งานศพที่ดี

งานศพที่ดี

ผมมีความคิดอยู่ว่าอยากจัดงานศพตัวเองให้ครึกครื้นและสนุกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือไม่งั้น ก็เน้นความเงียบสงบ ยิ่งคนน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี หรือแค่ฝังร่างไม่ก็เผาร่างของผมไปเลยก็ได้ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหากวันนั้นมาถึง ตัวผมจะได้เห็นภาพงานศพของตัวเองหรือเปล่า มันเป็นเรื่องปกติครับที่เราจะจินตนาการถึงอุดมคติบางอย่าง อย่างน้อยมันก็พอใช้หลบซ่อนจากความเป็นจริงได้ชั่วเวลาหนึ่ง หากพูดกันตามสัตย์จริงแล้วสมัยเด็กๆ ผมกลัวความตายมากเลยล่ะ จะเรื่องตายแล้วตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ก็ดี ความเจ็บปวดที่จะรับรู้ได้ก่อนลมหายใจสุดท้ายหมดลงก็ดี หรือแม้แต่ความว่างเปล่าที่เราต้องเดินไปเพียงลำพัง ทว่าพอผมได้อ่านวรรณกรรมมากขึ้น ตีความเรื่องราวต่างๆ มาหลายปีดีดัก ผมค้นพบว่ามันก็แค่เรื่องที่มนุษย์ใส่ความคิดแบบมนุษย์ลงไปในนามอธรรมก็เท่านั้น ความตายน่ากลัว เพราะเราโดนสอนให้รับรู้มาแบบนั้น เหมือนขนบที่ว่าจะต้องโศกเศร้าต่อคนที่จากไป ห้ามแสดงออกแบบใดยกเว้นก็แต่การร้องไห้และส่งเสียงคร่ำครวญ สมัยวัยรุ่นผมเคยไปงานศพญาติ ตอนที่กำลังช่วยคุณป้าหั่นพริกไปทำอาหารเลี้ยงแขกตอนสวดอภิธรรมศพ หลานวัยหนึ่งขวบวิ่งเข้ามาในครัวพร้อมของเล่นและเริ่มส่งเสียงดัง พวกผู้ใหญ่ต่างพากันไม่ว่าอะไรด้วยว่านั่นคือเด็ก แต่พอเป็นลูกพี่ลูกน้องของผมที่อายุไล่เลี่ยกันกลับโดนดุเสียยกใหญ่ บ้างว่าไม่สำรวม บ้างว่าไม่เคารพคนตาย บ้างว่าเสียมารยาท พอผมถามว่าทำไมหลานทำได้แล้วน้องทำไม่ได้ ทุกคนก็บอกว่าเด็กมันจะไปรู้อะไร ผมเลยถามว่าแล้วทำไมงานศพถึงต้องทำให้บรรยากาศโศกเศร้าด้วยล่ะ คนเรารับมือกับความตายไม่เหมือนกันนี่นา กลับกลายเป็นว่าผมโดนมองด้วยสายตาเสียดแทงอย่างหนัก แล้วป้าก็ต่อว่าผมเสียยกใหญ่กลางวัด ทำเอาอับอายบรรดาคนผ่านไปผ่านมามากจริงๆ จากนั้นผมก็เริ่มทบทวนกับตัวเองว่าความตายคืออะไรกันแน่ ทำไมงานศพถึงต้องสร้างบรรยากาศให้หม่นหมองขนาดนี้ ไอ้เรื่องคนเราเสียใจและมีวิธีรับมือต่างกันมันก็พอเข้าใจได้อยู่หรอก แต่ว่ามันก็มีนี่ งานศพที่เต็มไปด้วยความครึกครื้น รื่นเริง กับสวดส่งผู้ตายด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มเพื่อให้เขาไปสบาย เมื่อเวลาผ่านไปจนผมโตมาเป็นติ่งอะนิเมะและกำลังบ้ากินทามะอย่างหนัก มันมีตอนหนึ่งที่คุณกินต้องไปร่วมงานศพและสร้างความวุ่นวายกับฮิจิคาตะ ทำเอาคนพากันมองค้อนจนสุดท้ายชินปาจิต้องไปขอโทษเจ้าของงาน แทนที่จะโดนโกรธเจ้าภาพกลับหัวเราะและบอกว่าผู้ตายสะดวกแบบนี้ เขาอยากให้งานศพเต็มไปด้วยความครึกครื้น เป็นคนที่บ้าเสมอต้นเสมอปลายเลยนะ จากนั้นผมก็เริ่มตกตะกอนความคิดออกมาได้ งานศพจะเป็นแบบไหนขึ้นอยู่กับเจ้าภาพนั่นแหละ ถ้าโตมาในวัฒนธรรมที่เคร่งครัดก็จะจัดออกมาในรูปแบบหนึ่ง หากเป็นคนที่ไหลไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดเวลา ก็จะมองภาพงานศพเป็นอีกแบบหนึ่ง ฉะนั้นใครใคร่จัดงานแบบไหนมันก็แล้วแต่ความสะดวกของเขา แล้วแต่สภาพแวดล้อมที่เขาโดนหล่อหลอมมา นั่นเองผมถึงเข้าใจว่าทำไมตอนนั้นผมกับลูกพี่ลูกน้องถึงโดนป้าดุ ทำไมหลานถึงวิ่งไปทั่ววัดและเล่นอย่างสนุกสนานได้ ทุกอย่างมันโดนตีกรอบมาให้คนเข้าใจไปแบบนั้นและคิดว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่มีเรื่องของความถูกต้องเข้ามาเกี่ยวตั้งแต่แรก ก็เหมือนกับการกินอาหาร เลือกซื้อเสื้อผ้า หรือชอบไม่ชอบอะไร มันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลล้วนๆ ซึ่งเราควรเคารพความเห็นของกันและกัน ผมเลยคิดมาตลอดว่าถ้าตัวเองตายแล้วต้องมีงานศพ อยากจัดให้เรียง่าย ใช้เงินกับเวลาน้อยที่สุด เพราะสุดท้ายผมก็ไม่สามารถรับรู้เรื่องราวต่อจากนั้นได้อยู่แล้ว เว้นก็แต่วิญญาณผมจะไม่ไปไหนน่ะนะ

Author Avatar
TGStark
นักเขียนที่มี passion เล่าเรื่องมากมาย เพราะคนไทยแปลว่าไปเรื่อย

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ