอีกต่างหาก กลายเป็นว่าตอนนี้ไป๋เสวียนมีลูกศิษย์ถึงสองคนซึ่งนั่นก็คือศิษย์เอก โม่ จวินเย่า และศิษย์รอง เทียน เฟิงตี้
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างก้าวกระโดด จวินเย่าได้รับการสั่งสอนจากปรมาจารย์อย่างเทียนหูไป๋เสวียนก็สามารถพัฒนาพลังของตัวเองจนถึงขั้นสูงสุด กลายเป็นว่าถ้าหากต้องจัดลำดับพลังกันในครอบครัวตระกูลโม่ อันดับหนึ่งก็ได้ตกเป็นของจวินเย่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
วันเวลาผ่านไปหลายปี จนเสี่ยวเฟิงเติบโต จากเด็กน้อยตัวเล็กกลับกลายเป็นบุรุษรูปงาม อีกทั้งยังมีความสามารถรอบด้าน เป็นหนึ่งในใต้หล้าด้านพลังเวท ไม่มีใครเทียบเคียงได้ ถือกำเนิดเป็นมหาเทพตัวจริง แม้ว่าช่วงที่ขึ้นดำรงตำแหน่งองค์จักรพรรดิสวรรค์ใหม่ ๆ จะมีคนบนสวรรค์ดูถูกดูแคลนเรื่องที่เขามีแม่บุญธรรมเป็นมารอยู่บ้าง ทว่าเขาก็สามารถแสดงความสามารถของตัวเองแล้วเอาชนะความอคติเหล่านั้นมาได้ โดยไม่ลืมบุญคุณของผู้ที่เลี้ยงดูมาเช่นมารดาบุญธรรมเช่นจวินเย่าเลย เสี่ยวเฟิงมักจะเดินทางมาหาจวินเย่าเพื่อกินข้าวด้วยกันกับตระกูลโม่ทุกคนแบบไม่มีขาดตกบกพร่อง
จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต จวินเย่าตัดสินใจไม่บำเพ็ญตบะเพื่อชีวิตอมตะเหมือนดังเช่นพี่ชายของตน แม้ว่าพี่ ๆ ทุกคนจะพยายามคะยั้นคะยอเขาแล้วก็ตาม จวินเย่าก็ยังยืนยันที่จะจากไปด้วยอายุขัยที่ถูกกำหนดมา ในวันนั้นเขาหมดลมหายใจบนเตียงนอนแสนหนานุ่มของตัวเองด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข เสี่ยวเฟิงที่ว่าราชการเสร็จเมื่อได้รับข่าวก็รีบเดินทางจากสวรรค์ลงมายังนรกอเวจีเพื่อมาดูใจจวินเย่าเป็นครั้งสุดท้ายทว่ากลับไม่ทัน เขาร้องไห้ปานจะขาดใจ พวกพี่น้องของจวินเย่าเองก็เช่นกัน หลังจากที่ทุกคนทำใจได้แล้วก็จัดการศพของจวินเย่าไปตามประเพณี ชื่อของจวินเย่าถูกจารึกทั้งบนสวรรค์และในนรกเพื่อย้ำเตือนว่าเคยมีคนคนนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย
จวินเย่าจมสู่ห้วงนิทราอันแสนมืดมิดในระหว่างที่เขากำลังหลับใหลอยู่นั่นเองก็ได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหน้าของตัวเอง
“ภารกิจเสร็จสิ้น”
“เปลี่ยนเส้นทางสู่โลกที่จากมา...”
“อึ่ก...” พีทส่งเสียงในลำคอก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมามองบรรยากาศโดยรอบ ไม่มีเตียงไม้หรือกระจกเครื่องแป้งโบราณ ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครมของหลานเยวียนที่มักจะบุกเข้ามาในห้อง หรือว่านี่...จะเป็นโลกปัจจุบัน?
“ไอ้พีท ไอ้พีทฟื้นแล้ว! หมอครับ หมอ!!” กิต เพื่อนของพีทที่มาเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลตะโกนออกมาทันใดหลังจากเห็นเพื่อนของตัวเองที่สลบไสลไปในที่สุดก็ตื่นขึ้นมาเสียที
“ไอ้...” พีทลากเสียงยาวเพราะจำชื่อเพื่อนสนิทของตัวเองไม่ได้ ก็เล่นหลุดไปใช้ชีวิตในนิยายนานเสียจนลืมชื่อคนที่เคยรู้จักในชีวิตจริงไปเลย
“กูกิตไงเพื่อน นี่แม้กระทั่งเพื่อนสนิทที่มึงรักมากที่สุดมึงก็ยังจำไม่ได้เลยงั้นเหรอ? ไม่นะเพื่อนกู ทำไมชีวิตมึงถึงได้น่าสงสารขนาดนี้วะ” ว่าพลางพุ่งตัวเข้ามากอดพีทแล้วร้องไห้ฟูมฟายเสียงดัง แก้วหูของพีทแทบแตกกันเลยทีเดียว พีทใช้เวลาปรับจูนสมองตัวเองอยู่สักพักใหญ่ ๆ เพราะบางครั้งก็หลุดพูดภาษานิยายออกมาจนคนที่ฟังอยู่งงกันเป็นแถบ ๆ
สรุปแล้วสาเหตุที่พีทมานอนอยู่ที่โรงพยาบาลก็เพราะว่าประสบอุบัติเหตุ ล้มหัวฟาดพื้นในห้องน้ำ เรื่องราวคือวันนั้นกิตโทรมาตามให้ไปเล่นเกมด้วยกันแล้วเห็นว่าพีทไม่ตอบกลับไปสักที ก็นึกสงสัยเลยมาหาที่ห้อง ปรากฏว่าเคาะประตูไปหลายครั้งพีทก็ไม่ออกมาเปิดประตูให้ กิตรู้สึกว่ามันแปลก ๆ ก็เลยไปตามเจ้าของหอให้ใช้กุญแจสำรองเปิดเข้าไปในห้องของพีทให้หน่อย สรุปพอเปิดเข้าไปก็เจอพีทนอนแก้ผ้าพร้อมเลือดที่เจิ่งนองอยู่ในห้องน้ำ ตอนนั้นกิตร้องไห้ออกมาเลยเพราะคิดว่าเพื่อนตายแล้ว สภาพเหมือนศพในหนังมาก โชคดีมากที่พามาถึงมือหมอทัน ไม่อย่างนั้นเขาอาจได้กลายเป็นผู้พิการทางสมองไปตลอดชีวิตก็เป็นได้
พีทถามกิตเกี่ยวกับเรื่องที่เขาล้มหัวฟาดพื้นแล้วนอนสลบบนเตียงเป็นผัก เขาอยากรู้ว่าเขานอนหลับไปกี่วันกี่เดือนแล้ว เพราะว่าในนิยายเขาใช้ชีวิตที่นั่นเป็นสิบ ๆ เลยด้วยซ้ำ กิตบอกพีทว่าเขาเพิ่งจะนอนที่โรงพยาบาลได้แค่คืนเดียวเอง วันต่อมาก็ฟื้นเลย แค่กิตเป็นคนโอเวอร์เฉย ๆ เลยแสดงอาการตกใจขนาดนั้นตอนที่พีทฟื้นขึ้นมา พีทได้ฟังแบบนั้นก็ได้แต่มองบน
พีทลองกลับไปอ่านหนังสือนิยายเล่มนั้นอีกครั้งทว่ากลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น หนังสือนิยายเรื่องนั้นดันหายไป หายไปทั้งเซต เขาหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ทว่ากลับมีเรื่องแปลกอย่างหนึ่งคือบนชั้นหนังสือที่เขามักจะวางนิยาย มีเงินเท่ากับจำนวนที่เขาซื้อนิยายเซตนั้นมาวางเอาไว้แทน ตอนแรกพีทคิดว่ามีเพื่อนมาลืมเอาไว้ แต่พอคิดแล้วคิดอีกก็ไม่น่าใช่ กิตไม่น่าจะมีเงินจำนวนเยอะขนาดนี้ แล้วก็ไม่น่าจะวางเอาไว้มั่วซั่วแบบนี้ด้วย เขากังวลมากเพราะไม่รู้ว่าเป็นเงินใคร ในห้องก็ไม่มีห้องวงจรปิด จะเอาไปแจ้งความก็กลัวว่าจะมีพวกหัวหมอมาเอาไป สุดท้ายก็เลยไปฝากในบัญชีแยกอีกบัญชีหนึ่งแทน แต่ก็ไม่กล้าเอาเงินตรงนั้นมาใช้อยู่ดี
เขากลับมาเรียนและใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิม มีหลายครั้งที่คิดถึงเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในนิยายที่ได้ทะลุไป ซึ่งเขาก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้เหมือนกันว่าเขาทะลุมิติเข้าไปในนิยายจริง ๆ หรือเขาแค่อ่านนิยายมากเกินก็เลยฝันแบบนั้น แต่ถ้ามันเป็นฝัน ก็เป็นฝันที่เหมือนจริงและยาวนานมากเลยทีเดียว
เวลาว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำปกติพีทจะเอาแต่อ่านนิยาย แต่กลับมาคราวนี้เขามักจะวาดรูปของทุกคนที่เขาไปเจอในนิยายเรื่องนั้น วาดเสร็จก็เขียนชื่อพร้อมใส่กรอบเอาไว้เสียดิบดี พอเอาไปตั้งวางในห้องแล้วมันรู้สึกอบอุ่นดีอย่างไรชอบกล
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่ได้มีอะไรหวือหวา เป็นชีวิตธรรมดาของคนทั่วไป วันนี้พีทตัดสินใจออกมาวิ่งออกกำลังกาย เพราะตอนที่อยู่ในนิยายมักจะโดนไป๋เสวียนปลุกให้มาวิ่งเป็นประจำ มันก็เลยติดเป็นนิสัยมายังโลกปัจจุบัน วิ่งไปได้สักประมาณครึ่งชั่วโมงก็เดินหาที่นั่งพัก พีทหยิบน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มจนหมดขวดในรวดเดียว แล้วยืดเส้นยืดสาย เตรียมจะไปวิ่งอีกรอบ ตอนนั้นเองที่เขาพบกับใครบางคนที่เขาคาดไม่ถึงว่าจะได้มาเจอกันที่นี่...อีกครั้ง
“ขอโทษนะครับ” ชายหนุ่มหน้าตาดีกับผมสีบลอนด์เอ่ยทักทาย พีทชะงักไปก่อนจะเผลอพูดชื่อหนึ่งออกมา
“ไป๋เสวียน...”
“เอ๊ะ? คนจีนเหรอครับ?” ชายคนนั้นถามกลับ พีทรีบส่ายหน้าทันใดก่อนจะแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน
“อ้อ เปล่าครับ ๆ ว่าแต่มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ?”
“คุณพอจะมีทิชชูเปียกบ้างมั้ยครับ พอดีว่าผม...อยากเข้าห้องน้ำ” เขาพูดด้วยท่าทางเขินอาย พีทมองอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะล้วงเข้าไปในกระเป๋าคาดหน้าอกของตัวเอง แล้วหยิบยื่นทิชชูเปียกให้อีกฝ่าย
“นี่ครับ”
“ขอบคุณมากเลยนะครับ คือว่า...ผมมีเรื่องอยากรบกวนอีกเรื่องหนึ่งน่ะครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงติดเกรงใจ พีทเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม
“อะไรเหรอครับ?”
“ผมกลัวผี คุณช่วยไปเป็นเพื่อนผมหน่อยได้มั้ยครับ แค่เดินไปส่งตรงหน้าห้องน้ำเฉย ๆ ก็ได้ครับ” ว่าพลางยกมือพนมขึ้นมา พีทอดขำกับท่าทางของชายคนนี้ไม่ได้ นอกจากหน้าตาจะเหมือนกันแล้ว นิสัยก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่นัก เขายิ้มชอบใจก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบ
“ได้ครับ ๆ ที่นี่เขาลือกันว่าผีดุด้วยนี่เนอะ” ชายคนนั้นหน้าซีดเซียวทันใด พีทยิ่งชอบใจเข้าไปใหญ่ที่แกล้งอีกฝ่ายได้ จนเผลอหัวเราะในลำคอออกมา
หลังจากที่ได้พบกันในวันนั้นทั้งสองก็ได้ติดต่อหากันบ่อย ๆ พีททราบอย่างหนึ่งว่าชายคนนี้มีชื่อว่าปิง เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน คณะเดียวกัน แต่เรียนคนละสาขา พอคุยกันไปได้สักพักปิงก็เป็นคนสารภาพว่าเขาชอบพีท ที่เข้าหาพีทวันนั้นก็เพราะว่าอยากทำความรู้จักกับพีท แล้วก็อยากจีบพีทไปในตัวด้วย ตอนที่สารภาพปิงดูกลัวมากว่าจะโดนพีทปฏิเสธ แต่ผลลัพธ์คือพีทก็ชอบปิงเหมือนกัน สุดท้ายทั้งคู่ก็เลยได้คบกันในฐานะแฟนจนเรียนจบมหาวิทยาลัย เข้าสู่วัยทำงานก็ย้ายมาอยู่ที่เดียวกันและใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข
ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่อ่านกันมาจนถึงตรงนี้ เรื่องราวของพีทก็ได้จบลงแต่เพียงเท่านี้ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น